อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
พระเกจิอาจารย์ดังแห่งปากช่อง(พระอาจารย์ไฉน)
ประวัติของพระครูปลัดธนาทร ฉฺนทสาโร ( พระอาจารย์ไฉน)

พระอาจารย์เป็นคนวัดพระยาไกร  เขตยานนาวา กรุงเทพฯ เป็นบุตรของ นายเฉลียว และ นางสมจิตร  สงปรีดี  มีพี่น้อง 5คน พระอาจารย์เป็นคนที่  4 เมื่อวัยเด็กท่านชอบเรื่องของพระมาก และศึกษาการเป็นอยู่ของพระ และเมื่ออายุ 15 ปี นั่งกสินทุกอย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่ออายุครบ  21  ปี ท่านก็ได้ไปเป็นทหารจนครบ 2ปี เมื่อปลดจากทหารท่านก็ได้บวชเป็นพระเมื่อปี 2530 ท่านได้เดินธุดงค์ ไปยังจังหวัดเพชรบุรี อ.บึงสามพัน ท่านได้ตำราการทำกสินของ หลวงปู่แหวน ที่วัดหินดาดน้อย ท่านจึงเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง และเดินธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆหลายจังหวัด เช่น เพชรบุรี นครสวรรค์ ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย อุดร ขอนแก่น ศรีษะเกศ และอีกหาลยจังหวัดและเมื่อกลับมาถึงวัดหนามแดง ท่านก็ได้เจอกับอาจารย์มานิต อาจารย์มานิตเป็นศิษย์ของอาจารย์ย่ามแดง เป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท และพระอีก 3 รูป จึงได้เรียนวิชากับอาจารย์มานิต พระที่เรียนกับอาจารย์มานิต มีหลวงพี่จาบ หลวงพี่ทิพ หลวงพี่เม และท่าน ต่างคนต่างได้วิชาคนละแบบกัน และแล้วท่านต้องสึกจากการบวชเป็นพระเพราะไม่มีใครดูแลแม่ เมือปี 31 เมื่อถึงปี 33 ท่านก็ได้บวชอีกครั้ง เพราะท่านไม่ชอบชีวิตของการครอง ฆราวาส ชีวิตของท่านจึงหวนคืนสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง และครั้งนี้ทำให้ท่านมุ่งมั่นในการปฎิบัติมากขึ้น ในเรื่องของการรื้อภพรื้อชาติ ปลดวิบากกรรมของญาติโยม และเพียรในวิชาของหลวงปู่ศุขมากขึ้น ท่านได้เดินทางจากนครสวรรค์ มาที่จังหวัดนครราชสีมาและได้มาอยู่ที่ วัดมิตรภพ ต.กลางดง อ.ปากช่อง ได้ 4 ปี  เจ้าคณะอำเภอได้ส่งให้ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสที่ วัดซับสวอง ต.ขนงพระ เมื่อปี 40 ท่านได้เปิดการสักยันต์ในสายของ หลวงปู่ศุข จนมีลูกศิษย์มากมายและเป็นที่รู้จักของคนใน อำเภอปากช่องและจังหวัดอื่นๆมากมาย ท่านเป็นเจ้าอาวาสได้ 10 ปี ท่านก้ได้ลาออกและเดินทางไปอยู่วัดดอยน้อย  อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ แต่ก็อยู่ได้แค่ครึ่งปี ท่านก็ต้องได้กลับมาอยู่ปากช่องอีกครั้ง เพราะลูกศิษย์ขอให้กลับ จึงกลับมาอยู่ที่วัดหนองแก ต.วังไทร อ.ปากช่อง จ.นครราชศรีมา ทุกวันนี้
ประสบการณ์ตอนเดินธุดงค์
การเดินธุดงค์เมื่อปี 30 ที่จังหวัดเพชรบุรี ณ. อุทยานน้ำหนาว เมื่อสมัยนั้นยังเป็นป่าดงดิบ อยู่เลย ท่านจำได้ว่าตอนเที่ยงวันแทบจะมองไม่เห็นพระอาทิตย์เลย และอากาศเย็นมากๆ ท่านได้เดินเข้าไปอยู่ในป่าลึกเพื่อฝึกสมาธิให้แกร่งยิ่งขึ้น และขอเรียนวิชากับป่า จนคืนหนึ่งระหว่างที่กำลังปฏิบัติธรรมตามปกติ ในนิมิตมีฤๅษีองค์หนึ่งมาปรากฏและยังมีแนะนำในเรื่องการดูธาตุขอ
คนพูดอีกอย่างก็คือสอนให้ดูดวงนั้นเอง เรียกว่าตรวจดูธาตุสี่ แต่การสอนของท่านๆเป็นการพูดให้ฟังและจำเอาเอง ท่านจึงใช้อยู่ทุกวันนี้ ในสถานที่เดียวกันคือ ป่าอุทยานน้ำหนาว ระหว่างการเดินอยู่ในป่า ท่านก็เดินในตอนกลางวันพอสี่โมงเย็นก็ต้องหาที่พักใหม่ทุกวันระหว่างที่เดินก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังเดินตามเสือโคร่งอยู่เห็นรอยเท้าอยู่ทางที่จะลงลำธารเป็นลอยขนาดใหญ่กว่ากำปั้นสักหน่อย ลองเอามือแตะดูยังอุ่นอยู่เลย แต่ท่านต้องเดินทางไปเส้นทางนั้น ท่านจึงเดินข้ามลำธารไปอีกฝั่งหนึ่ง แล้วเดินเลี้ยวซ้ายไปซัก 20 เมตร แล้วเลี้ยวขวาอีกที ท่านต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นเสือโคร่งขนาดใหญ่ เดินเบื้องหน้าท่านประมาณ 50 เมตร เมื่อตั้งสติได้ท่านได้ตั้งจิตอธิฐานแผ่เมตตาให้กับเสือ ไม่น่าเชื่อเสือตัวนั้นก็เดินเลี้ยวซ้ายหายไป ท่านจึงเดินทางต่อไป เมื่อตกตอนเย็นประมาณ 4 ทุ่ม ท่านก็ปักกรดของท่านและทำกิจกรรมต่างๆ และทำสมาธิเช่นเคย ท่านจะมีพระพุทธรูปองค์เล็กๆติดตัวไปด้วยไว้ทำวัตรสวดมนต์ คืนนั้นท่านก็ทำวัตรสวดมนต์เหมือนเคยและนำพระพุทธมาวางบนแคร่เล็กๆเพี่อสวดมนต์เมื่อสวดมนต์ก็ทำสมาธิจนดึก ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรลากเข้ามาใกล้กรดเสียงดังแสกๆเข้ามาใกล้ๆเรื่อยๆ จึงลืมตาดูในบริเวณที่นอนต้องจุดไฟไว้หนึ่งกองจึงทำให้มองเห็นงูตัวใหญ่มากๆตัวหนึ่ง ( ลองกางแขนให้สุดนั้นคือความยาวไม่รวมความกว้าง ) มาหยุดอยู่ตรงเบื่องหน้าพระพุทธรูป และแผ่พังพานโน้มหัวลง ทำความเคารพพระพุทธอยู่ 3 ครั้ง  แล้วจึงหันไปโดยรอบ เหมือนจะบอกว่าอย่ามายุ่งพระท่านปฎิบัติธรรมอยู่  แล้วงูใหญ่ก็เอาหัวลง ที่ข้างหลังงูซิ มีผู้ชายใส่ชุดขาวผมขาวแก่มากเกล้าผมมวยนั้งอยู่บนหลังงู หนวดเครายาวมาก แล้วงูใหญ่ก็เลี้ยวลอดใต้แคร่ ที่วางพระพุทธรูปไปได้ แคร่ตัวนั้นสูงประมาณครึ่งศอก กว้างครึ่งซอกแต่งูใหญ่เลื้อยผ่านไปได้ หน้าประหลาดมาก คิดว่าคงจะเป็นเจ้าป่าเจ้าเขามาคุ้มครอง นี่แหละเป็นอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม ธรรมย่อมคุ้มครองเสมอ

เดินป่าที่เขาชะเมา จังหวัด  ระยอง
เป็นการเดินป่าที่แสนทุลักทุเล เพราะต้องเดินใต้หน้าผาขึ้นไปข้างบน บางช่วงก็เดินสบาย บางช่วงก็ไต่เถาวัลย์แล้วเหวี่ยงตัวขึ้นไป เมื่อขึ้นถึงข้างบนจะเป็นลักษณะคล้ายทางเดิน ทางด้ายซ้ายมือมีลำธาร ด้านขวามือป่าไผ่ที่หนาทึบมาก ยากที่คนจะเดินเข้าไปได้ อยู่ๆก็มีช้างป่าตัวใหญ่เดินออกจากป่าไผ่ มายืนกินน้ำอยู่ที่ลำธาร ท่านจึงหยุดเดินช้างนั้นหยุดกินน้ำและหันมาทางท่าน แล้วทำท่าเหมือนโกรธกระพือหู แกว่งงวงไปมา ส่งเสียงฟึดฟาดใส่ท่าน ท่านก็หยุดนิ่ง และแผ่เมตตาอีกใจหนึ่งก็กลัว ๆ กล้าๆ แต่คนเราเมื่อถึงคราวจะตายก็ต้องตาย ถ้าเคยมีกรรมต่อกันมา สักพักช้างก็เดินเข้าไปในป่าไผ่แล้วหายไป ท่านจึงเดินต่อเมื่อมาถึงตรงที่ช้างหายไป ท่านจึงหันหน้าไปดู ธรรมดาต้องมีรอยแหวกของต้นไผ่ แต่กับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หน้าจะเป็นเทวดาลองใจ

ได้พบหลวงปู่คำคนิง
ท่านได้มีโอกาสที่จะเดินธุดงค์เป็นประจำ มีอยู่ปีหนึ่งที่ท่านได้พักอยู่ที่วัดคลองปลัดเปลี่ยง วันหนึ่งขวัญจิต  ศรีประจัญ ได้จัดงานทำบุญบ้านหลังใหม่ ที่โยมขวัญจิตได้ซื้อไว้ที่สายบางนา – ตราด และในวันงานนั้นโยมขวัญจิตได้นิมนต์แต่พระปฏิบัติ มาสวดมนต์หนึ่งในนั้นมีท่านและหลวงพี่หมูอยู่ด้วย เมื่อท่านไปถึงบ้าน โยมขวัญจิตบอกว่าหลวงปู่คำคนิงอยู่บนบ้านที่ห้องพระ ท่านจึงได้ขึ้นไปกราบนมัสการหลวงปู่ แต่ว่าหลวงปู่ท่านทำสมาธิอยู่จึงไม่รบกวน สักพักหลวงปู่ท่านคลายจากสมาธิ ท่านจึงเข้าไปกราบหลวงปู่คนิงที่ตัก หลวงปู่ท่านช้อนมือของท่านขึ้น แล้วบอกว่าอย่าสึกจากพระนะจะได้เป็นใหญ่เป็นโตในทางพระพุทธศาสนา แล้วหลวงปู่ก็เอามือของท่านมาจับที่ศรีษะของพระอาจารย์แล้วจึงเป่าวิชาประสิทธิให้ หลวงปู่ท่านบอกว่าสักวันจะรู้เอง สิ่งที่หลวงปู่ให้คือวิชาหรืออะไรสักอย่างที่ได้จากหลวงปู่คำคนิง  จนทุกวันนี้จึงได้ทราบที่มาต่าง ๆ ของตัวท่านเมื่อครั้งอดีตด้วยการประสิทธิ์จากหลวงปู่ครั้งนั้น (ชาติหนึ่งเคยเกิดเป็นพญานาคเมื่อถึงหนึ่งปีจะขึ้นมาคลายพิษหนึ่งครั้ง แต่การที่คลายพิษโดยไม่รู้ที่จึงเป็นสาเหตุให้มนุษย์ได้ตายลง เมื่อเก็บผักหญ้าไปกิน ทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างหนัก จนเสียชีวิตทั้งครอบครัวนั้นเป็นกรรมที่ท่านต้องรับอยู่ทุกวันนี้คือปวดท้องอย่างหนักโดยไม่มีสาเหตุเป็นประจำ)

ในทุ่งใหญ่นเรศวร
เมื่อครั้งที่เดินธุดงค์เข้าสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร จะมีพระหลายรูปบอกท่านว่าเดินธุดงค์ที่ไหนก็ได้ แต่อย่าไปเดินแถวทุ่งใหญ่นเรศวร เพราะพระสงฆ์ไปตายกันมากแต่ท่านก็ได้ไป ไม่ใช่อยากลองแต่อยากรู้ว่าที่ตายนั้นอยู่ตรงไหน ท่านคิดว่าคนเราเมื่อถึงคราวตายอยู่ตรงไหนก็ตายถ้าเราเคยตายตรงนั้น มันก็ต้องมาตายตรงที่เดิมจึงทำให้ท่านตัดสินใจเดินธุดงค์ทุ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว หลังจากที่ท่านเดินทางถึงทุ่งใหญ่ยิ่งลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ก็จะได้รู้ว่ามีอะไรที่ท่านจะต้องค้นหาและได้เจออีกมาก ในทุ่งใหญ่นั้นมีพระสงฆ์จำนวนมากที่เอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เพราะความโลภหรือเพราะความเจ็บป่วยอย่างหนักจนต้องเอาชีวิตมาทิ้ง ในสถานที่บางที่มีโครงกระดูกหรือเศษจีวรพร้อมทั้งบาตรถูกทิ้งอยู่ เมื่อท่านปักกลดและสวดมนต์ในยามค่ำคืนจะมีเสียงพระสวดมนต์อยู่บริเวณใกล้ ๆ กลดนั้นอย่างมาก ท่านจึงตั้งจิตแผ่เมตตาให้เสียงเหล่านั้นก็จะเงียบหายไป ในทุ่งใหญ่ยังมีพระสงฆ์ที่กลายเป็นฤาษีอีกมาก เพระไม่ได้โกนผมปลงหนวดกันเครา จีวรก็เก่าและขาด เป็นพระสงฆ์ที่มีอภิญญาสูง ๆ อีกมาก พระฤาษีเหล่านั้นหนีความวุ่นวายทางโลก ไม่หวนกลับมาอีก ต่อเมื่อศาสนาใกล้เสื่อม พระเหล่านั้นจะออกจากป่ามาช่วยเหลือศาสนา ให้อยู่ถึง๕,๐๐๐ปี ท่านว่าศาสนาเมื่อถึง๓,๕๐๐ปี มนุษย์เริ่มแย่ พ่อ แม่ ลูก จะสมสู่กันเองบ้างแล้ว พระฤาษีจะออกมาโปรดในฐานะของพระสงฆ์

อย่าหมิ่นพริกขี้หนูว่าเม็ดเล็ก
ถึงแม้ว่าท่านจะบวชเป็นพระได้เพียงไม่กี่ปี แต่ความเป็นพระนั้นไม่ได้อยู่ที่พรรษามากหรือน้อย มันอยู่ที่การปฏิบัติต่างหาก สภาวะจิตที่บริสุทธิ์และเป็นกลางคือมัชฌิมาปฏิปทา รู้ถึง ทุกข์ สมุทัย นิโรธมรรค มีทาน ศีล ภาวนา ปฏิบัติได้ ดังนี้ก็พอแล้ว  ไม่ต้องไปติดยึดกับรูปลักษณ์ ไม่เอาสังขารเป็นหลังของการปฏิบัติท่าทางต่างๆก็ไม่สนใจ ตัวฉันคืออากาศหรือวิญญาณธาตุ เกิดขึ้นไม่มี ตั้งอยู่ไม่ได้ ดับอย่างมีหลักคือการนิพาน ใจบริสุทธิ์ ทุกอย่างก็บริสุทธิ์ พูดได้แต่อย่าคิด คิดได้แต่อย่าทำ ในเรื่องของอกุศลต่างๆ ถึงทำก็อย่ามีใจแอบแฝงรักใคร่ยินดีนี่แหละคือพริกขี้หนู ท่านขอเป็นพริกขี้หนูดีกว่าพริกหยวก สวยใหญ่แต่ไม่มีรสเผ็ด เสียเปล่าๆไปชาติหนึ่งก็เกิดมาเป็นมนุษย์ บวชเป็นพระไม่รู้ธรรมะก็เหมือนทัพพีที่ไม่รู้รสแกงทั้งๆที่แช่อยู่ในหม้อแกง หน้าเสียดาย



เป็นพระยากกว่าการเป็นพะ
( พระที่ไม่มี ร. สะกด กับพะที่มีมี ร. สะกด )
พระ ต้องมุ่งมั่นแสวงหาโมขธรรม มีความอดทนอดกลั้น ที่จะต้องปฏิบัติเพื่อให้ถึงจุดหมายคือ สกาวจิตความหลุดพ้น ไม่ยึดติดยึดมั่นกับวัตถุ สิ่งของ บุคคล อารมณ์ รักเกียจ โลภ โกรธ หลง หลับตามองโลกกว้างภายในกาย ใช้ปัญญาพิจารณาโดยธรรมอย่างแยบคาย ตัดวิบากกรรมอย่างหยาบด้วยศีลบริสุทธิ์ วิบากกรรมอย่างกลางด้วยสมาธิและกรรมอย่างละเอียดด้วยปัญญา รู้ถึงอริยสัจจ์ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ข้อสำคัญ สมุทัย ที่มาของทุกข์ต่างๆ หรือที่มาของทุกข์และแก้ไขด้วยปัญญาถึงต้นตอเหล่านั้น นิโรธก็คือการดับทุกข์ได้  มรรค คือการพ้นทุกข์ เท่านี้ความพระที่สมบูรณ์ก็เกิดกับใจแม้คนธรรมดาก็ยังเป็นพระได้เลยความเป็นพระอยู่ที่ใจที่สูงค่า ถ้าเกิดว่าการเป็นพระอยู่ที่การห่มผ้าโกนผม ปรงหนวดถ้าเอาผ้าไปห่มตอไม้ ตอไม้คงจะเป็นพระเหมือนกัน เพราะตอไม้ไม่มีผมไม่มีหนวด เพราะฉะนั้นการเป็นพระต้องเริ่มจากใจเป็นที่ตั้ง
พะ ไม่ต้องใส่ใจในเรื่องการปฏิบัติ วันหนึ่งๆคิดในการสะสมพอกพูนกิเลสให้มากขึ้น ได้พร้อมหรือถึงพร้อมด้วย  โลภ โกรธ หลง เป็นปลิง เป็นทากเกาะกินศาสนา เพราะไม่มีที่จะไปจึงเห็นศาสนาว่าเป็นที่พึ่ง คือแหล่งหากินที่ดีเพราะอาศัยการห่มผ้า โกนผมปรงหนวด จึงหน้าศรัทธาที่เรียกว่าพะ พะในที่นี้หมายถึง การเกาะเกี่ยวหรือพักพองอาศัยอยู่เหมือนปลิงที่ดูด เลือดของศาสนา ไม่ขัดเกลาจิตใจ สั่งสอนผู้คนได้แต่ไม่สั่งสอนอารมณ์ตนเองพูดเป็นเอกภาพเข้าหาตนเอง จิตใจไม่เผื่อแผ่หรือช่วยเหลือทั้งมนุษย์และสัตว์ เอาดีไว้ที่ตัวเอง ชั้วให้คนอื่น มีบริวารที่เป็นพาลเกเรเราจะมองเห็นได้จากพระในยุคนี้ หมดที่จะไปก็หันมาพึ่งวัดพึ่งศาสนา ทั้งๆที่ความศรัทธา ก็ไม่มีเลย เมื่ออยู่ภายนอกจะมองเห็นว่าคนที่บวชเป็นพระไม่มีอะไรดี ต้องอาศัยเค้ากิน นี่คือความคิดที่อกุศลของคนพาล แต่เมื่อตัวเองไปไม่รอดก็ต้องมาอาศัยศาสนา แต่การมาอาศัยนั้นต่างกับพระโดยตรงตนองมาบวชก็เป็นได้แค่พะเพราะอาศัยเป็นเครื่องพอกกิเลสสะสมเพิ่มพูน ไม่ขัดเกลาจึงกลายเป็นดินพอกหางหมูถ่วงไปจนเต็มสักวันก็เดินไม่ได้ ไม่มีที่ไปเพราะจิตไม่เคยขัดไม่เคยฝึกฝน  ทาน ศีล ภาวนา ความคิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีๆแต่ความประมาทในชีวิตเป็นสำคัญ จึงเป็นได้แค่  พะ  เปรียบเหมือนคนสองคนเข้าอาศัยบ้านคนละหลัง คนหนึ่งมีจิตสำนึก กับอีกคนหนึ่งไม่มีจิตสำนึกคนที่จิตสำนึกเมื่อเข้ามาอยู่ต้องทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถู ทาสี และคอยซ่อมแซม บ้านที่อยู่ก็จะสะอาดเป็นที่เจริญหูเจริญตาแก่ผู้คนที่เข้ามาหา หรือบุคคลที่เดินผ่าน หรือบุคคลที่เข้ามาคบค้าสมาคม เพราะบุคคล เช่นนี้ เมื่ออยู่ที่ใดย่อมทำความเจริญในจิตอยู่ตลอด และยังส่งผลต่อชุมชนไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีแต่ความผาสุกตลอดไป ผิดกับบุคคลที่สองที่ไม่มีสำนึก เมื่อเข้าอยู่ในบ้านใครก็แล้วแต่ จะไม่ทำความสะอาด ไม่ดูแลสถานที่ ไม่ทะนุบำรุงสถานที่ของตนเป็นคนมักง่ายอยู่ไปวันๆไม่มีแก่นสาร จึงทำให้เป็นที่เกลียดชังแก่คนทั่วไป สภาวะไม่บริสุทธิ์ จิตหมกมุ่นอยู่กับกิเลสและตัณหาราคะ และก็เศร้าหมองตลอดไป



งานประจำปีพิธีครอบครู
งานประจำปีพุทธาภิเษก ปลุกเสกเดินธาตุ เสริมดวงให้กับศิษย์ยานุศิษย์ เสริมดวงชะตา เสริมโชค เสริมลาภ เสริมบารมี  ครอบครู แก่ผู้ที่มาร่วมงาน และพิธีไหว้ครู แสดงความกตัญญูกตาวทิตาธรรม ต่อบูรณาจารย์ อันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยแรงอำนาจครูบาอาจารย์ ทุกองค์ลงมาเป็นเดชทวีคูณ แด่ศิษย์ยานุศิษย์ทุกคนในวัน อาทิตย์ ที่  2  ของเดือนมกราคม ของทุกปี  จึงขอเรียนเชิญศิษย์ยานุศิษย์ โดยพร้อมเพียงกัน   ( เป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธ์มาก )
ติดต่อพระอาจารย์  ไฉน ฉฺนทสาโร  ได้ที่เบอร์ 081-5312431 จะมีสานุศิษย์คอยบริการท่านผู้ที่มาร่วมงานทุกท่าน  ภายในงานนี้พระอาจารย์ ไฉน ฉฺนทสาโร ได้มีวัตถุมงคลของดีแจกให้ผู้ที่มาร่วมงาน รับรองมีของดีอยู่กับตัวแคล้วคลาด ปลอดภัย มีเมตตา เพิ่มเสน่ห์มหานิยม คงกระพันชาตรี อีกทั้งทำมาค้าขายเรียกลูกค้าได้อย่างที่หลายๆคนคาดไม่ถึง

ที่อยู่ วัดหนองแกพัฒนาราม  ต.วัดไทร  อ.ปากช่อง  จ.นครราชศรีมา  30130 
สอบถามโทร 081-8374800  ( อึ่ง ) 089-4499375  ( วัช )

ผู้โพสต์ : watcharakorn   วันที่ : 20 - ก.ย. - 52  เวลา 23:28:13   , ip : 115.67.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.