อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
~~~ วันอาภากร ~~~


  พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ “พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย” ทรงพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์” เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์(วร บุนนาค) ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2423 เวลา 15.57 น. แรม 3 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง จุลศักราช 1242

      เกร็ดพระประวัติ เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาในพระบรมมหาราชวัง โดยทรงเป็นนักเรียนในโรงเรียนหลวง(โรงเรียนราชกุมาร) ณ พระตำหนักสวนกุหลาบ ทรงศึกษาจนโสกัณต์แล้ว เมื่อปีมะเส็งพุทธศักราช 2436 พระบรมราชชนกโปรดเกล้าฯให้เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ทรงศึกษาวิชาทหารเรือจนสอบได้เป็นนักเรียนนายเรือ เสด็จในกรมฯทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาวิชาการทหารเรือจากประเทศอังกฤษ และเมื่อเสด็จกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2443 ก็ทรงเข้ารับราชการทหารเรือตั้งแต่ปีนั้น

    ในสมัยก่อนที่เสด็จในกรมจะทรงเข้ามาเป็นพระอาจารย์สอนในโรงเรียนนายเรือ ประเทศไทยเราต้องจ้างชาวต่างประเทศมาเป็นผู้บังคับการ เมื่อทรงเข้ารับราชการทหารเรือ ทรงมีจุดประสงค์อันแรงกล้าที่จะฝึกให้ทหารเรือไทยเดินเรือทะเลได้อย่างชาวต่างประเทศ และสามารถทำการรบทางเรือได้ด้วย ครั้งนั้นสมเด็จพระบรมชนกนาถมีพระราชดำริเห็นชอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้แล้วที่ทรงส่งพระราชโอรสไปศึกษาก็เพื่อให้มาปรับปรุงกิจการทหารในประเทศไทยที่ยังด้อยอยู่ เสด็จในกรมฯได้ทรงแก้ไขปรับปรุงระเบียบการในโรงเรียนนายเรือทั้งฝ่ายปกครอง และบังคับบัญชาฝ่ายวิชาการให้รัดกุมเทียบเท่าอารยประเทศ

      ด้านการปกครองก็ใช้การปกครองบังคับบัญชาตามระเบียบการปกครองในเรือรบ แบ่งเป็นตอนให้นักเรียนชั้นสูงบังคับบัญชาชั้นรองลงมา เป็นการฝึกหัดมาปกครองไปในตัว ด้านการศึกษาก็ได้จัดเพิ่มวิชาสำคัญสำหรับชาวเรือขึ้น เพื่อให้สำเร็จการศึกษาแล้วสามารถเดินเรือทางไกลในทะเลน้ำลึกได้ คือเพิ่มวิชาดาราศาสตร์ตรีโกณมิติ การเดินเรือ อุทกศาสตร์ เรขาคณิต พีชคณิต ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพิ่มชั้นศึกษาจาก 4 ชั้นเป็น 5 ชั้น แต่สมัยนั้นหานักเรียนมาสมัครยาก ถึงกับต้องจ้างให้มาเรียนกัน โดยชั้นเล็กให้ 3 บาท สูงขึ้นมาให้ 6 บาท สูงขึ้นมาอีกให้ 10 บาท ชั้นสูงสุดให้ 20 บาท ชั้น 5 ให้พิเศษโดยทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ ต่อมาเมื่อมีผู้นิยมเรียนมากแล้วจึงเลิกจ้าง ระยะนั้นเสด็จในกรมฯทรงเป็นพระอาจารย์สอนวิชาดาราศาสตร์ การเดินเรือแผนที่ ตรีโกณมิติเส้นโค้ง พีชคณิตตอนกลางและตอนปลาย

  ต้นปี 2448 ทรงตั้งโรงเรียนช่างกลขึ้นอีก โดยเอาความสมัครใจจากนักเรียนนายเรือ ฉะนั้นคำว่า “กองโรงเรียนนายเรือ” จึงปรากฏขึ้นในทำเนียบนับตั้งแต่นั้นมา โรงเรียนนายเรือสมัยนั้นยังหาที่ตั้งที่มั่นคงเป็นหลักฐานไม่ได้ ต้องอาศัยเรียนในเรือพระที่นั่งบ้าง ในเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์และเรือลำอื่นๆ บ้างขึ้นบกไปเรียนที่ศาลาการเปรียญวัดวงศ์มูลบ้าง ย้ายไปเรียน ณ ตึกที่ปรับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสวนนันทอุทยาน ตลอดจนย้ายไปเรียนที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ด้วยความขวนขวายของเสด็จในกรมฯ จนพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเห็นความสำคัญ จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวังเดิมธนบุรีให้เป็นที่ตั้งโรงเรียนนายเรือ เมื่อได้ปรับปรุงพระราชวังเดิมและบริเวณเรียบร้อยแล้ว จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาอัญเชิญเสด็จฯทรงเปิดโรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2449 ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก ได้ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาชมเชยในสมุดเยี่ยมของโรงเรียน “วันที่ 20 พฤศจิกายน ร.ศ.125 เราจุฬาลงกรณ์ ปร ได้มาเปิดโรงเรียนนี้ มีความปลื้มใจซึ่งได้เห็นการทหารเรือมีรากหยั่งลงแล้ว จะเป็นที่มั่นสืบไปภายหน้า

      เสด็จในกรมฯท่านมักทรงนำนักเรียนนายเรือออกฝึกทางทะเลอยู่บ่อยครั้งโดยเรือมกุฏราชกุมารที่พระองค์ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาเอง และพลประจำเรือก็ใช้นักเรียนไทยล้วนๆ ช่วงเวลาที่ทำการฝึกท่านไม่ทรงโปรดทหารเรือหรือใครที่เมาคลื่น จึงมีเรื่องเล่าระหว่างการออกฝึกทางทะเลในครั้งหนึ่งว่า มีคราวหนึ่งทรงนำนักเรียนนายเรือไปทะเลโดยเรือยงยศอโยชณิยาแบบเก่า คือเรือกลไฟมีเสาใบ การฝึกหัดทางทะเลครั้งนี้ทรงนำไปชายฝั่งถึงจันทบุรี ปรากฏว่านักเรียนจำนวนหนึ่งเมาคลื่น นอนแบบไม่สมปฤดี จึงทรงกริ้วว่าเมาคลื่นอย่างนี้จะไปรบกับใครเขาได้ ทรงเรียกแถวทั้งหมด ปรากฏว่า มาเข้าแถวไม่ครบ นอนอาเจียนเขียวเหลืองอยู่บนดาดฟ้าเรือ จึงรับสั่งให้พวกเมาคลื่นปีนเสากระโดงเรือ ถ้าใครคิดว่าจะอาเจียนให้เอาถังสังกะสีผูกคอติดขึ้นไปด้วย กันทำเลอะ แม้กระนั้นก็ยังมีพวกที่เมาจัด มือยึดเสากระโดงเรือคออ่อน พับไปพับมา ทรงเกรงว่าจะตกลงมาอีก จึงให้เอาเชือกมัดติดกับเสากระโดงเรือไว้ให้อาเจียนจมหายเมา การขึ้นเสากระโดงนี้ทำให้ค่อยยังชั่ว เพราะได้อยู่ที่สูงได้อากาศดี แสดงให้เห็นว่าการเป็นทหารเรือจะต้องทรหดอดทน ผลการฝึกครั้งนั้นทำให้นักเรียนหายเมาคลื่นไปหลายคน

  ชาวบ้านในท้องที่ตามฝั่งทะเล อาทิบ้านเพ ระยอง จันทบุรี สมุทรปราการ สมัยนั้นล้วนเคารพรัก และทิดทูนเสด็จในกรมฯมาก เพราะความที่ท่านให้ความเป็นกันเองกับชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเมื่อทราบว่าเสด็จในกรมฯทรงนำทหารเรือมาฝึกซ้อมเอง ก็มักจะนำสิ่งของทั้งของกินของใช้ติดไม้ติดมือมาถวาย หรือแม้กระทั่งบรรดาเหล่าทหารเรือผู้ใต้บังคับบัญชา พระองค์ท่านก็ให้ความสนิทสนมดูแลอย่างใกล้ชิด มีเรื่องเล่าที่น่าประทับใจว่า วันไหนที่เลิกฝึกหรือเลิกงานแล้ว เมื่อทหารเรือทุกคนอาบน้ำ รับประทานอาหารเสร็จแล้วก็จะมานั่งล้อมวงรอบพระองค์ท่าน ฟังท่านเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรและก็ขอฟังนิทาน ว่ากันว่าท่านเล่าสนุกจนพวกทหารนั่งฟังอ้าปากค้าง ไม่เลิกไม่ลุก จนต้องเป่าแตรจึงจะไปนอน เป็นเช่นนี้ประจำ และเพราะความที่ท่านรักทหารเรือเหมือน “ลูก” เหล่าทหารเรือจึงร่วมขนานพระนามแด่พระองค์ว่า “พระบิดาแห่งกองทัพเรือ” หรือบ้างก็เรียก “เสด็จเตี่ย”และ “เสด็จพ่อ”

    เสด็จในกรมฯท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพในหลายๆ ด้าน นอกจากจะทรงเป็นนักปกครองคน และทรงริเริ่มงานในส่วนของกองทัพเรือแล้ว ในยามว่างจากพระภารกิจต่างๆ พระองค์ก็ยังหาเวลาทรงงานอดิเรกด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาหมัดมวย กระบี่กระบอง หรือยิงปืน นาฏศิลป์ประเภทโขน ทรงดนตรีและทรงประพันธ์โคลงกลอนที่เป็นคติ โดยเฉพาะในด้านดนตรีท่านทรงพระปรีชาสามารถในเครื่องดนตรีทุกชนิด เช่น ขลุ่ย ระนาด ซอ ท่านร้องรำทำเพลงเก่ง ถึงขนาดว่าจับเครื่องดนตรีชนิดใดขึ้นมาก็สามารถขึ้นเป็นเพลงได้ พระองค์ทรงเคยขับเสภาถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระราชบิดาและทรงขับเสภาได้ยอดเยี่ยม เล่ากันว่าฟังแล้วขนลุกทุกคน หรือแม้แต่บทเพลงอมตะของทหารเรือหลายเพลง พระองค์ท่านก็ทรงนิพนธ์เอง เช่น เพลงดอกประดู่ ดาบของชาติ เดินหน้า เกิดเป็นชายหมายมาดชาติทหารฯลฯ เพลงทุกเพลงทรงนิพนธ์จากชีวิตของทหารเรือจึงมีเนื้อร้องที่ปลุกใจ ให้มีความกล้าหาญ รักชาติ
ผู้โพสต์ : รัตน์   วันที่ : 18 - พ.ค. - 54  เวลา 23:31:07   , ip : 58.9.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   


  ในด้านงานวาด เสด็จในกรมฯ ท่านมีฝีมือทางวาดเขียน มีรูปฝีพระหัตถ์ที่งามมาก โดยทุกรูปทรงวาดจากจินตนาการ นอกจากนี้ยังทรงวาดรูปภาพที่ฝาผนังในโบสถ์ของวัดมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท เนื่องจากโบสถ์เดิมเก่าแก่ และทรุดโทรมมากจึงทรงรับบูรณะเขียนภาพฝาผนังและเพดานใหม่หมด ซึ่งปัจจุบันนี้ภาพฝีพระหัตถ์ยังอยู่

  พระอัจฉริยภาพอีกด้านของเสด็จในกรมฯ ในนาม “หมอพร” ก็คือ การเป็นหมอรักษาโรคด้วยยาไทยแผนโบราณ เล่ากันว่า เมื่อทรงเป็นหมอ ก็เสด็จไปรักษาไม่เลือก ไม่ว่าจะยากดีมีจน แม้แต่คนในสำเพ็งหรือบ้านกระจอกงอกง่อยก็ไปรักษา ก็ได้รถยนต์คันเล็กที่พระพุทธเจ้าหลวงพระราชทานให้ใช้เป็นพาหนะไปตามซอกตรอกเล็กตรอกน้อย โดยมากเสด็จลำพัง พวกคนจีนจะรู้จักกันดี และจะมีคนตามไปรักษาเสมอ โดยที่พระองค์ไม่เคยคิดค่ารักษษเลย แถมยังรักษาจนหายด้วย ยาสมุนไพรที่ใช้รักษานั้นพระองค์ทรงรวบรวมตำรายา และค้นคว้าจากคัมภีร์เก่าทีเกือบจะสูญไปหมดแล้ว ทรงเขียนตำรายาแผนโบราณลงในสมุดข่อยด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เมื่อเขียนเสร็จในปี พ.ศ.2458 ทรงตั้งชื่อตำราสมุดข่อยเล่านี้ว่า “พระคัมภีร์อติสาระวรรค โบราณะกรรมและปัจจุบันนะกรรม”

      ตำรายา “พระคัมภีร์อติสาระวรรค” นี้มีอยู่ 2 เล่ม เล่ม 1 นั้นอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือสมุทรปราการ ส่วนเล่ม 2 นั้นไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด เคยมีผู้คัดลอกตำราพิมพ์เผยแพร่ไปบ้างแล้วหลายขนานเช่น ยาเขื่อนกำบัง ยาเบญจขันธ์ ยาประสะพุงเม่น ยาแก้ผิดสำแดง แก้เสมหะ แก้ธาตุทั้งปวงอีก 2 ขนาด

  ในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ...เสด็จในกรมฯสิ้นพระชนม์ ณ ที่ประทับหาดทรายรี จ.ชุมพร เมื่อเวลา 11.40 น. ของวันที่ 19 พฤษภาคม 2466 ด้วยพระโรคไข้หวัดใหญ่ และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อการทหารเรือและประเทศชาติอย่างหาที่เปรียบมิได้ ในวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี ทางกองทัพเรือจึงได้จัดให้มีการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย ณ วิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธ และมีการวางพวงมาลา ณ พระอนุสาวรีย์ของพระองค์แทบทุกแห่ง

      แม้ว่าวันนี้เวลาจะล่วงเลยผ่านไป 83 ปีแล้วก็ตาม ธงราชนาวีก็ยังคงโบกอยู่ได้อย่างสง่างาม ทั้งนี้ก็เพราะฐานรากที่ทรงวางไว้โดยพระผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย” นั่นเอง...


บทความ โดย สายทิพย์
จาก นิตยสาร หญิงไทย ฉบับที่ 629 ปีที่ 27 ปักษ์หลัง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2544
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 18 - พ.ค. - 54  เวลา 23:33:44  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



  บันทึกของเสด็จในกรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์

เจอบันทึกนี้ให้เอาคำต่อไปนี้ของกูไปประกาศให้คนรู้ว่า
กู"กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักด์" ผู้เป็นโอรสของพระปิยมหาราช ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า
แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษ ได้เอาเลือดเอาเนื้อเอาชีวิตแลกไว้
ไอ้อีมันผู้ใด คิดชั่วร้ายทำลายแผ่นดิน ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ฤา กระทำการทุจริต ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อส่วนรวม
จงหยุดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว
ก่อนที่ที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโคตรให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยามอันเป็นที่รักของกู
ตราบใดที่คำว่า "อาภากร" ยังยืนหยัดอยู่ในโลก กูจะรักษาผืนแผ่นดินสยามของกู

ลูกหลานทั้งหลาย แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา
มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น
แผ่นดินใดที่ให้ซุกหัวนอน ให้ความร่มเย็นเป็นสุข
มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น

   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 18 - พ.ค. - 54  เวลา 23:35:55  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


  ผมไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับทางกองทัพเรือ ไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือทางอ้อมใดๆทั้งสิ้น และไม่มีวัตถุมงคลใดๆที่เกี่ยวกับรูปเหมือนของพระองค์

  ก็ได้แต่รำลึกถึงความเป็นเอกบุรุษ ความสมถะ ความพากเพียร และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โดยเฉพาะความเป็นคนเด็ดขาด และกล้าหาญของพระองค์ท่าน ตลอดกาลนานครับ
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 20 - พ.ค. - 54  เวลา 01:10:02  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.