อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
ประวัติพระเกจิ ทั้วเมืองไทย...และสารความรู้...

Warning: getimagesize(images/board/3_1200064862.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

วัดเขาอ้อเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยอาจารย์รุ่นแรกๆผมไม่สามารถหารูปของท่านมาลงได้ครับ โดยมีลำดับดังต่อไปนี้
  ๑.พระอาจารย์ทอง
  ๒.พระอาจารย์สมเด็จเจ้าจอมทอง
  ๓.พระอาจารย์พรหมทอง
  ๔.พระอาจารย์ไชยทอง
  ๕.พระอาจารย์ทองในถ้ำ
  ๖.พระอาจารย์ทองหน้าถ้ำ
  ๗.พระอาจารย์สมเด็จภารทอง
  ๘.พระอาจารย์ทองหูยาน
  ๙.พระอาจารย์ทองเฒ่าหรือ พระครูสังฆวิจารณ์ฉัตทันต์บรรพต
พระอาจารย์ทองเฒ่าท่านเกิดในปี พ.ศ. ๒๓๙๒ ตรงกับรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านมรณะภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ สิริอายุ ๗๘ พรรษา หรือมรณภาพเมื่อ ๘๐ ปีล่วงมาแล้ว ท่านสำเร็จวิชา “หินเบา” หรือ “ชาตรี” อันเป็นวิชาที่ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาท่านสามารถ เสกน้ำมันงา ให้ศิษย์กินเพื่อความคงกระพัน โดยทำให้น้ำมันงาแข็งตัวเป็นวุ้นได้ภายในอึดใจ ซึ่งโดยปกติแล้ว น้ำมันงาดังกล่าว ต่อให้เอาไปแช่ในช่องฟริสตู้เย็นเป็นเดือน ๆ ก็จะไม่มีวันแข็งว่าจะเป็นการแบกซุงต้นใหญ่โดยตัวท่านเพียงลำพัง หรือ การแบกก้อนดินสำหรับการสร้างพระอุโบสถ ซึ่งเรื่องวิชาหินเบานี้ ศิษย์สำนักเขาอ้อรุ่นเก่า ๆ หลายคนทำได้
ในยุคพระอาจารย์ทองเฒ่า ท่านได้ใช้ประคำพวงนี้แสดงฤทธิ์หลายครั้ง อย่างเมื่อครั้งที่ท่านนำชาวบ้านไปตัดไม้ในป่ามาก่อสร้างเสนาสนะภายในวัด ก่อนที่จะตัดไม้แต่ละต้น ท่านจะทำพิธีพลีกรรมขอเสียก่อน จากนั้นท่านก็จะเอาพวงประคำฟาดไปที่โคนต้นไม้ ต้นไม้ก็จะขาดเหมือนโดนเลื่อยล้มลงทันที ไม่ต้องมาเลื่อยให้เหนื่อยแรงหรือเสียเวลา หรือบางทีท่านต้องการใช้หินก้อนเล็ก ๆ ท่านก็จะเอาพวงประคำฟาดไปที่หินก้อนใหญ่ ๆ ก็จะแตกเป็นหินก้อนเล็ก ๆ ได้ตามที่ต้องการ
ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ทองเฒ่า กำลังทำพิธีอาบว่านแช่ยาให้กับศิษย์ที่บนยอดเขาอ้อ ขณะนั้นได้เกิดท้องฟ้ามืดครึ้มเพราะฝนจะตก ท่านกลัวว่า หากฝนตกจะทำให้เสียพิธี จึงถอดพวงประคำออกจากคอมาบริกรรม แล้วโยนอย่างแรงขึ้นไปในอากาศ พวงประคำจะลอยหายไปครู่ใหญ่ ๆ แล้วก็เกิดลมกระโชกพัดพาเอาเมฆฝนไปตกที่อื่น จากนั้น พวงประคำก็จะตกมาหาท่านอย่างเดิม
ปีหนึ่งฝนแล้งขาดช่วงมานานจนข้าวกล้าที่ศิษย์วัดเขาอ้อปลูกไว้กินในนาทำท่าว่าจะแห้งตายคาต้นพระอาจารย์ทองเฒ่าได้เอาพวงประคำพวงนี้มาบริกรรมแล้วก็โยนไปในอากาศพวงประคำก็จะลอยหายไปครู่ใหญ่ๆท้องฟ้าก็จะมืดครึ้มจะมีฝนตกลงมาอย่างหนักจนเพียงพอแล้วท้องฟ้าก็จะแจ่มใสเป็นปกติจากนั้นพวงประคำก็จะลอยมาหาท่าน
๑๐.พระอาจารย์เอียด
พระครูสิทธิยาภิรัตน์ มีนามเดิมว่า เอียด ทองโอ่ เกิดที่บ้านดอนนูด ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2425 เป็นบุตรของนายรอด นางพัด มีน้องชายคนหนึ่งชื่อแก้ว เริ่มการศึกษาหลังจากบิดาได้ถึงแก่กรรมแล้ว โดยมารดาได้นำไปฝากพระอาจารย์ทองเฒ่า ที่วัดเขาอ้อ ได้ร่ำเรียนจนรู้หนังสือขอมไทย เมื่ออายุได้ 22 ปี จึงได้อุปสมบทที่วัดเขาอ้อ มีพระอาจารย์ทองเฒ่า เป็นอุปัชฌาย์ มีฉายาว่า ปทุมสโร ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ไสยศาสตร์ และแพทย์แผนโบราณจากพระอาจารย์ทองเฒ่า ต่อมาทางวัดดอนศาลา ว่างเจ้าอาวาสลง คณะพุทธบริษัทของวัดดอนศาลา ได้พร้อมในกันนิมนต์อาจารย์เอียดมาเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาไม่นานท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ และเป็นพระอุปัชฌาย์ตามลำดับในปี 2473 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ต่อมาในปี 2480 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสิทธิยาภิรัตน์ แต่ชาวบ้านยังนิยมเรียกท่านว่า " พ่อท่านเอียด " หรือ " พ่อท่านดอนศาลา " บางทีก็เรียกว่า " พระครูสิทธิ์ "
    พระครูสิทธิยาภิรัตน์ เป็นผู้ที่มีความเมตตา กรุณา ปฏิบัติต่อบุคคลอย่างเสมอภาค ใครมีความทุกข์ร้อนไปหาท่าน ถ้าท่านช่วยได้ก็จะช่วยทันที เป็นคนที่เคารพในเหตุผล จึงต้องเป็นตุลาการให้คนในหมู่บ้านอยู่เสมอ และเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านทั่วไป พระครูสิทธิยาภิรัตน์ เป็นผู้นำชาวบ้านดอนศาลาและบริเวณใกล้เคียงพัฒนาท้องถิ่น จัดตั้งโรงเรียนประชาบาลขึ้นในวัด และจัดสร้างอาคารเรียนถาวรให้โรงเรียนวัดดอนศาลาเป็นผลสำเร็จ ใช้เป็นที่เรียนของนักเรียนมาจนทุกวันนี้ ทั้งยังเป็นผู้นำในการขุดลอกคูคลองที่ตื้นเขิน ตัดถนนจากวัดเชื่อต่อกับถนนสายควนขนุน-ปากคลอง เพื่อให้ประชาชนได้ติดต่อกับตัวอำเภอได้สะดวกยิ่งขึ้น
    เมื่อ พ.ศ.2483 เกิดสงครามอินโดจน ประเทศไทยได้ส่งกำลังทหารไปร่วมรบในสงครามครั้งนี้ด้วย ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารอาสาสมัคร และพลเรือนในยามสงคราม พระครูสิทธิยาภิรัตน์ จึงได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นหลายชนิด เช่น พระเครื่อง ลูกอม ผ้าประเจียด เสื้อยันต์ ผ้ารองหมวก ตะกรุด ปลอกแขน โดยทำพิธีปลุกเสกที่วัดเขาอ้อ วัตถุมงคลเหล่านี้ได้แจกจ่ายให้แก่ ทหารอาสาสมัคร พลเรือน พระเครื่องที่สำคัญที่สร้างขึ้นในครั้งนี้ คือ พระมหายันต์ และพระมหาว่าน ขาว-ดำ การสร้างเครื่องรางของขลังในครั้งนี้จึงเป็นการสร้างสนองคุณแก่ประเทศชาติ เยี่ยงพระมหาช่วย วัดป่าเลไลย์ ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง ที่เคยช่วยเหลือชาติบ้านเมืองมาแล้วในอดีต
    พระครูสิทธิยาภิรัตน์ เป็นพระเถระที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่น และประเทศชาติเป็นอันมาก ท่านได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2491 รวมอายุได้ 66 ปี
๑๑.พระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม
พระเกจิอาจารย์ผู้เข้มขลังทางวิทยาคุณ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังต่อจากท่านปรมาจารย์ทองเฒ่า เจ้าสำนักเขาอ้อ พระอาจารย์ปาล นอกจากจะเป็นศิษย์เอกรูปหนึ่งของท่านปรมาจารย์ทองเฒ่าแล้ว ยังได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็นเจ้าสำนักสืบต่อจากท่านด้วย
ตอนแรกปรมาจารย์ทองเฒ่า ได้คัดเลือกพระอาจารย์เอียด ปทุมสโรให้เป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักเขาอ้อเพราะพระอาจารย์เอียดเป็นศิษย์พี่พระอาจารย์ปาลและมีความเหมาะสม
แต่เพราะความจำเป็นในเรื่องที่วัดดอนศาลา ซึ่งเป็นวัดสาขา เป็นสำนักที่ถือว่าเป็นแขนขาสำคัญแห่งหนึ่งของสำนักเขาอ้อขาดเจ้าอาวาสลง ชาวบ้านไปขอพระจากท่านปรมาจารย์ทองเฒ่า เพราะเห็นว่าวัดแห่งนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดต่อเนื่องกันมา และที่สำคัญตอนนั้นวัดที่มีพระที่เหมาะสมที่จะเป็นเจ้าอาวาสมากที่สุด คือ วัดเขาอ้อ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นสำนักใหญ่ที่คึกคักด้วยคณาศิษย์และผู้คนที่เดินทางไปมาหาสู่ ท่านปรมาจารย์ทองเฒ่าจำเป็นต้องส่งคนที่เหมาะสมที่สุดในขณะนั้น ก็คือพระอาจารย์เอียด ปทุมสโร
เมื่อต้องสละพระอาจารย์เอียดให้กับวัดดอนศาลาไป ท่านปรมาจารย์ทองเฒ่าจำเป็นต้องคัดเลือกศิษย์รูปใหม่ขึ้นมา เพื่อที่จะให้เป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักเขาอ้อแทนท่านอาจารย์เอียด พิจารณาจากคุณสมบัติต่างๆ แล้วในที่สุดท่านปรมาจารย์ทองเฒ่าก็ตัดสินใจเลือก พระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม ให้ทำหน้าที่เป็นเจ้าสำนักสืบต่อจากท่าน
บรรพบุรุษของพระอาจารย์ปาลเป็นชาวระโนด จังหวัดสงขลา ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่บริเวณบ้านเขาอ้อ พระอาจารย์ปาลท่านมาเกิดที่เขาอ้อ ครอบครัวของพระอาจารย์ปาลคงจะใกล้ชิดและเคารพนับถือพระอาจารย์ทองเฒ่ามาก ด้วยเหตุนี้เมื่อพระอาจารย์ปาลมีอายุพอที่จะเรียนหนังสือได้ พ่อแม่จึงได้พาไปฝากให้อยู่ศึกษาเล่าเรียนในสำนักวัดเขาอ้อ ซึ่งสมัยนั้นเป็นสำนักใหญ่และสำคัญที่สุดในละแวกนั้น มีลูกศิษย์มากมาย
พระอาจารย์ปาลเป็นคนเรียนเก่ง แต่ค่อนข้างจะดื้อ มีอุปนิสัยรักสนุก ร่าเริง เป็นนักเสียสละตัวยง เป็นที่รักใคร่ของศิษย์ร่วมสำนักทุกรูปทุกคน ท่านถึงกับเคยรับโทษแทนเพื่อนหลายครั้ง พระอาจารย์ปาลเรียนอยู่ในสำนักวัดเขาอ้อนานจนมีวัยพอที่จะบวชเรียนได้ พระอาจารย์ทองเฒ่าจึงได้จัดการให้บวชเป็นสามเณรแล้วให้อยู่ศึกษาพระธรรมและวิทยาคมต่างๆ อยู่ในสำนักเขาอ้อ
พระอาจารย์ปาลบวชตั้งแต่สามเณรจนกระทั่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเขาอ้อ โดยมีพระอาจารย์ทองเฒ่าเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ อุปสมบทแล้วก็ศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติมและช่วยพระอาจารย์ทองเฒ่าอยู่ที่สำนักเขาอ้อต่อไป จนกระทั่งพระอาจารย์ทองเฒ่าคัดเลือกให้เป็นทายาทเจ้าสำนักถ่ายทอดวิชาสำคัญๆให้จนหมดสิ้น
ต่อมาเมื่อพระอาจารย์ทองเฒ่ามรณภาพลง
ภายหลังการมรณภาพของพระอาจารย์ทองเฒ่า จึงมีศิษย์ของสำนักวัดเขาอ้อที่มีชื่อเสียงโด่งดังพร้อมกันสองรูป คือ พระอาจารย์เอียด เจ้าอาวาสวัดดอนศาลา ในฐานะศิษย์เอกคนโต และพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม เจ้าสำนักเขาอ้อ แต่เจ้าสำนักทั้งสองต่างเคารพรักใคร่กันมาก ไปมาหาสู่กันไม่ได้ขาด พระอาจารย์เอียด แม้จะมีภาระใหญ่อยู่ที่วัดดอนศาลา แต่ก็ไม่ทอดทิ้งวัดเขาอ้อ เพราะตระหนักอยู่เสมอว่าเป็นสำนักที่ให้วิชาความรู้ เป็นบ้านที่ท่านเติบโตขึ้นมา ฉะนั้นเมื่อไม่มีพระอาจารย์ทองเฒ่า ก็จะต้องไปดูแลช่วยเหลือพระอาจารย์ปาลทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เพราะโดยส่วนตัวพระอาจารย์เอียดรักใคร่เมตตาศิษย์น้องรูปนี้มาก เคยใกล้ชิดสนิทสนมกันเมื่อคราวอยู่ร่วมสำนักที่เขาอ้อ ในสายตาพระอาจารย์เอียด พระอาจารย์ปาลคือศิษย์น้องหัวดื้อ แต่เคารพรักศิษย์พี่อย่างท่านมาก
ในขณะเดียวกัน ในสายตาพระอาจารย์ปาล พระอาจารย์เอียดคือพี่ชาย คือศิษย์พี่ที่จะต้องเคารพเชื่อฟังต่อจากอาจารย์ และโดยส่วนตัวแล้วเมื่อคราวอยู่ร่วมสำนักกัน ศิษย์พี่รูปนี้คอยช่วยเหลือเจือจุนท่านมามาก ด้วยความเคารพนับถือที่มีต่อกัน ท่านทั้งสองจึงถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ต่างระมัดระวังในบทบาทของกันและกัน ด้วยเกรงว่าจะเด่นกว่าอีกฝ่าย
ว่ากันว่าโดยธรรมเนียมแล้ว ผู้เป็นประธานหรือควรจะมีบทบาทเด่นที่สุดในสายเขาอ้อขณะนั้น ก็คือ พระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม ในฐานะเจ้าสำนัก แต่เนื่องจากพระอาจารย์เอียดก็เป็นศิษย์ที่ปรมาจารย์ทองเฒ่าคัดเลือกให้เป็นทายาท ถ่ายทอดวิชาไว้ให้เท่าๆกัน และที่สำคัญมีความอาวุโสมากกว่า พระอาจารย์ปาลจึงเคารพและระมัดระวังบทบาทของตัวเองไม่ให้ยิ่งไปกว่าศิษย์พี่ พระอาจารย์เอียดเองก็ตระหนักในข้อนี้ แม้ว่าท่านจะมีความรู้ความเชียวชาญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระอาจารย์ปาล มีพรรษาอาวุโสกว่า แต่ก็ตระหนักดีว่าพระอาจารย์ปาลเป็นเจ้าสำนักใหญ่ ทานจึงให้เกียติมาก ระมัดระวังในบทบาทตัวเองอย่างสูง
ต่อมาดูเหมือนว่าท่านทั้งสองหาทางออกได้ โดนพระอาจารย์ปาลแสดงบทบาทของตัวเองเต็มที่ในสำนัก ส่วนภายนอกมอบให้พระอาจารย์เอียด และตัวพระอาจารย์เอียดเองก็เปลี่ยนไปทำงานให้คณะสงฆ์เสียมากกว่า มอบภาระอันเป็นหน้าที่ของเจ้าสำนักเขาอ้อให้พระอาจารย์ปาลดำเนินการต่อไป ท่านอยู่ในฐานะผู้ช่วยและที่ปรึกษา
การสำเร็จวิชานิ้วชี้เพชรของท่านอาจารย์ปาล ในกระบวนวิชาสำคัญๆระดับหัวกะทิที่บุคคลระดับเจ้าสำนักถึงจะได้เรียนนั้น มีวิชานิ้วชี้เพชรเป็นวิชาหนึ่งที่น่าสนใจ เล่ากันว่าใครสำเร็จวิชานี้ นิ้วชี้ด้านขวาจะแข็งเป็นหิน มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ใช้ชี้อะไรก็สามารถกำหนดให้เป็นให้ตายได้ ผู้ที่สำเร็จวิชามรณภาพแล้ว แม้สังขารถูกเผาไฟไหม้ส่วนต่างๆได้หมด แต่นิ้วชี้เพชรจะไม่ถูกไฟไหม้
๑๒.พระครูอดุลธรรมกิต (กลั่น)
หลวงพ่อกลั่น อัคคธัมโม หรือพระครูอดุลธรรมกิตติ เจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ ถือเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดวิทยาคม สายวิชาสำนักวัดเขาอ้อ
อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า กลั่น แก้วรักษา เกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2456 ที่บ้านไสคำ ต.โตนดด้วน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายตุด และ นางจันทร์ แก้วรักษา ช่วงวัยเยาว์ มีแววความฉลาดปราดเปรียว เริ่มเข้าโรงเรียนประชาบาลต.ละอาย อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช และเรียนจบชั้น ป.4 ในปี พ.ศ.2467 จากนั้นก็ออกมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา กระทั่งอายุ 17 ปี โยมบิดาเห็นสมควรที่บุตรชายจะได้ศึกษาพระธรรมวินัย ส่งเสริมให้เป็นบุคคลที่มีคุณธรรมสมบูรณ์ จึงได้เข้าพิธีบรรพชา ณ วัดสวนขัน ต.ละอาย อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีพระอาจารย์สังข์ วัดทุ่งไหม้ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ไปศึกษาอยู่กับพ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน พร้อมกับพรสุดอันประเสริฐที่ได้รับก็คือ คำที่ว่า "ปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนาเถิด"
ภายหลังใช้ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์เป็นเวลา 4 ปี ท่านได้ตัดสินใจลาสิกขาออกไปใช้ชีวิตทางโลก ตามความปรารถนาของคนวัยหนุ่มและได้แต่งงานกับ น.ส.กุหลาบ ทองพันธุ์ ลูกสาวผู้ใหญ่เปลี่ยน-นางพลับ ทองพันธุ์ มีบุตรชาย-หญิง รวม 6 คน
หลังจากที่ได้อบรมเลี้ยงดูบุตรธิดาทุกคนเติบใหญ่สามารถช่วยเหลือตนเองได้แล้ว นายกลั่น เกิดความเบื่อหน่ายชีวิตทางโลก จึงได้ตัดสินใจหันหน้าเข้าสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2514 ณ วัดบ้านสวน ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง โดยมีพระครูพิพัฒน์ศิริธร (หลวงพ่อคง) เจ้าอาวาสวัดบ้านสวน เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อหนานสูง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "อัคคธัมโม" มีความหมายว่า ผู้มีธรรมเป็นยอด
หลังจากที่ได้ศึกษาอยู่กับหลวงพ่อคง ที่วัดบ้านสวน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง นานพอสมควร ท่านได้รับมอบหมายให้ไปรักษาการบูรณะวัดเขาอ้อ พร้อมทั้งศึกษาพระธรรมวินัยควบคู่ไปกับการศึกษาวิทยาคมสายเขาอ้อกับพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อในขณะนั้น
พ.ศ.2518 พระอาจารย์ปาล ไปจำพรรษาที่วัดดอนศาลาชั่วคราว หลวงพ่อกลั่น ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ พ.ศ.2519 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และได้รับการแต่งตั้งเป็นพระใบฎีกากลั่น รวมทั้งได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโทที่ พระครูอดุลธรรมกิตติ ตามลำดับ
ตลอดเวลา หลวงพ่อกลั่นได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ฟื้นฟูวัดเขาอ้อ จนเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ พร้อมสร้างสาธารณประโยชน์มากมาย เป็นที่ศรัทธาของประชาชนทั่วไป ท่านกล่าวว่าคุณธรรม คือ ตำนานคน
หลวงพ่อกลั่น ได้ปฏิบัติงานศาสนกิจด้วยดี ได้อบรมสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่พระภิกษุสามเณรและศิษย์วัดในการปกครอง อบรมสั่งสอนศีลธรรม จริยธรรม แก่พุทธบริษัทอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหมู่บ้านอพป.หมู่ที่ 3 บ้านเขาอ้อ โดยให้คำแนะนำปรึกษาและช่วยเหลือแก่คณะกรรมการหมู่บ้าน ร่วมปฏิบัติกิจทางศาสนาเป็นตัวอย่างแก่ภิกษุสามเณรและประชาชน
ด้านงานสาธารณูปการ หลวงพ่อกลั่น ได้สร้างกุฏิถาวรเป็นเรือนไม้ 1 หลัง สร้างพระประธานยืนหน้าอุโบสถ ถังประปาถาวร ห้องน้ำห้องส้วม กุฏิถาวรทรงไทย สร้างที่ประดิษฐาน รูปเหมือนพระอาจารย์ทองเฒ่า สร้างโรงครัวแบบถาวร เมรุเผาศพ แบบถาวร หอสมุดแบบถาวรลักษณะทรงไทย สร้างบันไดขึ้นภูเขาอ้อ จำนวน 89 ชั้น ศาลาพักร้อนบนภูเขา 1 หลัง สร้างพระพุทธรูป ฯลฯ
ด้านสาธารณประโยชน์ หลวงพ่อกลั่นได้ชักชวนประชาชนช่วยกันสร้างถนนเข้าสู่วัดเขาอ้อ และทำถนนต่อจากวัดไปถึงบ้านเขากลาง พร้อมทั้งจัดสร้างสะพานข้ามคลอง ร่วมหาเงินและบริจาคเงินสมทบสร้างอาคารเรียนให้กับโรงเรียนวัดเขาอ้อ สร้างสะพานข้ามคลอง ถนนสายเขาอ้อ-ปากคลอง ร่วมกับประชาชนสร้างถนนสายเขาอ้อ-ดอนศาลา ฯลฯ
หลวงพ่อกลั่น ได้สืบทอดวิชาสายเขาอ้อ ท่านได้นำวิชาความรู้ปลุกเสกสร้างวัตถุมงคลออกมาหลายรุ่นด้วยกัน และที่กำลังได้รับความนิยมมากขณะนี้ก็คือ รุ่นพุทธาคมนอโม ซึ่งสร้างขึ้นในโอกาส ฉลองอายุวัฒนมงคล 90 ปี พระครูอดุลธรรมกิตติ "หลวงพ่อกลั่น" วัดเขาอ้อ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2546 จนเหลือแต่ความว่างเปล่าแห่งธรรมด้วยวัยวุฒิ 94 ปี 36 พรรษา เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2549
หลวงพ่อกลั่น เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังท่านหนึ่ง ที่ได้เล่าเรียนวิชาความรู้ตำรับวัดเขาอ้อสืบต่อมา ซึ่งก่อนท่านจะละสังขารอย่างสงบ เมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ณ บัดนี้ นามแห่งหลวงพ่อกลั่น กลายเป็นอีกตำนานสุดยอดวิทยาคมแห่งสำนักวัดเขาอ้อ
๑๓.พระอาจารย์ห้อง เจ้าอาวาสวัดเขาอ้อองค์ปัจจุบัน
นายวันชัย  สุพรรณ นักจัดรายการวิทยุ-โทรทัศน์ เซียนชื่อดัง ลูกศิษย์คนหนึ่งที่เลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อกลั่น กล่าวว่า วัดเขาอ้อเป็นแหล่งวิทยาคมทางไสยศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่สมัยโบราณ พระ เกจิผู้สืบต่อวิชาทางไสยศาสตร์ ต่างก็เป็นที่พึ่งที่เคารพศรัทธาของประชาชนทั่วไป เช่น พระอาจารย์ทองเฒ่า  พระครูสิทธิยาภิรัต(เอียด)  พระอาจารย์นำ  แก้วจันทร์  พระอาจารย์ศรีเงิน  วัดดอนศาลา  พระครูพิพัฒน์สิริธร (อาจารย์คง)  วัดบ้านสวน  พระอาจารย์ปาน  วัดเขาอ้อ และที่เป็นฆราวาสที่คนทั่วไปรู้จักกันดี ได้แก่ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช  เป็นต้น
  ปัจจุบัน วัดเขาอ้อ มีหลวงพ่อกลั่น หรือพ่อท่านกลั่น ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และสืบทอดวิชาสายเขาอ้อ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังสายใต้ผู้ทรงวิทยาคมเข้มขลังเป็นที่ยอมรับนับถือของสาธุชนทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ และเป็นพระนักพัฒนา ซึ่งในสมัยท่านได้บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะภายในวัด ด้วยวัตรปฏิบัติงดงาม เคร่งครัดอยู่ใน ศีลในธรรม และมากเมตตา ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสศรัทธา เป็นจำนวนมาก หากมีพิธีพุทธาภิเษก หรือเทวาภิเษกวัตถุมงคลรุ่น ไหน ทางคณะจัดสร้างวัตถุมงคลจะต้องมีการนิมนต์ท่านไปนั่งปรกอธิษฐานจิตด้วยเสมอ โดยเฉพาะวัตถุมงคลสายใต้แทบทุกรุ่น การจากไปของหลวงพ่อกลั่นครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง สายใต้ไปอีกรูปหนึ่ง ซึ่งสร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาอย่างมาก
วัตถุมงคลรุ่นล่าสุดที่จัดสร้างในนามวัดเขาอ้อ หลวงพ่อกลั่นได้อธิษฐานจิตปลุกเสกไว้…พระยอดขุพลเขาอ้อ,สมเด็จ หลังฤาษีโรยแร่และเส้นผม.,.ตอนนี้หายากมาก ผู้บูชาได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา พุทธคุณด้านเมตตา แคล้วคาด มหาอุต พุทธคุณครอบจักรวาล ตามแต่อธิษฐาน ไม่ควรพลาด  มีประสบการณ์หลายครั้ง หายากมากๆ
ผู้โพสต์ : ninjao   วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:21:02   , ip : 203.113.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   



Warning: getimagesize(images/board/3_1200065048.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

หลวงพ่อแย้ม วัดสามง่าม จ.นครปฐม สืบทอด "กุมารทอง" ตำรับ "หลวงพ่อเต๋ คงทอง"

พระครูประยุตนวการ หรือ หลวงพ่อแย้ม ฐานยุตฺโต เจ้าอาวาส วัดสามง่าม (วัดอรัญญิการาม) อ.ดอนตูม จ.นครปฐม นับเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเด่นดังอีกรูปหนึ่งใน จ.นครปฐม ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีงานพิธีพุทธาภิเษก วัตถุมงคล ณ ที่แห่งใด ก็มักจะต้องปรากฏชื่อหลวงพ่อแย้มร่วมพิธีปลุกเสกด้วยเสมอ

หลวงพ่อแย้มมีลูกศิษย์มากมายอยู่ทั้งใน และนอกประเทศ ด้วยความเคารพศรัทธาในบารมีธรรมของท่าน โดยเฉพาะการสร้าง และปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ รวมทั้ง ตะกรุด ๓ หู และกุมารทอง ที่ท่านได้เล่าเรียนสืบทอด วิชามาจาก "เทพเจ้าแห่งดอนตูม" นาม "หลวงพ่อเต๋ คงทอง" อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ขมังเวทแห่ง วัดสามง่าม ซึ่งหลวงพ่อเต๋นั้น ท่านเป็นลูกศิษย์ ของหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก และหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง อดีต ๒ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองนครปฐมในอดีต

หลวงพ่อแย้ม ในวัย ๘๗ ปี พรรษาที่ ๖๓ ได้เมตตาให้สัมภาษณ์ พิเศษแก่ทีมข่าวคม ชัด ลึก ถึงเรื่องการเล่าเรียนวิชา คาถาอาคม จากหลวงพ่อเต๋ รวมทั้ง การสร้างของขลังต่างๆ ตามตำรับ "หลวงพ่อเต๋" องค์อาจารย์ ขอเชิญท่านทั้งหลาย ติดตามอ่านกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ณ บัดนี้
สมัยที่หลวงพ่อเต๋ยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อได้เรียนวิชาอะไรจากท่านบ้างครับ ?

อาตมาก็เรียนเท่าที่ท่านจะสอนให้ เรียนเท่าที่ท่านใช้ ไม่ได้เรียนมาทั้งหมดหรอก วิชาแรกที่เรียนก็จะเป็นจำพวก หมอยาเกี่ยวกับการรักษาญาติโยมที่เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งสมัยนั้น จะทำการรักษาด้วยยาสมุนไพรล้วนๆ เพราะสมัยนั้นไม่มีหมอ ไม่มีโรงพยาบาลที่ทันสมัยเหมือนในปัจจุบัน พระสงฆ์ที่มีวิชารักษาโรคจึงเป็น ที่พึ่งของญาติโยมได้ดีที่สุด

ต่อมา ท่านก็สอนวิชาการทำตะกรุด สักยันต์ และทำกุมารทอง สมัยที่หลวงพ่อเต๋ยังมีชีวิตอยู่ เวลาท่านจะทำของเหล่านี้ อาตมาก็จะเป็นผู้ช่วยท่าน
ตำราต่างๆ ของหลวงพ่อเต๋ ปัจจุบัน หลวงพ่อได้เก็บเอาไว้บ้าง หรือเปล่าครับ ?

สมัยที่อาตมาเรียนวิชากับหลวงพ่อเต๋นั้น ไม่ได้เรียนวิชาจากตำราหรอก ทั้งหมดจะเป็นการเรียนการสอนแบบปากต่อปาก ให้ต่างคนต่างจำกันเอาเอง เนื่องจากคนที่เรียนวิชาถ้าต้องการที่อยากจะได้วิชาไปจริงๆ เขาก็ต้องตั้งใจ ที่จะเรียนรู้ และต้องจดจำในวิชานั้นๆ ให้ได้ และถ้าสมัยนั้นมีหนังสือ เป็นตำรา หลวงพ่อเต๋ท่านกลัวว่าจะมีคนที่เป็นนักเลง หรือพวกโจร จะนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี หรือลูกศิษย์บางคนที่ไม่รู้จักบุญคุณกลับเอาวิชาที่เรียนมาจากอาจารย์นั้น มาทดลองหรืออาจมาแข่งกับอาจารย์ของตัวเองได้

ตอนที่หลวงพ่อ เรียนวิชากับหลวงพ่อเต๋ เรียนยากมั้ยครับ ?

เรียนไม่ยากหรอก ที่สำคัญ ท่านจะไม่อาบน้ำ เนื่องจากหลวงพ่อเต๋นั้น ดูเหมือนท่านจะกลัวน้ำกลัวฝน แต่ไม่กลัวแดด สมัยที่ท่านยังมีชีวิต ท่านจะอาบน้ำ เพียงปีละครั้ง แต่ที่ไม่อาบน้ำนั้น ถือเป็นหนึ่งในวิชาคาถาอาคมที่ได้เรียนมา ปัจจุบัน อาตมาเองก็ไม่อาบน้ำมานานแล้ว ตอนนี้ เป็นเวลากว่า ๓๐ ปีมาแล้วที่อาตมาไม่ได้อาบน้ำ จะใช้เพียงผ้าซับน้ำ เช็ดเนื้อตัวเสียเป็นส่วนใหญ่

หลวงพ่อไม่ได้อาบน้ำนานๆ อย่างนี้ ไม่รู้สึกเหนียวตัวบ้างหรือครับ ?

ไม่เหนียวนะ

แล้วตัวไม่เหม็นบ้างหรือครับ ?  ก็ไม่เห็นเหม็นอะไร (หัวเราะ)

หลวงพ่อไม่คิดจะอาบน้ำบ้างเลยเหรอครับ ?

อาตมาก็ไม่คิดที่จะอาบน้ำ จริงๆ ก็กลัวฝนเหมือนกัน เพราะเจอฝนเมื่อไรก็จะเป็นหวัดเป็นไข้ได้เจ็บทุกครั้ง (หัวเราะ) จากที่เคยอยู่กับหลวงพ่อเต๋มานาน ท่านจะเป็นพระที่กลัวฝนมาก ซึ่งไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจนว่าเป็นมาอย่างไร อาตมาจำได้ว่า ครั้งหนึ่งเห็นหลวงพ่อเต๋ถูกฝนเปียก แล้วท่านจะมีอาการสั่นๆ รู้สึกว่าท่านจะหนาวมาก



ช่วงเข้าพรรษา ไตรมาสปีนี้ เห็นหลวงพ่อลงจารอักขระทำตะกรุดมากมาย ไม่ทราบว่าเป็นตะกรุดอะไรครับ ?

เขาเรียกว่าตะกรุดสามหู ก็เป็นวิชาที่อาตมาเรียนมาจากหลวงพ่อเต๋นั่นแหละ

ในแต่ละพรรษา หลวงพ่อสร้างตะกรุดได้หลายดอกมั้ยครับ ?

มันไม่แน่นอนหรอก จริงๆ มันอยู่ที่สุขภาพ และกำลังของอาตมาด้วยนะ เฉลี่ยในปีๆ หนึ่ง จะทำตะกรุดได้ประมาณ ๒๐๐ กว่าดอก ก็จะทำในช่วงเข้าพรรษา

วัสดุที่ใช้ทำตะกรุด ทำไมจึงเป็นกระดาษ ทำไมหลวงพ่อไม่ใช่แผ่นโลหะพวกทองเหลือง หรือทองแดงทำล่ะครับ ?

ตะกรุดของอาตมาที่เขียนยันต์ในกระดาษข่อยนั้น เขาเรียกตะกรุดสามหู ส่วนตะกรุดที่เขียนยันต์ในแผ่นทองเหลือง เขาเรียกว่าตะกรุดมหารูด แต่ในทางเอาไปใช้แล้วไม่มีความแตกต่างกันนัก เพราะคาถาที่เขียนลงในตะกรุดสามหู ก็เป็นคาถาตัวเดียวกันกับตะกรุดมหารูด

ยันต์ที่หลวงพ่อเขียนลงในตะกรุด มีพุทธคุณทางด้านใดบ้างครับ ?

ก็เน้นไปทางมหาอุดทั้งหมด รวมทั้งเมตตามหานิยมด้วย

ยันต์มหาอุด และยันต์พระเจ้า ๕ พระองค์ ใครเอาไปใช้แล้ว จะป้องกันอันตรายได้รอบตัวรอบทิศทาง เป็นวิชาที่อาตมา ได้สืบทอดมาจากหลวงพ่อเต๋ สมัยก่อน พอหลวงพ่อเต๋ทำตะกรุด อาตมาจะเป็นคนช่วยท่านเขียนยันต์ และช่วยถักไหมคลุมตะกรุด แล้วให้หลวงพ่อเต๋เป็นคนปลุกเสก



วิธีทำตะกรุดสามหู ต้องทำอย่างไรบ้างครับ ?

การทำตะกรุดแต่ละดอก จะต้องเขียนยันต์ลงบนกระดาษข่อยทั้งสองหน้า เสร็จแล้วก็ต้องม้วน จากนั้น ก็เอาไปถักแต่เดี๋ยวนี้ก็ให้ลูกศิษย์มาช่วยกันถัก เนื่องจาก สายตาของอาตมาไม่ค่อยดี เมื่อถักเสร็จแล้ว อาตมาก็จะทำพิธีปลุกเสกเป็นเวลา ๑ ไตรมาส จากนั้น จึงจะให้ลูกศิษย์ หรือญาติโยมเอาไปใช้แขวนคอ หรือคาดเอว

วิธีใช้ตะกรุดสามหูให้ได้ผล คนใช้จะต้องทำอย่างไรบ้างครับ ?

ตามตำราที่อาตมาได้ร่ำเรียนมาจากหลวงพ่อเต๋ท่านระบุเอาไว้ว่า ใครที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้ชัยชนะต้องเอาตะกรุด นี้ไว้ข้างหน้า วิ่งหนีภัยวิบัติก็ให้เอาตะกรุดไว้ข้างหลัง จะเดินทางไปหาเจ้าหานายให้มีเมตตามหานิยม ก็ให้เอาตะกรุดนี้ไว้ได้ทั้งซ้าย หรือขวา

หลวงพ่อสร้างตะกรุดได้ในแต่ละปีกี่ดอกครับ

มันไม่แน่นอนหรอก จริงๆ มันอยู่ที่สุขภาพและกำลังของอาตมาด้วยนะ ปีๆ หนึ่งทำตะกรุดได้ประมาณ ๒๐๐ กว่าดอก และส่วนใหญ่ตะกรุดสามห่วงเหล่านี้อาตมาก็จะทำในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา

หลวงพ่อเริ่มทำตะกรุดสามหูมานานแค่ไหนแล้วครับ ?

อาตมาเริ่มทำมาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อเต๋ยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็เคยเอาไปทดลองยิง ก็ยิงไม่ออก

โอโห..ตะกรุดของหลวงพ่อ ถึงขนาดลองยิงได้เลยเหรอครับ !

ก็ลองกันเลย หรือแม้แต่วัตถุมงคลอย่างอื่นๆ ของอาตมา อย่างพระกริ่ง เมื่ออาตมาทำเสร็จแล้วก็ได้มีการเอาไปลอง ยิงกันเลย ปืนยิงยังไงก็ยิงไม่ออก นี่แหละ..เป็นเพราะคาถามหาอุดที่หลวงพ่อเต๋สอนไว้


สมัยที่หลวงพ่อเต๋ยังมีชีวิตอยู่ ท่านยังมีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องสักยันต์ ด้วยใช่มั้ยครับ ?

ก็มีคนเดินทางมาให้ท่านสักยันต์กันมาก สักเสร็จท่านก็จะลองเอามีดฟันเลย ก็ฟันไม่เข้า

พอสักยันต์เสร็จ ก็ต้องลองของให้ดูกันเลยเหรอครับ ?

สมัยที่อาตมาเดินธุดงค์ไปกับหลวงพ่อเต๋ ก็เคยถูกลองวิชาหลายแห่งเหมือนกัน จำได้ว่าแถวๆ เมืองกาญจนบุรี ก็จะถูกลองหลายแห่ง สมัยนั้น ก็มีลูกศิษย์หลวงพ่อเต๋จากจังหวัดพิษณุโลก และกำแพงเพชร มาขอสักยันต์กันเยอะ ท่านก็จะสักยันต์น้ำมันให้ เมื่อสักเสร็จเขาก็ขอลองเลย หลวงพ่อเต๋ก็เอามีดคมๆ ฟันลงกลางหลังเลย เป็นเรื่องที่อัศจรรย์ เหมือนกัน เพราะคมมีดมันไม่เข้าเนื้อเลยแม้แต่น้อย

แล้วหลวงพ่อเต๋ได้สักยันต์ให้หลวงพ่อด้วยหรือเปล่าครับ ?

หลวงพ่อเต๋ได้สักยันต์ให้อาตมาด้วยตัวเอง เป็นการสักน้ำมัน ทำพิธีเสาร์ ๕ สองครั้ง ปัจจุบันนี้หากมีลูกศิษย์หรือญาติโยม มาขอให้สักยันต์ อาตมาก็ได้สักยันต์น้ำมันตามตำราของหลวงพ่อเต๋เหมือนกัน

วิชาสักยันต์ของหลวงพ่อเต๋มีพุทธคุณดีทางไหนครับ ?

สมัยก่อน ที่อาตมาเพิ่งบวชใหม่ๆ ในย่านนี้จะมีพวกโจร และนักเลงมากมาย ทำให้ยันต์ที่สักของหลวงพ่อเต๋ จึงต้องเน้นไปทางหนังเหนียว ยิงไม่ออก ขนาดเสือผาด ทับสายทอง ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เขายังมาขอเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเต๋ และให้ท่านสักยันต์ให้ แล้วก็ไปทดลองยิง ก็ยิงไม่เข้าด้วย ทำให้ชื่อเสียงของหลวงพ่อเต๋ เป็นที่รู้จักของลูกศิษย์ในวงกว้าง

แต่ถ้าจะพูดถึงวัตถุมงคลที่ทำให้ชื่อเสียงของหลวงพ่อเต๋โด่งดังมาก ต้องเป็น "กุมารทอง" ใช่มั้ยครับ ?

อึม..ใช่ (ยิ้ม)



จริงๆ แล้ว กุมารทองตามตำราของหลวงพ่อเต๋ มีตัวตนจริงหรือเปล่าครับ และใช้ดีทางไหนครับ ?

ตามความเห็นของอาตมาก็ต้องมีตัวตน เพราะกุมารทองที่ว่านี้ เมื่อมีกุมารทองอยู่จำนวน ๑๐๐ องค์ ก็ต้องมีเป็นวิญญาณ ๑๐๐ ดวง ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ญาติโยมนำเอาไปใช้แล้วจะก่อให้เกิดผลทางโชคลาภเงินทองไหลมาเทมา ในการค้าขาย ก็จะทำให้ทำมาค้าขึ้น

กุมารทองของหลวงพ่อสร้างจากอะไรครับ ?

กุมารทองจะทำมาจากดินผสมว่าน แล้วบรรจุเลขยันต์ และอาคมพิเศษลงไป รูปร่างสวยงามน่ารัก ใช้ได้เหมือนลูกกรอกหรือรักยม มีไว้ประจำบ้านเรือน สำนักงาน หรือจะเป็นห้างร้านต่างๆ จะทำให้เกิดลาภผล และเป็นสิริมงคลแก่ผู้นำไปบูชา

นอกจาก ที่วัดสามง่ามแล้ว ก็ยังมีวัดต่างๆ นิยมสร้างของขลังในรูป "กุมารทอง" กันเยอะพอสมควร ไม่ทราบว่าเหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไรกับกุมารทองของหลวงพ่อครับ ?

ไม่เหมือนกันหรอก ที่เขาทำกันส่วนมากจะทำกันโดยรู้ส่วนผสมเพียงอย่างเดียว แต่ปลุกเสกไม่เป็น ซึ่งก็มีหลายวัดเหมือนกันที่ไปหลอกลวงญาติโยม โดยใช้ชื่อ และวัดของอาตมาก็มี ทำให้มีคนหลงเชื่อเช่าไปบูชา ส่วนใหญ่ที่ถูกหลอกจะเป็นชาวสิงคโปร์ ที่อาตมายืนยันได้เพราะมีลูกศิษย์มาหาที่วัด แล้วก็เอากุมารทองออกมาให้ปลุกเสก อาตมาเห็นแล้วก็มั่นใจเลยว่าเป็นของปลอม

การปลุกเสกกุมารทองแตกต่างจากการปลุกเสกวัตถุมงคลอื่นๆ อย่างไรบ้างครับ ?

วัตถุมงคลแต่ละอย่าง ก็จะมีพุทธคุณแตกต่างกัน การปลุกเสกก็ไม่เหมือนกัน ต้องแยกกันปลุกเสก จะเสกรวมกันไม่ได้ เนื่องจาก กุมารทองจะเน้นไปทางทำมาค้าขาย ไปทางเมตตามหานิยม ไม่ได้ลงคาถามหาอุด จึงกันกระสุนปืนไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าต้องการพุทธคุณทางด้านมหาอุด ต้องเป็นตะกรุดสามหู



แล้วระหว่างพระเครื่อง กุมารทอง และตะกรุดสามหู อย่างไหนมีพุทธคุณดีที่สุดครับ ?

ทุกอย่างที่อาตมาทำการปลุกเสกนั้น ก็ต้องมีความแตกต่างกันไป เมื่อมีพุทธคุณไม่เหมือนกัน ในการนำเอาไปใช้จึงมี พุทธคุณกันคนละแบบ แต่ตะกรุดสามหูที่ทำออกมานั้นจะเป็นสิ่งที่ใช้ดีที่สุด เพราะเป็นเรื่อง ของอยู่ยงคงกระพัน อีกทั้ง เรื่องเมตตาค้าขาย ก็ใช้ได้

วัตถุมงคลของหลวงพ่อจะปลุกเสกตลอดไตรมาส ๓ เดือนทั้งหมดหรือเปล่าครับ ?

จะปลุกเสกเป็นไตรมาสเป็นส่วนใหญ่ ก็จะนั่งปลุกเสกที่หน้ากุฏิแห่งนี้ บางส่วนก็มีญาติโยมนำวัตถุมงคล มาฝากให้อาตมาปลุกเสกให้ก็มี

เวลาปลุกเสก หลวงพ่อจะปลุกเสกเดี่ยวเลยใช่มั้ยครับ ?

ปลุกเสกวัตถุมงคลคนเดียวก็เพียงพอ ไม่ต้องปลุกเสกเป็นหมู่หรอก เพราะของจะดี หรือไม่ดีก็อยู่ที่คนนำไปใช้นั่นเอง

ในสมัยนี้ เมื่อมีการสร้างวัตถุมงคล ก็มักจะมีการนิมนต์พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง มาร่วมพิธีปลุกเสก กันมากมาย ซึ่งการปลุกเสกหมู่อย่างนี้ จะไม่ดีกว่าปลุกเสกเดี่ยวเหรอครับ ?

ไม่ถูกต้องนะ ที่ผ่านมาก็เห็นว่ามีการนิมนต์หลายพระอาจารย์มาร่วมในพิธีปลุกเสกนั้น อาตมาว่าเป็นการเอาอาจารย์ มาโฆษณากันมากกว่า หลายครั้งที่อาตมาถูกนิมนต์ไปร่วมพิธีปลุกเสก ก็ยังไม่รู้เลยว่าต้องไปปลุกเสกวัตถุมงคลอะไร บางครั้งการสร้างวัตถุมงคลก็ทำกันไม่ค่อยเข้ากับพระพุทธศาสนาเท่าไร

ปัจจุบัน วัดต่างๆ นิยมสร้างวัตถุมงคลกันมากมายก่ายกอง ขนาดพระสงฆ์บางรูป บวชได้ไม่เท่าไหร่ก็ยังออกวัตถุมงคลกันแล้ว หลวงพ่อมองอย่างไรบ้างครับ ?

พระอายุ ๓๐-๔๐ ปี มาสร้างวัตถุมงคลนั้น อาตมาว่าไม่ได้เรื่องนะ เพราะพระสงฆ์พรรษาน้อยเหล่านี้มีวิชาคาถาอาคม ยังไม่มีความแกร่งกล้ามากนัก จะมีความแตกต่างมาก หากเปรียบกับพระสงฆ์ที่มีพรรษามาก และจะเป็นเกจิอาจารย์ได้ น่าจะมีอายุตั้งแต่กว่า ๖๐-๗๐ ปี ขึ้นไป เนื่องจาก เป็นช่วงเวลาที่เกจิอาจารย์เหล่านี้ได้ฝึกวิชาได้เชี่ยวชาญ ยิ่งพระสงฆ์สมัยก่อนจะมีความขลังมากกว่า เพราะว่าว่าท่านมีสัจจะ ไม่ได้เน้นโฆษณาขายของเหมือนกับ พระสงฆ์หลายวัดในทุกวันนี้



ตลอดระยะเวลา ๕-๖ ปีมานี้ "พุทธพาณิชย์" หรือการสร้างพระเครื่อง และวัตถุมงคลต่างๆ มาเป็นธุรกิจซื้อขายได้แพร่ระบาดไปในวัดหลายแห่งทั่วประเทศ หลวงพ่อคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ ?

วัดหลายแห่ง ได้มีการสั่งทำวัตถุมงคลมาจากโรงงานเสียเป็นส่วนใหญ่ทำให้วัดต่างๆ มีภาพที่ออกมากลายเป็นพุทธพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เป็นพุทธพาณิชย์มากไปกว่านี้ แนวทางที่ดีนั้น อาตมาว่าทางวัดควรจะมีการทำวัตถุมงคลขึ้นมาเอง เหมือนกับอาตมา ที่ได้ทำวัตถุมงคลเองทั้งหมด ส่วนที่สั่งทำจากโรงงานก็จะเป็นพวกเหรียญเพียงอย่างเดียว เพราะอาตมาเชื่อว่าตรงนี้น่าจะช่วยลดความ เป็นพุทธพาณิชย์ลงไปได้บ้าง

อย่างพระผงสมเด็จต่างๆ อาตมาก็จะผสมผงเอง เพื่อให้ญาติโยมเอาไปใช้แล้วเกิดเป็นผลดี อาตมาจึงต้องผสมส่วนผสม ด้วยตัวเองทุกขั้นตอน ไม่ใช่ไปทำมาจากปูนขาว ปูนปลาสเตอร์ แล้วก็ปั๊มมาจากโรงงาน แล้วก็มาหลอกขายกันเยอะแยะ พระผงของอาตมาก็จะไม่เคยสั่งปั๊มมาจากโรงงาน แต่ที่สั่งปั๊มจากโรงงานมีเพียงอย่างเดียว คือเหรียญเท่านั้น

ทำไมหลวงพ่อถึงไม่ให้ศูนย์พระเครื่องสร้างวัตถุมงคลให้กับทางวัด ล่ะครับ ?

ที่อาตมาไม่ให้ศูนย์พระเครื่อง หรือคนนอกที่เป็นนายทุน เข้ามาสร้าง วัตถุมงคลให้กับทางวัด สาเหตุเพราะอาตมาไม่อยาก ให้มีในเรื่องของ ผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง จนเป็นต้นเหตุทำให้เกิดกรรม การครึ่งหนึ่ง วัดอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะสร้างความวุ่นวายไม่รู้จบ และจะเห็นได้ว่าอุโบสถหรือ เสนาสนะต่างๆ ภายในวัดสามง่ามทั้งหมดจะ เป็นปัจจัยที่ได้รับมา จากญาติโยมที่ได้ร่วมบริจาคสมทบทุนในการก่อสร้าง



การนำวัตถุมงคลไปใช้ให้เกิดดี มีความเข้มขลัง คนนำไปใช้ต้อง ปฏิบัติตัวอย่างไรครับ ?

วัตถุมงคลจะใช้ได้ดีหรือไม่ดี ไม่ต้องไปดูที่ไหน มันอยู่ที่คนเอาไปใช้นั่นแหละ เมื่อคนนั้นประพฤติดีปฏิบัติดี วัตถุมงคลเหล่านั้นก็จะได้ผล และจะได้รับความคุ้มครองให้ปลอดภัย

สมัยที่เรียนกับหลวงพ่อเต๋ ท่านจะไม่บอกหรอกนะว่าใช้แล้วจะดีอย่างไร ท่านจะบอกเพียงว่า ใครอยากได้ก็เอาไป ใครไม่อยากได้ก็ไม่ต้องเอาไป (หัวเราะ) โดยท่านจะย้ำเสมอว่า ทองคำอยู่ที่ไหน ก็ยังเป็นทองคำ เมื่อใครนำวัตถุมงคลไปใช้แล้ว ขออย่างเดียวห้ามพูดคำหยาบ เช่น ให้ของลับ ด่าพ่อล่อแม่ ห้ามเด็ดขาด ถ้าละในสิ่งที่ว่านี้ได้ ของถึงจะขลัง

เห็นข่าวว่า หลวงพ่อได้รับนิมนต์เดินทางไปที่ประเทศสิงคโปร์บ่อยๆ ใช่มั้ยครับ ไม่ทราบว่าหลวงพ่อไปทำอะไรบ้างครับ ?

อาตมาไปสิงคโปร์ประมาณ ๑๐ ครั้งแล้ว ส่วนใหญ่ที่ไปก็จะรดน้ำมนต์ ลงนะหน้าทอง เทศนาธรรม และก็ปลุกเสก วัตถุมงคล และเครื่องรางของขลังให้กับญาติโยมที่สิงคโปร์ ตอนที่ไปสิงคโปร์ อาตมาต้องนั่งรับญาติโยม ที่มาไหว้ตั้งแต่เที่ยง จนกระทั่งถึง ๒ ทุ่ม ตอนนี้ ก็มีลูกศิษย์มานิมนต์ให้ไปโปรดญาติโยม ที่ประเทศบรูไน และฮ่องกงอีก อาตมาก็ไปไม่ไหวแล้ว ไปแต่ละครั้งก็เหนื่อย อายุอาตมาก็มากขึ้นด้วย

ธรรมะข้อไหนที่หลวงพ่อมักพูดให้ญาติโยมฟัง และแนะให้นำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันครับ ?

ก็ให้ประพฤติปฏิบัติตัวดี คิดดี ทำดี ที่ทำออกมาจากใจ ให้มีศีล สมาธิ ปัญญา ให้ละความโลภ ยอมรับในความวิญญาณ เวทนา และสิ่งสำคัญ ยอมรับสังขารของตัวเองว่าไม่ใช่ของเรา จึงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น เนื่องจากความหลงเป็นสิ่งไม่รู้จริง ฉะนั้น ต้องให้ทุกคนรู้เท่าสังขาร ตัวเอง ทุกอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นฟันหัก ผมหงอก เพราะมันเป็นเรื่อง อนิจจัง คิดมากไป ก็จะเป็นทุกข์

อาตมาอยากให้ญาติโยมรู้ไว้ว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา เพราะพระพุทธเจ้าได้แสวงหา คำตอบจนค้นพบแล้วว่า ความไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ตาย กระทั่งนิพพาน รู้แจ้งเห็นจริงว่า มนุษย์หลีกหนีสิ่งเหล่านี้ไปไม่พ้น

หลวงพ่อเต๋ท่านจะไม่บอกว่า วัตถุมงคลใช้แล้วจะดีอย่างไร ท่านจะบอกเพียงว่า ใครอยากได้ก็เอาไป ใครไม่อยากได้ก็ไม่ต้องเอาไป ท่านจะย้ำเสมอว่า ทองคำอยู่ที่ไหน ก็ยังเป็นทองคำ.."
--------------------------------------




ประวัติโดยสังเขป

หลวงพ่อแย้ม ฐานยุตฺโต เดิมชื่อ นายแย้ม เดชมาก เกิดเมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๘ ปีเถาะ ที่ ต.ดอนตูม อ.บางเลน จ.นครปฐม เป็นบุตรของ นายแหยม และนางวงษ์ เดชมาก ครอบครัวมีอาชีพทำนา

เมื่ออายุ ๒๔ ปี ได้บรรพชาเป็นพระภิกษุในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๑ เวลา ๑๕.๒๕ น. ณ วัดสามง่าม ต.สามง่าม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โดยมี พระครูอุตตการบดี เป็นอุปัชฌาย์ พระครูอธิการเต๋ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เพ็ชร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่อบวชแล้ว จึงได้เล่าเรียนวิชา และปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อเต๋ที่วัดสามง่าม จึงถือได้ว่าหลวงพ่อแย้มเป็น "ศิษย์เอก" ผู้สืบทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อเต๋เลยก็ว่าได้ นอกจาก ท่านจะมีวัตรปฏิบัติ และอุปนิสัยที่สงบเยือกเย็นเหมือนหลวงพ่อเต๋แล้ว ยังเป็นที่เล่าลือกันว่า วัตถุมงคลของหลวงพ่อแย้มก็บังเกิดความเข้มขลังไม่แตกต่างไปจากวัตถุมงคลของหลวงพ่อเต๋ องค์อาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้แก่ท่านเลย

   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:24:08  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200065321.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

หลวงปู่ชื่น  ติคญาโณ
วัดตาอี อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดกลียุคทั่วโลก ยิ่งประเทศเล็กประเทศน้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากข้าวยากหมากแพงแล้ว ประชาชนยังต้องรับกรรมหนักเพราะครอบครัวแตกสลายเนื่องจากความแร้นแค้นยากจนเป็นสาเหตุใหญ่
ครอบครัวของหลวงปู่ชื่น  ติคญาโณ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาก็ได้รับความรุนแรงของไฟสงครามเช่นเดียวกัน ทำให้ญาติพี่น้องของหลวงปู่ชื่นลับหายตายจากไปหลายคน  ซึ่งประเทศกัมพูชาขณะนั้นร้อนระอุสุด ๆ จนดูโหดร้ายไปทุกอย่าง  ทำให้หลวงปู่ชื่นเกิดความเบื่อหน่ายจึงเดินธุดงค์เข้ามายังแผ่นดินไทยที่มีแต่ความสงบร่มเย็น
“หลวงปู่ชื่น นามเดิมชื่อ ชื่น นามสกุล ศรีโสด เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 11 ปีมะเมีย  ตรงกับปี พ.ศ. 2461  เกิดที่บ้านหินกอง อำเภอหินกอง จังหวัดสวายศรีโสพล  ประเทศกัมพูชา  โยมบิดาชื่อ นายชุบ โยมมารดาชื่อ พิม ศรีโสด  มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน คือ นายเรียว, นายโพธิ์, นายบุญ, นายเกิด, หลวงปู่ชื่น, นางยอด และนางยาว ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ตามประสาชาวบ้านในชนบททั่วไปของชาวเขมร
ชีวิตในวัยเยาว์ของหลวงปู่ชื่น นิสัยท่านเป็นคนใจบุญ มีความสุขุมลุ่มลึก  และมีใจโอบอ้อมอารีชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง  ทั้งยังมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ  พออายุได้ 15 ปี ได้ขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งพ่อแม่ไม่ขัดข้อง ท่านจึงได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดในหมู่บ้านเกิดของท่าน
หลังจากบวชเณรได้ระยะหนึ่งพอถึงอายุ 20 ปี หลวงปู่ชื่นก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยได้รับฉายาว่า “ติคญาโณ” เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว หลวงปู่ชื่นได้ศึกษาบทสวดมนต์และบทสวดปาติโมกข์ ซึ่งใช้เวลาเพียงหนึ่งพรรษาก็สวดพระปาติโมกข์ได้แล้ว นับว่าหาพระที่เก่งเช่นนี้น้อยมาก เพราะการท่องบทพระปาติโมกข์พระบางรูปต้องใช้เวลานานนับ 5 ปี 10 ปี เนื่องจากเป็นบทสวดที่ยาวและยากที่สุดนั่นเอง
“หลวงปู่ชื่นสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในพรรษาที่ 3 หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินธุดงค์ปลงสังขารลัดเลาะไปตามป่าดงพงพี ข้ามเขาลงห้วยในดินแดนประเทศกัมพูชา ทำให้ท่านได้พบกับครูบาอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่หลายรูป ซึ่งแต่ละอาจารย์ก็ได้ถ่ายทอดวิชาอาคมที่ตนมีอยู่ให้หลวงปู่ชื่นจนหมดสิ้น โดยเฉพาะฤๅษีที่บำเพ็ญพรตอยู่กลางป่าดงดิบได้ถ่ายทอดวิชาขั้นสุดยอดให้หลวงปู่ชื่น เพื่อให้นำไปช่วยเหลือศิษย์ต่อไปอีก”
หลวงปู่ชื่นเป็นพระเถระที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย  มีศีลจารวัตรที่งดงาม  ชอบบำเพ็ญกุศลเพื่อเสริมสร้างบารมีให้แก่กล้าขึ้น ท่านจะตื่นตั้งแต่ตีสามทำวัตรสวดมนต์  และช่วงค่ำก็เช่นกันท่านจะสวดมนต์มิได้ขาด (นอกจากจะมีกิจนิมนต์และป่วยเท่านั้น)
“หลวงปู่ชื่นชอบทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมเป็นที่สุด และให้ความเป็นธรรมแก่ศิษยานุศิษย์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์ทั้งหลายอีกด้วย ท่านจึงเป็นที่รักเคารพของศิษย์และประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมากในขณะนี้”
ได้อาจารย์เก่งวิชาทุกด้าน

หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ เป็นศิษย์สาย “เขากุเลน” ซึ่งเป็นศูนย์รวมเวทวิทยาอาคมชั้นสูง ที่เป็นฉบับแท้ดั้งเดิมของเขมรโบราณ อาจารย์องค์แรกของท่านคือ “หลวงปู่เอื้อย และหลวงปู่ดี สุวรรณดี” สองปรมาจารย์ผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำ ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์-ปาฏิหาริย์มากมายเป็นที่เลื่องลือกันมากในประเทศกัมพูชา
หลวงปู่ชื่นได้มองเห็นกาลไกลไปข้างหน้าว่า “พรเวทวิทยาคม” ที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้จะเป็นประโยชน์มากแก่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทั้งยังได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติโยมและผู้เดือดร้อนต่าง ๆ ในอนาคตภายหน้าแน่นอน ท่านจึงมุมานะพยายามขยันศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจนสุดความสามารถ ตลอดจนศึกษาการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่งสมาธิควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มพูนพลังจิตให้แก่กล้าขึ้น
“หลวงปู่ชื่นท่านเรียนกรรมฐานควบคู่ไปกับวิชาอาคมจนท่านเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยมีการทดสอบจากผู้เป็นอาจารย์จนเป็นที่พอใจ  โดยเฉพาะหลวงปู่เอื้อยท่านมีเมตตาถ่ายทอดวิชาและเคล็ดลับต่าง ๆ ให้หลวงปู่ชื่นจนหมดสิ้น  หลวงปู่เอื้อยท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเขมร  ดังชนิดผู้หลักผู้ใหญ่ในเขมรขณะนั้นยังมอบตัวเป็นศิษย์หลายคน”  ในเวลาต่อมาเมื่อหลวงปู่เอื้อยมรณภาพลง หลวงปู่ชื่นจึงออกเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงดิบในดินแดนเขมรเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์อีกมากมาย  จนกระทั่งท่านได้พบกับหลวงปู่ดี  สุวรรณดี  บน “เขากุเลน” ซึ่งท่านเป็นพระผู้มากด้วยอภิญญาญาณชั้นสูง  และเป็นผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำมหัศจรรย์เหนือโลกโดยแท้
ด้วยบุญญาบารมีของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ  ทำให้หลวงปู่ดีรับหลวงปู่ชื่นเป็นศิษย์แล้วจึงพากันออกเดินธุดงค์ไปด้วยกันตามสถานที่ต่าง ๆ “หลวงปู่ชื่นได้ศึกษากรรมฐานและเวทวิทยาคมกับธาตุทั้ง 4 ตลอดจนเกร็ดเคล็ดลับการสร้าง-การปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางต่าง ๆ มากมายจากหลวงปู่ดี ทำให้ท่านมีวิชาติดตัวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้”
หลวงปู่ชื่นได้เมตตาเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ในการเดินธุดงค์ของท่านให้ฟังว่า “หลวงปู่ดีท่านนี้เก่งมาก ท่านเชี่ยวชาญพระเวทแทบทุกชนิด  ท่านเคยเสกผ้าให้เป็นนกกระยางได้  และเสกใบไม้ให้เป็นต่อเป็นแตนได้  ทั้งยังรู้ภาษาสัตว์แทบทุกชนิด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสามารถล่องหนหายตัวและย่นระยะทางได้  ตลอดจนท่านเดินบนผิวน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย”  หลวงปู่ชื่นเล่าว่า หลวงปู่ดีท่านเคยแสดงให้ดูมาแล้ว  ท่านเห็นกับตามาแล้วจึงกล้ามาเล่าให้ฟัง  ท่านแสดงให้ดูก็เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติธรรมสืบต่อกันไปนั่นเอง  “การเรียนวิชาอาคมจะมีฤทธิ์เข้มขลังได้  ต้องประกอบไปด้วยพลังจิตอันเป็นสมาธิแก่กล้าควบคู่กันไปด้วย” หลวงปู่ชื่นกล่าว
หลวงปู่ชื่นเป็นพระที่คงแก่เรียนคือท่านชอบศึกษาค้นคว้าตำรับตำราและวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอักขระเลขยันต์  หรือวิชาอาคมอะไรท่านจะทดลองสร้างทดลองปลุกเสกอยู่เสมอ  เมื่อท่านลองแล้วเห็นว่าดีจริงและใช้ได้ผลดีจริงตามตำรา ท่านก็คัดวิชาวิเศษเหล่านั้นมาสร้างมาปลุกวัตถุมงคลให้บรรดาลูกศิษย์ และลูกหลานท่านให้ได้รับแต่สิ่งที่เป็นมงคลเป็นของวิเศษไว้บูชากัน  จากการคัดเลือกพิจารณาตรวจจากหลวงปู่ชื่นแล้วว่า “ดีจริง-เห็นผลจริง” จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ต่อเนื่องเรื่อยมา จนเป็นที่กล่าวขานร่ำลือจากปากของผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นว่ายอดเยี่ยมอยู่ในชณะนี้
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอนำท่านทั้งหลายได้รู้จักหลวงปู่ชื่น  เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสรู้จักหลวงปู่ชื่นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน และใกล้ชิดหลวงปู่มากขึ้น เพราะลูกศิษย์บางคนอยู่ห่างไกลซึ่งยังไม่มีโอกาสเดินทางมากราบไหว้หลวงปู่  จะด้วยสาเหตุและปัจจัยใด ๆ ก็ตาม  ผู้เขียนขอเป็นสื่อ  ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการหยั่งความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือหลวงปู่  หรือท่านที่มีวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นไว้แล้ว  ขอให้รู้ว่าเราทั้งหลายก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์องค์เดียวกัน  เพราะมีวัตถุมงคลที่มาจากการปลุกเสกจากหลวงปู่ด้วยกันทั้งนั้น  ทั้งนี้เพื่อช่วยจรรโลงเกียรติคุณของหลวงปู่ชื่นให้แพร่หลายขจรไป  ตลอดยั่งยืนนานต่อไปในภายภาคหน้านั่นเอง

พบสหธรรมิกเก่า
หลังจากหลวงปู่ชื่นธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ มากมาย  จนกระทั่งท่านเดินทางไปจำพรรษาอยู่ที่วัดนาราก อำเภอครบุรี  จังหวัดนครราชสีมา ท่านอยู่ได้ 5 พรรษาจึงได้เดินธุดงค์ต่อเรื่อยไปจวบจนอายุท่านมากขึ้น กำลังวังชาถดถอย ท่านจึงอยู่กับที่ระยะหนึ่ง ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2524 หลวงปู่ชื่นได้รับนิมนต์เดินทางไปปลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดแห่งหนึ่งใน เขตจังหวัดบุรีรัมย์ งานนั้นหลวงปู่นิล อนุตโร เจ้าอาวาสวัดตาอีรูปปัจจุบันซึ่งเคยเป็น “สหธรรมิก” (เพื่อน) เก่าก่อนกันมาก็ได้รับนิมนต์จากทางเจ้าภาพให้เป็นพระคู่สวดเช่นกัน
หลังจากพระทุกองค์เสด็จจากกิจนิมนต์แล้ว  ทางเจ้าภาพได้จัดถวายอาหารเพลให้ฉัน  หลวงปู่นิลกับหลวงปู่ชื่นนั่งฉันในวงเดียวกัน  หลวงปู่นิลหันมองพระที่นั่งอยู่ข้างตัว  ท่านคิดในใจว่าคล้ายเคยเห็นกันมาก่อน  แต่ท่านยังจำไม่ได้ว่าเคยเห็นกันที่ไหน เพราะความที่จากกันมานานหลายสิบปีทำให้ท่านทั้งสองแทบจำกันไม่ได้  หลวงปู่นิลได้แต่คิดในใจว่าพระองค์นี้ทำไมช่างเหมือนหลวงปู่ชื่นเสียเหลือเกิน  จนอดใจไม่ไหวจึงเอ่ยถามไปว่า
“หลวงพ่อท่านอยู่วัดไหน ชื่ออะไร”
หลวงปู่ชื่นตอบกลับไปทันที
“อาตมาชื่อชื่น เป็นพระธุดงค์ยังไม่มีวัดจำพรรษา”
หลวงปู่นิลนั่งคิดตั้งนานที่แท้ก็ใช่หลวงปู่ชื่นจริง ๆ ด้วย  เมื่อท่านทั้งสองได้นั่งสนทนากันแล้วหลวงปู่นิลจึงได้ออกปากนิมนต์หลวงปู่ชื่นให้มาจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดตาอี  ประกอบกับช่วงนั้นหลวงปู่ชื่นมีอายุมากแล้วและชาวบ้านตาอีก็ได้นิมนต์ท่านไว้ไม่ให้เดินธุดงค์อีก  นับตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่ชื่นจึงได้อยู่จำพรรษาที่วัดตาอีเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

เพชรเริ่มทอแสง
หลังจากหลวงปู่ชื่นมาอยู่วัดตาอีแล้วท่านได้เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในกุฏิหลังเล็ก ๆ เหมือนพระหลวงตาแก่ ๆ ธรรมดา  แทบไม่มีใครรู้เลยว่าท่านเป็นพระที่มี “พลังจิต” และมีอาคมเข้มขลังมาก จนกระทั่งกลางปี พ.ศ. 2542 หลวงปู่ชื่นได้สร้างวัตถุมงคลออกมา 2-3 รุ่น  ผลปรากฏว่าผู้ที่นำวัตถุมงคลของท่านไปบูชาต่างมีประสบการณ์ต่าง ๆ นานามากมาย  จากปากต่อปากทำให้วัตถุมงคลที่ท่านบรรจุพลังจิตเวทวิทยาคมที่มี “พลังมหัศจรรย์” ความวิเศษขลัง ยับยั้งภัยพาล  อาถรรพณ์จัญไร ขจัดสรรพทุกข์ สรรพโรค สรรพภัยที่มีอานุภาพ  ทั้งเมตตามหานิยม มหาโชค มหาลาภ ค้าขายดีเยี่ยม คุ้มครองป้องกัน ทำให้ชื่อเสียงหลวงปู่ชื่นดังขึ้นมาเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปมากขึ้นเป็นลำดับ  จากปากผู้ที่ได้บูชาวัตถุมงคลของท่านไปบูชาส่วนใหญ่ยอมรับว่าวัตถุมงคลของท่านดีเยี่ยมจริง ๆ ใช้แล้วได้ผลดีเกินคาด  ส่วนสาเหตุที่ท่านยอมเปิดตัวและจัดสร้างวัตถุมงคลออกมาเป็นทางการเนื่องจาก ท่านกำลังก่อสร้างอุโบสถซึ่งขาดปัจจัยอยู่อีกมาก  อีกประการหนึ่งหลวงปู่เคยบอกไว้ว่า
“ถึงเวลาที่ครูบาอาจารย์ท่านให้เปิดตัวแล้ว เพื่อนำความรู้เวทวิทยาคมที่ได้ร่ำเรียนมาสงเคราะห์พุทธศาสนิกชน และจัดสร้างถาวรวัตถุเพื่อการพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป”

เสกหินลงสระกลายเป็นงูยักษ์
เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชื่นมาอยู่ที่วัดตาอีใหม่ ๆ นั้น  ท่านได้เร่งทำความเพียรปฏิบัติธรรมจนพลังจิตแก่กล้า ด้วยท่านเป็นพระที่รักสันโดษชอบเก็บตัวเงียบ ๆ อยู่แต่ภายในกุฏิ  ชาวบ้านจึงคิดว่าท่านเป็นหลวงตาแก่ ๆ ไม่มีอะไร  เป็นพระธรรมดาไม่มีวิชาอาคมอันใด
ต่อมาทางวัดได้ขุดสระใหม่ ทางเจ้าอาวาสจึงประกาศบอกชาวบ้านว่า “ห้ามลงอาบน้ำในสระ” เพราะสระน้ำแห่งนี้พระเณรต้องใช้ดื่มกิน แต่ชาวบ้านขาดความเกรงใจท่าน ตกเย็นทั้งหนุ่มสาวพากันลงว่ายน้ำเล่นในสระอย่างสนุกสนาน บ้างก็นำผ้ามาซักทำให้ฟองแฟ๊บที่ซักลอยเต็มคุ้งสระ บอกแล้วก็เฉย เตือนแล้วก็ไม่หยุด
หลวงปู่ชื่นจึงใช้ไม้ตายเพื่อให้รู้จักที่ต่ำที่สูง  และที่ควรมิควรกันบ้าง ท่านจึงนำก้อนหินมาสองก้อน แล้วเสกด้วยคาถาอาคมจากนั้นท่านโยนลงไปในสระน้ำ
“สามวันต่อมาพวกที่ชอบลงเล่นน้ำในสระภายในวัดต่างก็ตกใจแตกตื่นขึ้นตลิ่งกันแทบไม่ทัน เพราะเห็นพญางูยักษ์สองตัวว่ายน้ำไปมาในสระให้เห็นกับตากันจะจะ  ชาวบ้านตาอีเห็นกันทั้งหมู่บ้าน”
เรื่องนี้เป็นที่เลื่องลือกันมากในอำเภอบ้านกรวด  ถ้าหากใครมีโอกาสได้ไปที่วัดตาอีลองสอบถามชาวบ้านดูก็ได้  และจากวันนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ไม่มีใครกล้าลงไปเล่นน้ำในสระที่วัดตาอีกันอีกเลย...
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี จ.บุรีรัมย์ ยอดพระเกจิอาจารย์สายเขมรที่มีสายพระเวทย์สุดเข้มขลังเปี่ยมไปด้วยเมตตาบารมี มีพลังจิตญานขั้นสูง หลวงปู่ท่านเป็นพระสงฆ์ สายวิปัสนากรรมฐาน ถือธุดงค์เป็นวัตร ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์สายเขากุเลนซึ่งเป็นสถานที่ ในการเจริญวิปัสสนากรรรมฐานและพระเวทย์วิทยาคมขั้นสูง และยังเคยฝากตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนวิชาอาคมจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าอีกด้วย ซึ่งข้อมูลนี้น้อยคนที่จะรู้จัก วัตถุมงคลที่หลวงปู่ได้ทำการอธิฐานจิตปลุกเสก ล้วนแล้วแต่แรง เห็นผล และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้บูชามากมาย โดยเฉพาะทางมหาเสน่ห์ เมตตา-มหานิยม โชคลาภ ค้าขาย วัตถุมงคลของท่านหลายรายการที่สร้างออกมาแล้วสร้างประสบการณ์ใช้กับผู้ใช้บูชามากเป็นที่กล่าวขานกัน เช่น กุมารทองดูดรก(พรายขอดทรัพย์)ที่มีประสบการณ์สูงทางด้าน โชคลาภ ค้าขาย และ ขุนแผนของท่านก็เป็นที่นิยมสูง ถึงแม้หลวงปู่ท่านจะมรณะภาพไปแล้วแต่ก็ยังมีผู้คนเสาะแสวงหาวัตถุมงคลของท่านอยู่ไม่ขาด เพราะว่าใช้แล้วเห็นผลดี

ขุนแผนนาคเกี้ยว เป็นพระรุ่นแรกๆ  หลวงปู่ชื่น ได้ทำจัดหามวลสารนานหลายปีกว่าจะได้ครบ มวรสารแต่ละอย่างต้องบุกป่า…ปีนเขา แม้แต่ไต่หน้าผา เพื่อหามวรสาร แร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์ หลวงปู่ได้ลุยมาทุกรูปแบบ เพื่อที่จะให้วัดถุมงคลของท่าน ผู้บูชามีอานุภาพ พุทธคุณครอบจักรวาล เห็นผลทันที เมื่อลูกศิษย์ใช้บูชา ทำให้ชื่อเสียงหลวงปู่ชื่นดังขึ้นมาเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป ในประเทศ และ ต่างประเทศ มากขึ้นเป็นลำดับ  จากปากผู้ที่ได้บูชาวัตถุมงคลของท่านไปบูชาส่วนใหญ่ยอมรับว่าวัตถุมงคลของท่านดีเยี่ยมจริง ๆ ใช้แล้วได้ผลดีเกินคาด…ขุนแผนนาคเกี้ยว  และ พระปิดตาตามหาลาภลอยองค์ฝังตะกรุดทองคำ ฝังแร่ เป็น ผนงานชิ้นเอกที่ หลวงปู่ ตั้งใจ สร้างไว้ให้ลูกศิษย์ใช้บูชา เพื่อให้มีโชคมีลาภ คุ้มครองป้องกัน…บูชาแล้วไม่จนมีแต่ รวย…รวย…รวย…

พระปิดตามหาลาภลอยองค์ พระปิดตารุ่นนี้ออกแบบพิมพ์ได้สวยงาม ดูเข้มขลังมาก ด้านล่างฝังตะกรุดทองคำ ฝังแร่ พุทธคุณสูงทางด้านโชคลาภ โภคทรัพย์ เมตตามหานิยม น่าเช่าบูชามากคะ...
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:28:41  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200065455.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

กุมารทองคือ

เครื่องรางชนิดหนึ่งที่มีวิญญานของเด็กสิงสถิตอยู่ กุมารทองนี้ให้ได้ทั้งโชคลาภ ความร่ำรวย เมตตา มหานิยม  และยังเป็นมหาเสน่ห์ได้อีกด้วย
กำเนิดกุมารทอง
      กุมารทองนั้นเป็นของขลังที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล  สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ดั่งที่เห็นชัดก็ยุคขุนแผนครับตำนานกุมารทองจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้นได้กล่าวถึงกำเนิดของกุมารทองไว้ตอนหนึ่งว่า ขุนแผนจับได้ว่านางบัวคลี่เมียของตนคิดวางยาพิษเพื่อจะฆ่าตน จึงได้ลงมือฆ่านางบัวคลี่ แล้วจึงผ่าท้องของนางเพื่อเอาบุตรชายภายในท้องนั้นมาทำเป็นกุมารทอง  โดยทำพิธีในย่างศพเด็กและปิดทองคำเปลวจนกระทั่งกลายเป็นกุมารทองแล้วใส่ห่อผ้าไว้ไปไหนพาไปด้วย  กุมารทองจัดได้ว่าสำคัญกับขุนแผนมาก เป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือขุนแผนอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากว่ากุมารทองนั้นก็คือลูกคนหนึ่งของขุนแผนนั่นเอง
  ตำนานกุมารทองเพชรฆาต
          กุมารทองนั้นมี 2 ประเภทคือ กุมารทองประเภทแรกนั้นจะมีความดุร้ายอยู่มาก มีฤทธิ์ทางด้านทำร้ายศัตรู แบ่งได้เป็น 4 ชนิดด้วยกัน คือ 1.เพชรมั่น 2.เพชรดับ 3.เพชรคง 4.เพชรสูญ  กุมารทั้ง 4 ชนิดนี้ เรียกโดยรวมว่า "เพชรภูติงาน" หรือ "เพชรปราบ" มีไว้สังหารหรือทำร้ายศัตรูโดยเฉพาะ  ตามตำรากล่าวไว้ว่าการสร้างกุมารทองชนิดนี้จะใช้การอัญเชิญของพวกผีตายโหงหรือปีศาจให้มาสถิตอยู่ในหุ่นกุมารทอง ซึ่งแต่ละชนิดนั้นจะมีวิธีการทำร้ายศัตรูที่ต่างกันไป กุมารทองเพชรสูญจะมีฤทธิ์ในการทำให้คนกลายเป็นบ้า กุมารทองเพชรคงและเพชรมั่นนั้นจะดีในทางด้านเฝ้าบ้านเรือนด้วยการฆ่าคนแปลกหน้าที่มาบุกรุกบ้าน  สิ่งที่ปราบกุมารทองเพชรมั่นได้นั้นได้แก่วัวธนูที่ทำจากไม้ไผ่หามผี แต่กุมารทองเพชรคงจะมีฤทธิ์สูงกว่ากุมารทองเพชรมั่นเพราะสามารถเอาชนะได้หรือแม้กระทั่งที่ทำจากครั่ง สิ่งที่เดียวที่จะหยุดได้คือวัวธนูทองแดง ยิ่งไปกว่านั้นกุมารทองเพชรคงยังมีอำนาจในการไล่ตามศัตรูได้ในขณะที่กุมารทองเพชรมั่นจะอยู่แต่ภายในอาณาเขตบ้านเท่านั้น  กุมารทองเพชรดับเป็นเพชรฆาตเลือดเย็นที่สามารถหักคอศัตรูอย่างรวดเร็วฉับพลันเหมือนนักฆ่ามืออาชีพมีไว้สำหรับปลิดชีวิตศัตรูโดยเฉพาะ กุมารทองจำพวกนี้ยังคงนิยมอยู่ในเฉพาะนักไสยเวทย์มนต์ดำที่เก่งกล้าหรือแถบเขมรและอิสลาม ไม่ได้นิยมในหมู่นักสะสมเครื่องรางทั่วไป กุมารทองโชคลาภเมตตามหานิยม
    กุมารทองอีกประเภทหนึ่งนั้นมีไว้เฝ้าบ้าน เรียกลูกค้า เป็นเมตตามหานิยม ไม่มีชื่อเรียกโดยเฉพาะ  โดยทั่วไปนั้นผู้บูชาจะตั้งชื่อเอง  โดยจะตั้งชื่อที่เป็นมงคล เรียกทรัพย์ต่างๆ  กุมารทองชนิดนี้จะไม่มีความดุร้ายสามารถเลี้ยงกันได้ทุกคนไม่มีอันตรายเหมือนอย่างกุมารทองทองชนิดข้างต้น กุมารทองด้านเมตตาที่สร้างโดยอาจารย์รุ่นเก่าที่ขึ้นชื่อว่าขลังได้แก่หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม ซึ่งถือเป็นกุมารทอง ยอดนิยมอันดับหนึ่ง กุมารทองของท่านรุนแรกๆ ราคานับแสนบาท แต่ปัจจุบันนี้คือหลวงพ่อแย้มซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อเต๋ ก็เรียนวิชาสร้างกุมารครบเม็ดกระบวนความ ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน  กุมารทองทางเมตตานี้จะมีความศักดิ์สิทธิ์ในด้านของการเฝ้าบ้าน เรียกลูกค้าเข้าร้าน ช่วยค้าขายดี ช่วยเรือกนาไร่สวนให้มีผลิตผลดี
ชนิดต่างๆของกุมารทอง
1.กุมารทองมหาภูติ สร้างจากวัสดุอาถรรพณ์ เช่น กระดูก ผงพรายกุมาร น้ำมันพราย หรือแม้แต่พวกลูกกรอก สิ่งเหล่านี้เชื่อว่าเป็นธาตุอาถรรพณ์ที่มีวิญญาณอยู่ในตัวของมันเอง นำมาประกอบเป็นรูปกุมารทอง แล้วปลุกเสกหนุนธาตุ หนุนอาการขึ้น บางทีก็อาจใช้วิญญาณของเจ้าของวัตถุอาถรรพณ์ที่ทำการสะกดนั้นเลย  กุมารทองชนิดนี้นิยมเลี้ยงกันในหมู่ของอาจารย์หมอไสยศาสตร์ที่มีวิชาอาคมสูงเท่านั้น เพราะกุมารทองชนิดนี้มีอันตรายหากเลี้ยงไม่ดี คุมของไม่อยู่แล้วนั้น จะย้อนเข้าสู่ตนเองจนถึงแก่ชีวิต หรือกลายเป็นคนวิกลจริตได้เลย  แต่หากได้รับการสลายธาตุและปลุกเสกโดยพระสงฆ์ผู้มีพลังบารมีคุณวิเศษ คุมธาตุคุมพลัง กำกับไว้ดีแล้วจะเป็นฤทธิ์ทางภูติคุฯ ช่วยเหลือผู้คนได้ดี มีแต่คุณ
2.กุมารทองที่สร้างจากไม้อาถรรพณ์ อาทิ เช่น ว่านยาต่างๆ ว่านกุมารเป็นต้น ไม้ตายพราย  ไม้ยืนต้นตายพราย ไม้โดนฟ้าผ่าตาย ไม้ตกน้ำมัน ต้นไม้ใหญ่ที่มีรุกขเทวดา หรือไม้ที่มีพลังอำนาจหรือไม้มงคลบางชนิด บางที่อาจใช้ไม้กาฝากก็ได้ การสร้างกุมารทองชนิดนี้จำต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะมาก เพราะมีกรรมวิธีที่ยุ่งยากมาก ตั้งแต่การพลีกรรมไม้ การแกะหุ่น การปลุกเสก  ผู้ที่กระทำพิธีจะต้องรักษาศีลอย่างเคร่งครัดจนมั่นใจว่ากายและใจบริสุทธิ์พอ  จึงสามารถทำได้
3.กุมารทอง 9 โกฐิ  เป็นกุมารทองที่มีพละกำลังและอิทธิบารมีมากกว่ากุมารทองทั้งมวลเนื่องจากเป็นเทพของกุมารทอง ผู้เสกต้องมีพลังจิตสูงมากๆ และการเสกจำต้องกระทำกันไม่ต่ำกว่า 3 ปี การสร้างย่อๆคือ ต้องหาโกฐิใส่กระดูกเด็กที่ตายด้วยอาการต่างๆ 9 ประเภทตามตำรา ภายในคืนเดียว  แล้วหลอมตะกั่วเหล่านั้นกับตัวยันต์ตำราบังคับพร้อมกับพญาว่านบางชนิดในฤกษ์ที่แข็งที่สุดคือ ฤกษ์ที่เชื่อกันว่า บรมปู่ขุนแผนเสกกุมารทองในยามนี้ ยามเดือนดับของเดือน 5 นั้นเอง และต้องตรงกับวันเสาร์  จากนั้นจะอุดด้วยผงปถมังโลกีย์กำเนิด อันต้องสร้างโดยผู้มีวิชาจริงๆ ผงนี้เล่าว่าหากตกลงบนตุ๊กตาเด็กก็จะกลายเป็นกุมารทองทันที จากนั้นจึงนำมาเสก ตามตำรากล่าวว่าต้องใช้เวลาเสกถึง 144 เสาร์  144 อังคารตามกำลังของเทพกุมารบนสรวงสวรรค์  กุมารทองชนิดนี้หาคนทำยาก หากมีแล้วนั้นค่าบูชาจะสูงมากนับหมื่นนับแสนทีเดียว ในอดีตมี พระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี สร้างไว้องค์เดียว.....
4. กุมารทองรักยม  แกะจากไม้รักและไม้มะยม  ตามตำนานของรัตตะกุมารและยมกะกุมาร  อันเกิดจากวิชาสายพระฤๅษีโดยเฉพาะ  เป็นการเอาไม้มงคลนามมาแกะเป็นกุมารสององค์แล้วเลี้ยงในน้ำมันจันทร์ หากน้ำมันแห้งเชื่อว่าจะเสื่อมอิทธิฤทธิ์ทันที  อย่างไรก็ตามคนก็นิยมเลี้ยงกัน เนื่องจากเลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก ราคาถูกถมเถไป  หาเช่ากันได้ไม่ยาก แต่ที่สร้างไว้ขึ้นชื่อมากที่สุดมี ของหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อเคน วัดเขาอีโต้ หลวงพ่อเพิ่ม วัดสามปลื้ม เป็นต้น5.กุมารทองพยนต์ เกิดจากการนำวัตถุอาถรรพณ์บางชนิดมาขึ้นรูปกุมารทอง เช่น ดิน 7,9 ป่าช้า  ผงว่านยา  หรือผงพุทธคุณของพระเกจิ หรือคณาจารย์ต่างๆ  มาปลุกเสกลงเลขยันต์ เรียกรูปนาม และที่สำคัญคือการใช้วิชาธาตุ 4 หรือที่เรียกว่าการปั่นธาตุ ทางเหนือสายล้านนาเรียกว่า วิชาสี่ท่าห้าธาตุ  จนเกิดเป็นวิญญาณหรือเจตภูตมีตัวมีตนสามารถช่วยเหลือคนได้  กุมารทองชนิดนี้หาคนสร้างยากเช่นกัน เนื่องจากมีข้อมูลและผู้สืบทอดวิชาน้อยไม่ชัดเจน ที่เห็นๆก็มี หลวงพ่อเต๋ และหลวงพ่อแย้มวัดสามง่าม หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงพ่ออั้น วัดพระญาติเท่านั้น
วิญญาน 3 ชนิด
การสร้างกุมารทองนั้นแบ่งออกหลักๆเป็น 3 วิธีการสร้างคือ
      1. สร้างด้วยดิน 7 ป่าช้าผสมผงพรายกุมาร ผงพรายกุมารนั้นคือผงที่ได้จากการเอากระดูกเด็กมาป่นละเอียดผสมกับผงอิทธิเจและปถมัง กุมารประเภทนี้จะเฮี้ยนและแรงที่สุด  แต่มีทั้งคุณและโทษภายในตัว วิญญานที่เชิญลงมานั้นมักเป็นวิญญานในป่าช้า หรือเป็นวิญญานเด็กที่ติดอยู่กับผงพรายกุมารนั่นเอง  กุมารประเภทนี้ต้องเซ่นไหว้ให้ดี และหากเวลาผ่านไปนานวันวิญญานภายในตัวกุมารก็สามารถโตขึ้นได้
      2. การสร้างด้วยเนื้อดินหรือเนื้อไม้แล้วเชิญญานเทพลงมา  กุมารประเภทนี้มักจะไม่ค่อยแสดงตัวเหมือนอย่างแรก เพราะเป็นเทพไม่ต้องเสพอาหารหยาบ ปกติมักปลุกเสกรวมกับพระเครื่อง
      3. สร้างด้วยไม้ตายพราย ที่นิยมนั้นมักจะสร้างด้วยเนื้อไม้รักซ้อมตายพรายและไม่มะยมตายพราย เพราะถือว่าไม้ตายพรายนั้นเป็นไม้เทพสถิต มีความขลังอยู่ในตัวแม้ไม่ต้องปลุกเสก เมื่อได้ไม้ชนิดนี้มานั้นอาจารย์ผู้เสกจะประจุอาคมพระเวทย์ จิต ตั้งธาตุ หนุนธาตุ เรียกอาการ 32 เรียกนาม จนเกิดเป็นวิญญานอุบัติขึ้นมา วิญญานที่เกิดขึ้นมานั้นจะเรียกว่าพราย คือไม่รู้จักโต พรายพวกนี้จะไม่ทำร้ายผู้ใด แต่ถ้าขาดการดูแลจะอ่อนกำลังและสลายไปในที่สุด
การเลี้ยงดูกุมารทอง
        การเลี้ยงกุมารทองในช่วงแรก โตด้วยมนต์ของอาจารย์วิทยาธรกับของอาจารย์ในเมือง มนุษย์ แต่จะอาศัยบุญของอาจารย์วิทยาธรที่ดูแลควบคุมวิชาพวกนี้เป็นหลัก จะใช้มนต์เลี้ยงจนกระทั่งโตเหมือนเด็กที่ถึงเวลาคลอดออกจากครรภ์มารดา ตอนนี้จึงจะให้ดื่มนม  การให้ดื่มนมมี ๒ ประเภท คือ อาศัยนมมารดากับนมจากวิทยาธร การดื่มนม มารดาก็เหมือนกับการดื่มนมของเด็กทั่วไป นมของ
วิทยาธรน้ำนมจะไหลออกจากปลายนิ้วมือของวิทยาธร เมื่อกุมารทองดูดน้ำนมก็จะไหลไปเรื่อยๆ ด้วยฤทธิ์ของวิทยาธร พออิ่มแล้ว น้ำนมก็หายไป จะสลับสับเปลี่ยนกันให้ดื่มนมจากแม่บ้าง จากวิทยาธรบ้าง  มารดาของกุมารทองอยู่ได้ด้วยบุญของอาจารย์วิทยาธร ท่านจะให้อาหารทิพย์ กายละเอียดพวกนี้จะมีความเป็นอยู่คล้ายๆ มนุษย์ คือ มีครอบครัว มีลูก มีอะไรสารพัด แม่ลูกอยู่ได้ด้วยบุญของวิทยาธรและมนต์ของวิทยาธรกำกับ เด็กที่เป็นลูกกรอก รักยม กุมารทอง พวกนี้เมื่อเลี้ยงแล้วก็โตขึ้นเรื่อยๆ แต่ระยะเวลาในการเจริญเติบโตจะช้ากว่าในเมืองมนุษย์ ซึ่งจะมีอายุยาวกว่าของมนุษย์ กุมารทองบางตัวโตเร็ว บางตัวโตช้า เพราะวิบากกรรมไม่เท่ากัน ถ้าตัวไหน ใกล้หมดกรรมจะโตเร็วหรือไม่ก็ไปเกิดเลย ตัวไหนที่โตช้า และเป็นกุมารทองนาน แสดงว่ามีวิบากกรรมมาก สัมภเวสีเด็กที่ถูกเลี้ยงให้เป็นกุมารทองจะมีนิสัยเหมือนเด็กมนุษย์ คือ ชอบเล่นและซุกซนเหมือนเด็กๆ แต่ถึงแม้จะซุกซนแค่ไหน แต่ก็อยู่ในสายตาของวิทยาธรตลอด เพราะเขามีตาทิพย์
วิธีการเลี้ยง และใช้งานกุมารทอง
วิธีการเลี้ยงกุมารทองก็เหมือนกับการ เลี้ยงเด็ก เลี้ยงลูก พูดง่ายๆ คือ เลี้ยงด้วยการ เซ่นไหว้ ให้กินผลไม้ ให้กินน้ำหวาน น้ำเขียว น้ำแดง กินขนม เขาจะกินของละเอียดที่ซ้อนกันอยู่ การใช้งานส่วนใหญ่จะมีวัตถุ ประสงค์เพื่อให้ช่วยเหลือด้านค้าขายบ้าง เฝ้าของ เฝ้าบ้านเป็นหลัก ให้ดูหวย หรือดูดวง เป็นเรื่องรองลงมา เช่น ให้เฝ้าของ เฝ้าบ้าน แม้เจ้าของบ้านไม่อยู่ ก็ทำให้เหมือนมีคนอยู่ในบ้าน จะมีเสียงเด็กวิ่งเล่น หรือบางทีก็แปลงกายเป็นสุนัขดำตัวใหญ่ก็ได้ หรือแปลงกาย เป็นอะไรก็ได้ แต่กุมารทองทำอย่างนี้ไม่ได้ทุกตัว บางตัวแปลงกายได้ บางตัวแปลงไม่ได้ แล้วแต่ฤทธิ์มาก ฤทธิ์น้อย ขึ้นกับการปลุกเสกของครูบาอาจารย์เป็นหลักใหญ่ การช่วยเรื่องการค้าขาย กุมารทองจะมีวิธี คือ เข้าไปสถิตอยู่ใน มโนจิต มโนใจของผู้คนได้ เขาอาจจะดลใจ เข้าไปดึงตัวบ้าง ฉุดมือบ้าง ให้เข้ามาหาเรา โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว จะเหมือนเดินเข้าไปธรรมดา หรือไปกระซิบข้างหู ซึ่งคนที่ถูกกระซิบก็จะไม่ได้ยิน แต่จะเกิดความรู้สึกอยากได้ อยากไปซื้อของร้านนี้ อยากได้สิ่งนี้ ทั้งที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน หรือซื้อโดยไม่ตั้งใจ หรือซ์อเพราะเผลอใจ กลับไปบ้านเห็นของแล้วเสียดายเงินแทบแย่ ท่านทั้งหลายเคยเป็นเช่นนี้ไหมครับ  จริงๆ แล้วเรื่องการ ขายของดี หรือไม่ดีนั้น ก็ต้องขึ้นเวรกรรม บุญกุศล และวาสนา ที่สร้างสะสมกันมา วาสนาแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจได้มากได้น้อย ขายดีมากดีน้อยแตกต่างกันไป จะให้เหมือนกันทุกคนก็คงเป็นไปไม่ได้ พอดีกับจังหวะดวงดี กุศลส่งเสริม ช่วงนั้นจะทำอะไรก็ดีทั้งนั้น ส่วนกุมารทองนั้นเป็นของเสริมบุญเรา เป็นพลังวิเศษที่สวรรค์ส่วมาช่วยเรา เขาอาจจะมาเป็นช่วงๆ ไม่ได้หมายความว่าจะอยูกับเราได้ตลอดกาล หมดบุญต่อกันเขาก็ไป  กุมารทองจะช่วยดึงดูดโชคลาภ ดึงกุศลผลบุญนั้นเข้ามาให้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจะขายดีทุกครั้งตลอดไปก็ไม่ใช่ จะได้เฉพาะบางครั้งเท่านั้น เพราะกุมารนั้นตนๆหนึ่งนั้นจะถูกแบ่งอนูภาคไปหลายตัว ตามจำนวนครูบาอาจารย์ที่สร้างขึ้นมานั้นแหละ จึงอาจถูกแบ่งจิตไปสู่ผู้เลี้ยงหลายๆคน ใครเลี้ยงดีเรียกดีก็ไปหาคนนั้นบ่อย ใครไม่ค่อยสนใจเลี้ยง หรือหลงๆลืมเขาไป เขาก็ไปหาคนอื่น หรือบางคนเลี้ยงหลายตัวมากเกินไป แทนที่จะช่วยกันทำงาน กลับชวนกันเล่นซะนี่ ฉนั้นการเลี้ยงกุมารทองนั้นต้องเลี้ยงด้วยจิต เอาใจใส่เลี้ยงเหมือนลูกเรา หมั่นกระซิบพูดคุยกับเขาบ่อยๆ พูดเองเออเองอะไรทำนองนั้น ที่เลี้ยงไว้เฝ้าบ้านก็เช่น
เดียวกัน อย่าลืมว่าบุญกรรมที่ทำมาเป็นหลัก ทุกคนมีเจ้ากรรมนายเวร เราทำอะไรใครบ้างไม่ได้จำ เขาจะเอาคืนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พวกนี้เล่นทีเผลอ ประมาทเมื่อไหร่โดนครับ ทำกรรมไว้ต้องชดใช้ ถูกต้องแล้ว ขนาดบางทีมีกุมารทองอยู่ ขโมยยังขึ้นบ้านได้ แสดงว่าคนนั้นมีวิบากกรรมเคยไปลักขโมยของคนอื่นเขามาก่อน เพราะเป็นวิบากกรรมที่ติดมากับตัว เมื่อถึงเวลาส่งผล อะไรก็กันไม่อยู่ กุมารเราเผลอไปเที่ยว มันก็เข้ามาได้ 
วิธีการติดต่อกับกุมารทอง
    วิธีการติดต่อระหว่างผู้เลี้ยงกุมารทองกับกุมารทอง ก็คือการเรียกชื่อเขา เรียกด้วยจิต เวลาขออะไรใจต้องนิ่ง มีสมาธิดี จุดเทียน จุดธูป บอกเขา หากรู้สึกเสียวสันหลังวาบ หรือขนลุดซู่นั่นแหละเขามาแล้ว ขออะไรไปได้เรื่องแน่ บางทีกุมารทองก็จะมากระซิบข้างหู แต่ไม่เห็นตัว เพียงแต่มีความรู้สึก หรือบางทีถ้าจิตของใครที่อ่อนไหวง่าย กุมารทองก็จะสิงร่างของผู้นั้นได้ง่าย บางทีก็เข้าฝัน บอกโชค บอกหวยได้ ก็มีให็เห็นกันบ่อย 
การบูชากุมารทอง   
      การบูชานั้นทำโดยการตั้งเครื่องบูชา เทียน 2 เล่ม ธูปจะจุด 1 -5 หรือ 9 ดอกก็ได้ตามสะดวก ของเซ่นไหว้ประกอบด้วยข้าวปากหม้อ ไข่ต้ม น้ำหวาน น้ำเขียว น้ำแดง นม ขนมหวาน ขนมปัง เบเกอรี่ก็ได้ ไม่ควรถวายของคาวเหล้ายาปลาปิ้งเด็ดขาด เขาเป็นภูติเด็ก ไม่ใช่ผีพรายผู้ใหญ่ นอกจากนี้หากว่าบนสิ่งใดไว้ก็ให้ตอบแทนตามสิ่งที่บนมาเช่น ให้ของเล่น หรือให้สร้อยทอง ตามที่เราได้บนเอาไว้  สำหรับการถวายนั้นให้เราตกลงกับกุมารทองเอาว่าเราสะดวกวันไหน เช่นเราตกลงกับกุมารทองไว้ว่าจะถวายข้าวทุกๆวันพระเราก็ต้องให้เค้าทุกๆวันพระ เพราะกุมารทองเป็นกายทิพย์ถือเรื่องสัจจะเป็นสำคัญ แต่ถ้าหากไม่มีเวลาให้เราบอกเค้าไว้ว่า เวลาไปไหนก็ให้ไปด้วยกันกินอะไรก็กินด้วยกัน ถ้าได้ผลแล้วควรทำบุญทำทานถวายสังฆทานอุทิศไปให้เขาด้วย ฤทธิ์จะแรงขึ้นเรื่อยๆ

การนำกุมารทองเข้าบ้าน
  ให้ตั้งชื่อกุมารก่อน เอาชื่อไทยๆเรา ชื่อที่เป็นมงคล เมื่อนำกุมารทองเข้าบ้านนั้นเราจะต้องจุดธูป 16 ดอก บอกกล่าวขออนุญาตต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านทั้งหลาย พร้อมทั้งพระภูมิเจ้าที่ ผีบ้าน ผีเรือน ว่าให้เปิดทางให้แก่กุมารทองที่เรานำมาเลี้ยง  ถ้าหากภายในบ้านเรามีกุมารทองอยู่ก่อนแล้วให้เราทำการจุดธูปหรือบอกปากเปล่าว่าจะเอาพี่หรือน้องมาอยู่ด้วย และเรายังต้องสอนกุมารในทางที่ดีอีกด้วยเพราะเค้าเป็นเด็กยังไม้รู้อะไรดีไม่ดี แนะนำสมาชิกในบ้านให้กุมารรู้จัก ถ้าเรามีลูกให้ลูกเราเรียกกุมารเป็นพี่
 
กุมารที่มีให้บูชาในปัจจุบันมีหลายแบบ
- ปั้นหล่อด้วยปูนปาสเตอร์ หรือพาสติก ไฟเบอร์ก็มี อาจมีอุดผงอาถรรพ์ของครูบาอาจารย์ผู้ปลุกเสก แล้วแต้มสีสันให้ ซึ่งระดับนี้ท่านว่า เรียกว่ากุมารโหล มีฤทธิ์ไม่มาก หรืออาจไม่มีเลย
- แบบเป็นลูกอม จะมีขนาดเล็กครับ พกพาง่าย
- แบบหุ่นดินปั้น ดินป่าช้า ผงอาถรรพ์ ผงว่าน แบบนี้ก้อมีหลายแบบ หลายขนาด
- แบบเนื้อโลหะอาถรรพ์  โลหะที่นำมาทำหลอมตามสูตรตำราของแต่ละอาจารย์ ว่ากันตามวิชาเฉพาะตน บ้างก้อมีอุดผงพราย อุดผง อุดดินเจ็ดป่าช้าง เพื่อเพิ่มความเฮี้ยนขึ้นอีกครับ
- แบบแกะจากไม้อาถรรพ์ คือ ไม้มงคลที่ตายพราย(ยืนต้นตายเอง) เอามาแกะเป็นรูปเด็ก บ้างก้อนำมาแช่น้ำมันจันทร์ต่อ เพื่อเป็นการล่อให้เค้าอยู่กับเรานานๆ เราก้อหมั่นเติมน้ำจันทร์นะครับ ไม่งั้นเค้าก้อจะไม่อยู่กับเรา
- แบบที่แกะจากวัตถุที่มีพลังในตัวเอง เช่น งาช้าง เขากระทิง เขาควายเผือก กระดูกสัตว์โบราณ หินศักดิ์สิทธิ์ อัญมณีมีค่า ซึ่งสมัยนี้ก้อไม่พบกันแล้วครับ(หายากมั่กๆ)
การใช้งานของกุมาร
- เป็นพรายกระซิบ บอกเหตุ บอกภัยที่กำลังจะมาถึง หรือบอกโชคลาภ บอกหวย
- เรียกเงิน เรียกทอง เรียกทรัพย์ เสี่ยงดวงพนัน
- บางตนใช้กันคุณไสยได้ ไล่ผีเร่ร่อนได้
- ช่วยทำมาค้าขาย เรียกคนเข้าร้าน
- ช่วยในเรื่องการงาน การประกอบสัมมาชีพ
- ช่วยทำไร่ทำนา เรือกสวน
- เฝ้าบ้าน เฝ้าของ

คาถาบูชากุมารทอง สูตรของหลวงพ่อเต๋ หลวงพ่อแย้ม**
  นะโม (3 จบ)
  "พุท ธัสสะ บูชา ธัม มัสสะ บูชา สัง ฆัสสะ บูชา ปติ ปติ บูชา ภะวันตุเม อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าขอไหว้ตุ๊กตาทอง ขอจงมาบังเกิดอยู่ในจักขุทวาร ในมะโนทวาร ในกายทวารแห่งข้าพเจ้า ขอเดชเดชะ ข้าพเจ้าได้ทำบำเพ็ญกุศลมาแต่
อเนกอนันตชาติ เกิดด้วยตุ๊กตาทอง ลาภทุกประการ จงมาบังเกิดกับข้าพเจ้าทั้ง 8 ทิศเนืองๆ ขอจงมาทุกวัน อย่าได้ขาดแคลน ลาภ สักการะ นั้นเลย ให้เหมือนดั่งเช่นตุ๊กตาทองนี้เถิด"
คาถาเรียกกุมารทอง "โอม พะนิจิ เจรุนิ พันธัง เอหิ มะมะ"
คาถาเรียกกุมารทานอาหาร "โอม กุมาระ รักยม มารับโภชนา อาคัจฉาหิ ติวัปตับโพ อาคัจฉาหิ มาลูกมา" แล้วเรียกชื่อเขา

การเลี้ยงกุมารทองให้เลี้ยงด้วยจิต เหมือนลูกเราคนหนึ่ง ต้องเอาใจใส่พูดคุยด้วยถึงจะจูนเข้ากันง่าย คนเราสนิทกันแล้วขออะไรก็ได้ เวลาขออะไรจิตต้องนิ่ง หากรู้สึกขนลุกขนพองเป็นอันได้เรื่องแน่ๆ หมั่น หาอาหาร ขนมหวาน ขนมเบเกอรี่ นม น้ำแดง น้ำเขียว ให้กุมาร ทุก 1-3 วัน ตามสะดวก อยากได้ผลเร็วควรตอบแทนด้วยของเล่น เครื่องประดับ สร้อยทอง แหวนทอง เป็นต้น เมื่อได้สมปรารถนาแล้วควรการทำบุญทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศล แผ่เมตตาไปให้เขาด้วย จะได้ผลดีขึ้นเรื่อยๆ
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:30:55  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200065549.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

อาจารย์ประสูติ วัดในเตา 
จังหวัดตรัง บนเทือกเขาบรรทัด รอยต่ออ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และ อ.ป่าพยอม จ.พัทลุง ปรากฏนามพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ผู้เป็นเจ้าพิธีจัดสร้างจตุคามรามเทพอีกรูปหนึ่งที่รู้จักกันเป็นอย่างดี คือ พระอาจารย์ประสูติ ปิยธัมโม เจ้าอาวาสวัดถ้ำพระพุทธโกษีย์ หรือวัดในเตา 1 ต.ในเตา อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เป็นพระนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และยังเป็นพระนักพัฒนา ทำให้เป็นที่นับถือศรัทธาจากชาวบ้านโดยทั่วไป ทั้งใน จ.ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง และใกล้เคียง เดิมท่านชื่อ สูตร คงฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2508 ที่หมู่ 2 บ้านห้วยหลุด ต.ห้วยยอด โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายประดิษฐ์ และนางสนิท คงฤทธิ์ อาชีพทำสวนยางพารา จบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านทุ่งต่อ อ.ห้วยยอด ไปพักที่วัดในเตากับหลวงปู่แสง ธมฺมสโร พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองตรัง สายสำนักเขาอ้อ จ.พัทลุง ศึกษาวิชาจากหลวงปู่แสงกระทั่งเรียนจบชั้นม.3 จากโรงเรียนห้วยยอด และบรรพชาที่วัดห้วยยอด กระทั่งพ.ศ.2529 อุปสมบท ที่พัทธสีมาวัดห้วยยอด โดยมีพระครูนิมิตสังฆคุณ เจ้าคณะอำเภอห้วยยอด เป็นพระอุปัชฌาย์ ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยและพระปริยัติธรรม จนสอบไล่ได้นักธรรมเอก ก่อนกราบลาพระอุปัชฌาย์ออกธุดงค์ เสาะแสวงหาพระเกจิอาจารย์ชื่อดังตามภาคต่างๆ เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์เริ่มจากหลวงปู่แสง ก่อนไปเป็นศิษย์ "ครูบาเหมย" วัดศรีดงเย็น จ.เชียงใหม่ "หลวงพ่อสัมฤทธิ์" วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี หลวงพ่อคล้อย วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน จ.ชุมพร พระครูบุญญาภินันท์ หรือพระอาจารย์หรีด วัดป่าโมกข์ จ.พังงา หลวงปู่ชื่น วัดทุ่งชน จ.ตรัง เป็นต้น จนเป็นที่เลื่องลือในการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง เมตตามหานิยม ต่อมาพ.ศ.2535 หลวงปู่แสงมรณภาพ วัดแห่งนี้แทบจะกลายเป็นวัดร้าง เพราะไม่มีเจ้าอาวาสและพระลูกวัดอาศัยอยู่อย่างถาวร และเมื่อชาวบ้านรู้ว่า พระอาจารย์ประสูติเดินทางกลับมาอยู่ที่วัดห้วยยอด จึงนิมนต์ขอให้เป็นเจ้าอาวาสวัดในเตา ตั้งแต่พ.ศ.2544 จนถึงปัจจุบัน  พระอาจารย์ประสูติมีวิชาความรู้เกี่ยวกับพิธีการปลุกเสกจตุคามรามเทพ มาแต่สมัยยังเป็นสามเณรที่วัดห้วยยอด ด้วยเคยติดตามหลวงปู่แสง ไปร่วมพิธีปลุกเสก ณ วิหารหลวง จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่ปีพ.ศ.2530 เมื่อเป็นเจ้าอาวาสวัดในเตาได้รับการนิมนต์ไปร่วมในพิธีการปลุกเสกอยู่บ่อยครั้ง ถึงปัจจุบันมากกว่า 100 รุ่น
ด้วยชื่อเสียงของท่านที่ขจรขยายไปทั่ว ทำให้วัดในเตาเป็นสถานที่ปลุกเสกจตุคามฯ ไปโดยปริยาย นอกจากวัดพระมหาธาตุฯ จ.นครศรีธรรมราช และวัดเขาอ้อ จ.พัทลุง วันนี้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักนามของ "พระอาจารย์ประสูติ" เจ้าพิธีจตุคามฯ ชื่อดังอีกรูปหนึ่ง
ท่านทำวัตถุมงคลไว้หลายชนิด แต่หายากไม่ค่อยหลุดมาส่วนกลาง  เพราะนอกจากจะทำน้อยแล้ว คนในพื้นที่เก็บหมด เนื่องจากมีประสบการณ์ อ.ท่าน ท่านมีชื่อในด้านการปลุกเสกเครื่องรางของขลังที่ เด่นในพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม
ส่วนเครื่องรางชิ้นนี้ เรียกว่า "หน้ากากพรานบุญ" หลังอุดผงโรยพลอย ของท่านอาจารย์ประสูติ วัดในเตา ไม่ว่าไปอยู่ที่ไหนแห่งหนใดก็มีกิน ไม่มีอด แถมมีคนเมตตาอีกด้วยค่ะ
7นารีพันหลัก กับ พรานบุญ(หน้าทอง) อาจารย์ประสูติ วัดในเตา  จังหวัดตรัง
แรงยิ่งกว่าเครื่องรางไหนๆเรื่องจริง จริงที่กล้าท้า…เด่นดังมหาโภคทรัพย์ เจริญก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน สุดยอดเฆตตา แบบสุดๆ เสน่หาอาลัยโด่งดังมากๆ กันภัย แคล้วคาด มหาอุต พุทธคุณครอบจักรวาล จัดสร้าง ตามตำราโบราณสายเขาอ้อแท้ๆ เพื่อสืบสารไสยเวท์ให้เกรียงไกลอีกครั้ง ด้วยมวลสาร วัตถุอาถรรพ์ แร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์มากมาย แรงสุดๆดังไปถึงต่างประเทศ…ต่างประเทศยังต้องเช่าหากันในราคาที่แพงมาก…พุทธคุณไม่แพ้ของโบราณ ไม่แรงจริงไม่กล้าท้า
เหลือไม่มากแล้ว รับรองราคาไม่แพงอย่างที่คิด...
คาถาบูชาพรานบุญ
อออา ออแอ ออหา ออมา ออรัก ออฤ ออฤา ทรัพย์มาคะมา
คาถาปลุก 7นารีพันหลัก
กามมะลามังอิตถี อิตถีลึงคะ อะกัน ตะ ติดฉามิพันธัง ปิยัง มะมะ
หุ่นพยนต์มหามงคลเก้า
พระอาจารย์ประสูติ ปิยธมโม วัดในเตา เป็นหนึ่งในสำนักตักศิลาเขาอ้อเป็นสำนักที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาการผูกหุ่นพยนต์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพระอาจารย์ประสูติ ได้กำหนดอาการให้ครบ 32 สามารถรับรู้ และเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิตจริงทุกประการจะอยู่ในลักษณะที่แอบแฝงอิทธิฤทธิ์จะแสดงออกมาต่อเมื่อมีคนคิดปองร้าย ต่อผู้ครอบครองหุ่นพยนต์นี้ หุ่นพยนต์มีรูปแบบลักษณะที่แตกต่างกันออก ขึ้นอยู่กับคณาจารย์นั้นๆจะเสกขึ้นมาตามตำราของท่าน ข้นอยู่กับพลังจิตของท่านด้วย ถ้ามีพลังจิตสูงก็สามารถผูกหุ่นได้ครั้งละมากๆ แต่หุ่นพยนต์ของพระอาจารย์ประสูติ จะเป็นได้ทั้งหญิงและชายเพราะท่านอธิฐานจิตที่หุ่นให้เป็ได้ทั้งสองเพศผู้บูชาจะเป็นหญิงหรือชายก็ได้โดยมีลายละเอียดดังนี้
1. ส่วนศรีษะจารด้วยหัวใจธาตุทั้ง4 กลับไปกลับมาคือ  นะมะพะทะ กับ ทะพะมะนะ
2. แขนด้านหนึ่งจารคาถาหัวใจพระเจ้า 5 พระองค์คือ นะโมพุทธายะ  อีกข้างหนึ่งจารยะธาพุทโมนะ
3. ตัวข้างหนึ่งจารหัวใจผู้ชายคือ  จิตตังปุริโส อีกข้างจารหัวใจผู้หญิงคือ  จิตตังภะคินิเม
ขาจารหัวใจอิทธิฤทธิ์คือ  อะหังนุภา อีกข้างจาร คุณวิเศษแห่งหุ่นพยนต์มหามงคลเก้าคือ กานุหัง
พุทธคุณ  ค้าขาย  โชคลาภ  มหานิยม  คงกระพัน  มหาอุตม์  มหาเสน่ห์  เฝ้าบ้าน  เฝ้ารถ  รับเคราะห์แทนเจ้าของ ใช้ เสริมดวง…
วิธีผูก9พยนต์ ผูกดวงคน คาถาปลุก
ตั้งนะโม 3 จบ
ปะฐะมัง พินธุกังชาตัง ทุติยัง พันธะกันเจวะ ตะติยัง เภธะถัง เจวะ จะตุถัง อังกุสัมภะวัง ปัญจะมัง สิระสังชาตัง  เสก 3 คาบ (หมายความว่าหายใจเข้าออกรวมเป็น1 คาบ)
แล้วท่องต่อด้วย….   
นะติดันจะนะ 108 คาบ (หมายความว่าหายใจเข้าออกรวมเป็น1 คาบ)
อารธนาก่อนใช้ พยนต์
พุทธัง  มหาอราธนานัง อธิฐานมิ    พุทธัง  มหาปะสิธิเม  ธัมทัง  มหาอราธนานัง  อธิฐานมิ  พุทธัง  มหาปะสิธิเม  สังฆัง  มหาอราธนานัง อธิฐานมิ    พุทธัง  มหาปะสิธิเม 

   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:32:29  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200065628.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑุฒโน) อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ของวัดสุทัศนเทพวราราม พระคาถาบูชา  "พระสุนทรีวาณี"
ตั้ง  นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ  (๓ จบ)
มุนินทะ  วะทะนัมพุชะ  คัพภะ  สัมภะวะ  สุนทะรี
ปาณีนัง  สะระณัง วาณี  มัยหัง  ปิณะยะตัง มะนัง.
ทำการค้าขาย  โชคลาภ  ให้ภาวนาเพิ่มว่า...
เอหิปัสสิโก  โอปะนะยิโก
โส มานิมา    ฤ ฤา  ฦ ฦา
สา มานิมา    ฤ ฤา  ฦ ฦา
ประวัติ..พระสุนทรีวาณี
เป็นพระปางพิเศษ  เป็นรูปเทพธิดาทรงอาภรณ์อันงดงามวิจิตร หัตถ์ขวาแสดงอาการกวัก  คือ การเรียกเข้ามาหา  หัตถ์ซ้ายหงายอยู่บนพระเพลา (หน้าตัก)  มีดวงแก้ววิเชียร (เพชร) อยู่ในหัตถ์ พระสุนทรีวาณี  เป็นพระซึ่งเกิดจากการนิมิต  แห่งพระคาถาสุนทรีวาณี ซึ่งเป็นคาถาที่ปรากฎ ในคัมภีร์สัททาวิเสส  มี  ๓๒  คำ พระคาถานี้เป็นพระคาถาศักดิ์สิทธิ์  ผู้ใดเมื่อเรียนพระไตรปิฎก เรียนพระธรรม เรียนวิชา  ภาวนาแล้ว  ดับอวิชชา  บังเกิดปัญญางาม  ปัญญากลายเป็นสัญญา  คือ  ความทรงจำอันเลิศล้ำ โบราณาจารย์ได้สั่งสอนศิษยานุศิษย์ให้ท่องทุกครั้ง  ที่เรียนพระไตรปิฎกตลอดมาสืบได้ความว่า  ผู้ที่ท่องคาถานี้เฉพาะในยุครัตนโกสินทร์  ดำรงสมณศักดิ์  เป็นสมเด็จพระสังฆราช ๓  พระองค์  เป็นพระสมเด็จ  พระราชาคณะ  เป็นพระคณาจารย์ผู้มากด้วยเมตตาสมเด็จพระวันรัต (แดง  สีลวัฑฒโน)  อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ ๓  ของวัดสุทัศนเทพวราราม  ภาวนาแล้วเกิดเป็นนิมิต  จึงให้จิตรกรหลวงเขียนภาพนิมิตนั้น  แล้วตั้งบูชาที่หัวนอน  ครั้นต่อมารัชกาลที่  ๕  เสด็จประพาสยุโรป  สมเด็จพระวันรัต (แดง)  ได้ถาวยคาถานี้ให้จำเริญ  ครั้นเสด็จกลับจึงได้ตรัสว่าคาถานี้ศักดิ์สิทธิ์  และทรงยืมรูปพระสุนทรีวาณีไปบูชา  เป็นเวลา  ๕  ปี  จนเมื่อสมเด็จพระวันรัต (แดง)  อาพาธ  ก่อนมรณภาพ  จึงขอพระราชทานคืนวัด  ปัจจุบันประดิษฐานที่ พระตำหนัก  (คณะ ๖)  วัดสุทัศนเทพวราราม  ได้มีการสร้างเหรียญ  และเหรียญหล่อแล้วหลายครั้ง พร้อมกับหล่อองค์บูชาขนาดหน้าตัก  ๕ นิ้ว ไว้ด้วย 

  ผู้บูชาเกิดความผ่องใสเกิดโชคลาภและความสำเร็จสมหวัง..
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:33:48  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200065801.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน รุ่นมหาจักรพรรดิ ปี 45 เหรียญมหาพรหมสี่หน้า หลวงปู่หมุนพระอริยสงฆ์ที่รักษาวาจาสัตย์ยิ่งชีพ ธุดงค์ตลอดชีวิต  วัตถุมงคลของท่านจึงถือว่าสุดยอดอีกองค์หนึ่งที่ควรค่าแก่การบูชา เมตตาแคล้วคลาด จากอุบัติภัยต่างๆ หลวงปู่หมุน ฐิติสีไล พระมหาเถราจารย์ 5 แผ่นดิน

หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล สกุลเดิม ศรีสงคราม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ บิดาชื่อดี มารดาชื่ออั๊ว บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี ครอบครัวได้นำไปฝากกับพระอาจารย์สีดา เจ้าอาวาสวัดบ้านจานผู้เป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกัมมัฎฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก กระทั่งปี พ.ศ. 2460 ทำการอุปสมบท โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ฐิตสีโล" แปลว่าผู้มีศีลตั้งมั่น
หลังจากบวชแล้วได้จำพรรษาที่วัดบ้านจาน ศึกษาเล่าเรียนอักษรไทย อักษรขอม ฝึกกัมมัฎฐานในหมวดสมถะและวิปัสสนากรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์ ครูบาอาจารย์ต่างๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปีเต็ม จากนั้นท่านมีความคิดว่าจะต้องแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไปอีก จึงออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ และร่ำเรียนวิชาอาคมกับพระเถระชื่อดังหลายรูปเกือบทั่วประเทศจนถึงประเทศลาว มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย
ตลอดชีวิตแห่งการครองเพศบรรพชิต อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ก็ได้อุทิศตน ปฏิบัติตนตามแนวทางแห่งคำสอนของพระศาสดาอันพึงจะกระทำ สมกับฉายานามอันได้รับเมื่อครั้งอุปสมทบคือ "ฐิตสีโล" แปลความว่า ผู้ตั้งมั่นในศีล 85 พรรษาแห่งการครองผ้ากาสาวพัตร ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยออกจาริกธุดงค์ ปฏิบัติบำเพ็ญเพียรทางจิตเพื่อวิมุติ คือ ความหลุดพ้นตลอดจนออกโปรดญาติโยมไปยังทิศานุทิศ ทั่วทุกภาคของประเทศตลอดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ในช่วงปัจฉิมวัย ตราบจนล่วงเข้าอายุ 80 ปี จึงได้หยุดจารึก กลับสู่มาตุภูมิ คือแดนแห่งบ้านเกิด คือวัดบ้านจานในปัจจุบัน และเป็นหลักชัยให้แก่ชาวบ้าน ต.บ้านจาน อันเปรียบเสมือน ลูก หลาน เหลน ของท่าน ไม่อาจจะพยากรณ์ได้ว่าพระเดชคุณ
“ หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล” จะเป็นพระอริยะสงฆ์ผู้สามารถประหารกิเลส บรรลุสู่คุณธรรมชั้นสูงหรือไม่ แต่ ศิษยานุศิษย์ก็กราบไหว้และเคารพนับถือท่านด้วยความสนิทใจในปฏิปทาอาจาริยวัตรที่ท่านประพฤติ ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อเวลา 07:30 น. วันที่ 11 มี.ค. 2546 วงการสงฆ์และฆราวาส จ.ศรีสะเกษ ต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ โดย หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ต.จาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคชรา รวมอายุ 109 ปี 87 พรรษา

"หลวงปู่หมุน"เกจิดัง"109ปี"
ละสังขารสั่งห้ามเผาใส่โลงแก้ว
มรณภาพ -หลวงปู่หมุน ฐิติสีไล เถราจารย์5แผ่นดิน เกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดบ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพแล้วด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 11 มี.ค. อายุ109 ปี คณะศิษย์ทำตามคำสั่งของท่านคือห้ามเผาศพโดยให้เก็บใว้ในโลงแก้ว
สิ้นพระเกจิชื่อดังแห่งอีสาน"หลวงปู่หมุน" เถราจารย์ 5 แผ่นดิน อายุ 109 ปี มรณภาพด้วยโรคชราอย่างสงบ ลูกศิษย์ร่วมไว้อาลัยแน่นวัด เผยเป็นพระสันโดษ มากด้วยเมตตาบารมี ทรงศีลบริสุทธิ์ ก่อนละสังขาร หลวงปู่สั่งให้บรรจุศพในโลงแก้วเก็บไว้ที่วัด ห้ามเผา ระบุเคยเดินทางไปศึกษาธรรมะ ถึงลาว มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
เมื่อเวลา 07:30 น. วันที่ 11 มี.ค. วงการสงฆ์และฆราวาสจ.ศรีสะเกษต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ โดย "หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล" เถราจารย์ 5 แผ่นดิน อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ต.จาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคชรา รวมอายุ 109 ปี 87 พรรษา โดยมีพระชั้นผู้ใหญ่ นำโดยพระครูปภัสสรสังฆกิจ เจ้าอาวาสวัดกันทรารมย์ เจ้าคณะอำเภอกันทรารมย์ และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเดินทางมาที่วัด เพื่อรดน้ำศพ โดยมีพระมหาปิ่น ปุณณสิริ เจ้าอาวาสวัดบ้านจาน อำนวยการจัดการงานศพ
พระมหาปิ่น กล่าวว่า ก่อนหลวงปู่หมุนจะมรณภาพไม่มีอาการบ่งบอก โดยกล่าวกับลูกศิษย์ว่าอยากไปจ.หนองคาย จากนั้นฉันภัตตาหารเช้า เมื่อฉันเสร็จท่านก็นอนนิ่งไปเฉยๆ ละสังขารไปด้วยอาการสงบภายในกุฏิ ขณะนี้สังขารของท่านบรรจุไว้ในโลงแก้ว ราคา 2 แสนบาท ที่คณะลูกศิษย์ถวาย เพราะก่อนหน้านี้ท่านเคยปรารภว่าหากมรณภาพแล้วห้ามเผา ให้บรรจุศพไว้ในโลงแก้วประดิษฐานไว้ในเจดีย์ที่คณะศิษย์ร่วมกันสร้างเป็นเจดีย์ทรงพระธาตุพนมของอีสานผสมรูปแบบเจดีย์ล้านนา และให้จัดสร้างพระประธาน 1 องค์ ประดิษฐานไว้ในเจดีย์ ซึ่งสองสิ่งแรกดำเนินการไปแล้ว เหลือเพียงการสร้างพระประธาน ซึ่งเตรียมจะดำเนินการในวันที่ 12-14 เม.ย. นี้ แต่ท่านก็มาด่วนจากไปก่อน
"ส่วนสังขารที่ท่านสั่งว่าห้ามเผา เพราะต้องการให้ลูกศิษย์มากราบไหว้บูชาเป็นสิริมงคล เนื่องจากท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมขลัง เป็นที่สักการะของผู้คนทั่วสารทิศ เป็นพระเถระที่มักน้อย สันโดษ ทรงศีลบริสุทธ์" พระมหาปิ่นกล่าว
ด้านนายจักรกฤษณ์ คลังศัตรา ลูกศิษย์ใกล้ชิด กล่าวว่า หลวงปู่หมุนเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคอีสานรูปหนึ่ง วัตถุมงคลของท่านนักสะสมต่างนิยมเล่นหา เพราะมีพุทธคุณทางด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดเป็นเยี่ยม ท่านเป็นพระที่มีอายุมากแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีลางบอกเหตุว่าจะด่วนมรณภาพ หากมองดูภายนอกท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง เป็นพระที่มากด้วยเมตตาบารมี แม้แต่หลวงปู่หงษ์ เกจิอาจารย์ดังแห่งสุสานทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ยังเคยให้หลวงปู่หมุนลงกระหม่อมให้ และเวลามีญาติโยมถามถึงหลวงปู่หมุน หลวงปู่หงษ์จะยกมือท่วมศีรษะและบอกกับลูกศิษย์ของท่านว่า หลวงปู่หมุนเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์มาก
"การจากไปของท่านครั้งนี้ สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ลูกศิษย์ลูกหาและผู้เลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก ปัจจุบันพระเกจิอาจารย์อาจารย์ดังๆ ที่มีอายุเกิน 100 ปี เหลืออยู่ไม่กี่รูปแล้ว อาทิ หลวงปู่สุภา จ.ภูเก็ต อายุ 107 ปี หลวงปู่ละมัย จ.เพชรบูรณ์ อายุ 106 ปี หลวงปู่กอง จ.พระนครศรีอยุธยา อายุ 107 ปี หลวงปู่สี จ.นครนายก อายุ 103 ปี" นายจักรกฤษณ์ กล่าว
สำหรับประวัติของหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล สกุลเดิม ศรีสงคราม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ บิดาชื่อดี มารดาชื่ออั๊ว บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี ครอบครัวได้นำไปฝากกับพระอาจารย์สีดา เจ้าอาวาสวัดบ้านจานผู้เป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกัมมัฎฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก กระทั่งปี พ.ศ. 2460 ทำการอุปสมบท โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ฐิตสีโล" แปลว่าผู้มีศีลตั้งมั่น
หลังจากบวชแล้วได้จำพรรษาที่วัดบ้านจาน ศึกษาเล่าเรียนอักษรไทย อักษรขอม ฝึกกัมมัฎฐานในหมวดสมถะและวิปัสสนากรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์ ครูบาอาจารย์ต่างๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปีเต็ม จากนั้นท่านมีความคิดว่าจะต้องแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไปอีก จึงออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ และร่ำเรียนวิชาอาคมกับพระเถระชื่อดังหลายรูปเกือบทั่วประเทศจนถึงประเทศลาว มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย
ล่าสุดลูกศิษย์ได้รับอนุญาตให้สร้างวัตถุมงคล "รุ่นอมตะเถระฐิตสีโล อายุยืน หมุนโชค" และพระพุทธรูปจำลอง "พระพุทธนิมิตประกาศิตฐิตสีโลบรมบูชานาถ" หน้าตักกว้าง 45 นิ้ว โดยพระเทพวิมลโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ ประทานนามให้ และวัตถุมงคลอีกหลายรุ่น กำลังเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองสมโภชพระมหาเจดีย์ในวันที่ 12-14 เม.ย. นี้ แต่หลวงปู่หมุนมรณภาพเสียก่อน สำหรับกำหนดการอาบน้ำศพ เริ่มวันที่ 12 มี.ค. เวลา 17:.00 น.

   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:36:41  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200065979.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ปาฏิหาริย์ 'เศียรพ่อแก่ฤๅษีตาไฟ' บันดาลโชค 'ถูกหวย' รวยทั้งอำเภอ
นับถอยหลังลุ้นระทึกแบบ  “หายใจรดต้นคอ” กันเลย เหลือไม่กี่วันก็จะ  “ส่งท้ายปีเก่า” และ “ต้อนรับปีใหม่” กันแล้ว สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่พึ่งยามยากของ “คนรากหญ้า” ก็เอาใจ “คอหวย” และ “นักเสี่ยงโชค” เต็มพิกัด จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกปี โดยเลื่อนวันประกาศผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากต้นเดือนหน้ามาเป็นช่วงเย็นวันที่ 30 ธ.ค. 50 นี้แทนถือว่าเป็นงวดส่งท้ายปี เปิดโอกาสให้ลุ้นหวยรวยทรัพย์ก่อนจะ “หยุดพักยาว” ไปพักผ่อน

ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติด้วยเช่นกัน ก่อนวันหวยออก 1-2 วัน ทีมข่าวของเราก็อดหลับอดนอนดั้นด้นไปเสาะหา  “แหล่งเลขเด็ด” จากทั่วสารทิศมานำเสนอให้ทราบกัน บอกไว้ก่อนว่าไม่ได้ส่งเสริมให้ใคร “งมงาย” ในเรื่องไร้สาระ แต่เป็นการสะท้อนความ “ศรัทธา” และ “ความจริง” ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในอีกแง่มุมหนึ่งเท่านั้น ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่านเอง

วันนี้พาบุกป่าฝ่าดงไปที่ วัดวังศรีทอง หมู่ 2 ต.วังใหม่ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว เนื่องจากทราบมาว่าที่วัดแห่งนี้เป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนาและที่พักของพระเกจิ “ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ” รูปหนึ่ง ซึ่งได้รับความเคารพนับถือและศรัทธาจากญาติโยมกันมากชื่อของท่านคือ หลวงปู่นอง ธฺมมโชโต อายุ 87 ปี ต้นตำรับแห่ง  “ของดี” และ “ของขลัง” ที่โด่งดังด้านเมตตามหานิยม ทำมาค้าขึ้นและโชคลาภ ญาติโยมทั่วสารทิศต่างดั้นด้นมากราบไหว้บูชาแต่ละวันเนืองแน่น

หลวงปู่นอง ธฺมมโชโต ไม่ได้เป็นพระสมณศักดิ์หรือมีตำแหน่งใหญ่โต เป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดา ๆ รูปหนึ่งเท่านั้น ประวัติเดิมเป็นชาว จ.ลพบุรี โดยกำเนิด บิดาชื่อ ช่วง ปัจจะชัย มารดาชื่อ กลาย ปัจจะชัย มีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกันรวม 8 คน ท่านเป็นคนสุดท้อง โดยมารดามีศักดิ์เป็นน้องสาวของ พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) วัดหนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เกจิชื่อดังแห่งภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนได้รับขนานนามว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว” ต้นตำรับแห่งของขลัง “มีดหมองาช้าง” และวัตถุมงคลอื่น ๆ ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่เสาะหาของนักสะสมและผู้ศรัทธาจวบจนปัจจุบันนี้

ในสมัยวัยเด็ก หลวงปู่นอง หนีออกจากบ้านมาขอบวชเณรอยู่กับหลวงลุงคือ หลวงพ่อเดิม ตั้งแต่อายุเพียง 12 ขวบ เพื่อศึกษาวิชาอาคมด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี รวมทั้งการฝึกหัดทำมีดหมอให้มีพุทธานุภาพสูงสุด ล้วนได้รับการถ่ายทอดมาจนสิ้นและหลวงลุงยังเมตตาสักยันต์ “นะเมตตา” ติดตัวให้ด้วย

ต่อมา หลวงปู่นอง เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ “หลวงพ่อกบ” หรือ “หลวงพ่อเขาสาริกา” แห่งสำนักปฏิบัติธรรมวัดเขาสาริกา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี พระเถระที่ประวัติความเป็นมาไม่เหมือนใครและเคยสำแดงปาฏิหาริย์ให้ผู้คนฮือฮามาหลายครั้ง เช่น ช่วงเช้าเดินบิณฑบาตญาติโยมในกรุงเทพฯกลับไปฉันเช้าที่วัดได้เพียงพริบตา มีญาณหยั่งรู้อดีต อนาคต ทำนายได้แม่นยำเหลือเชื่อ โดยเฉพาะวิชา “กสิณไฟ” หลวงพ่อกบ ถ่ายทอดให้ หลวงปู่นอง ศึกษาเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานจนเชี่ยวชาญ นับว่า หลวงปู่นอง เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับ พระมหาชวน (หลวงพ่อโอภาสี) แห่งอาศรมบางมด ฝั่งธนบุรี อดีตเกจิผู้บูชาไฟชื่อดัง ซึ่งเคยมาเรียนวิชาที่วัดเขาสาริกาเช่นกัน

จวบจนเติบใหญ่ หลวงปู่นอง สึกจากสามเณรรับใช้ชาติเป็นทหารสังกัดกองพันเสนารักษ์กองทัพอากาศ 2 ปี ครบกำหนดปลดกระจำการก็อุปสมทบเป็นพระภิกษุ โดยมี พระมหาชวน (หลวงพ่อโอภาสี) แห่งอาศรมบางมด ฝั่งธนบุรี ในฐานะศิษย์รุ่นพี่เป็นพระอุปัชฌาย์ อยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ 4 ปี ก็ลาสิกขามาเป็น “พระเอกลิเก” ประจำคณะหอมหวล ที่ดังกระหึ่มในยุคก่อน กลายเป็นขวัญใจแม่ยกทั่วพื้นที่ สุดท้ายแต่งงานมีครอบครัว มีภรรยาและลูก ๆ หลายคน ระหว่างนั้นมีหญิงสาวมาติดพันและนำตำราโหรมาให้เล่าเรียนจนเจนจบ

หลังจากใช้ชีวิตทางโลกจนรู้แจ้งเห็นจริง หลวงปู่นอง เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่จีรังยั่งยืน จึงหันเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อุปสมบทเป็นพระภิกษุอีกครั้งเมื่ออายุ 46 ปี รับใช้หลวงลุงจวบจนหลวงพ่อเดิมมรณภาพใน พ.ศ. 2482 ก็ย้ายมาจำพรรษาที่วัดวังศรีทองจนถึงปัจจุบันนี้
 
หลวงปู่นอง เป็นพระเกจิที่เชี่ยวชาญด้านไสยเวท คาถาอาคม โดยเฉพาะวิชา “กสิณไฟ” โดยวิชานี้สามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง ล้างอาถรรพณ์ ใช้เสริมมงคลครอบจักรวาล เสริมดวงให้ดีขึ้น ช่วยเกื้อหนุนโชคลาภวาสนาได้อย่างน่าอัศจรรย์และหลวงปู่ได้สร้างวัตถุมงคลไว้หลากหลายชนิด ที่สร้างชื่อให้ท่านอย่างมากคือ “เศียรพ่อแก่” หรือ “เศียรฤาษีตาไฟ” ทำจากเนื้อโลหะ ว่านแดง ว่านขาว ว่านน้ำตาล ว่านน้ำ เนื้อก้นครก ตะกรุดหนังเสือ ตะกรุดเมตตามหานิยม ตะกรุดตรึงไตรภพ ตะกรุดพระเจ้าสิบทิศและเป่ากระหม่อมด้วยวิชา “ทองหัวใจสิบทิศ” ซึ่งเป็นวิชาที่หลวงพ่อเดิมใช้เป็นประจำ นอกจากนี้ยังเสกแป้งอิทธิเจ แป้งเสกเทวดา วิชาพระลักษมณ์หน้าทอง สาลิกาลิ้นทอง ให้ญาติโยมและลูกศิษย์ติดตัวไว้บูชาค้าขาย มีพุทธคุณทางเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์และประสบโชคลาภร่ำรวย โดยเฉพาะดารา ศิลปินบางคนเคยมาขอของดีไปบูชาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานกันทั่วหน้ามาแล้ว

“เฮียนิด” นายนิด นาคาแก้ว อายุ 37 ปี พ่อค้าขายอาหารตามสั่งซอยวัดด่านสำโรง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ก็เป็นหนึ่งในผู้เสาะหาที่พึ่งทางใจที่มากราบไหว้หลวงปู่นองแล้วติดใจไม่ยอมไปไหนอีกเลย บอกว่า เมื่อก่อนหากินฝืดเคือง ขายอาหารไม่ได้ ทุนหายกำไรหด ไม่รู้จะทำอย่างไร วันหนึ่งไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านสำโรงเหลือบเห็นวัตถุมงคล “เศียรพ่อแก่” หรือ “เศียรฤาษีตาไฟ” วางให้เช่าบูชาในแผงพระ จึงบูชามาไว้ที่ร้าน จากนั้นมาขายดิบขายดีเหมือนเทน้ำเทท่าเลยทีเดียว พอว่างก็มากราบหลวงปู่นองให้ท่านช่วยเป่ากระหม่อม เป่าเทียนกสิณไฟ เสริมดวงชะตา เจิมนะหน้าทอง สาลิกาลิ้นทอง เพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งคราวหน้าจะชวนเพื่อนมาอีก

ส่วน นายประพันธ์ (สงวนนามสกุล) หนุ่มใหญ่ย่านนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ศรัทธาหลวงปู่ แวะมาหาจนเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิคอยรับใช้ดูแลในปัจจุบัน เล่าว่า ก่อนหน้านี้เป็นหนี้สินท่วมหัว เครียดมากวัน ๆ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เจ้าหนี้มาทวงเงินคืนทุกวัน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี มากราบไหว้หลวงปู่และท่านให้ของดีกลับไปบูชา จากนั้นมาเหลือเชื่อมีเงินทองไหลมาเทมาสามารถปลดหนี้ได้จนหมด ก็เลยฝากตัวเป็นศิษย์คอยรับใช้ท่านจนถึงวันนี้

เมื่อบารมีหลวงปู่ช่วยเหลือลูกศิษย์ในการทำมาค้าขายและเมตตามหานิยมแล้ว ก็ย่อมไม่พ้นเรื่องของ “ของขลัง” และ “โชคลาภ” มีข่าวว่าคนใกล้ชิดหลวงปู่และลูกศิษย์หลายคนถูกหวยรวยทรัพย์มาหลายงวด โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าในตลาด อ.วังสมบูรณ์ ร่ำรวยกันมาแล้วเกือบทั้งตลาด ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามเสาะหาผู้โชคดีเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟัง

กระทั่งมาพบหนึ่งในคนใกล้ชิดหลวงปู่มาเกือบ 40 ปี ชื่อ นายศักดิ์ เอี่ยมพงษ์ อายุ 60 ปี ยอมเล่าให้ฟังว่า ปกติหลวงปู่ไม่เคยสนับสนุนหรือบอกใบ้ให้หวยใครเด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องงมงายไร้สาระและเป็นการส่งเสริมให้คนขี้เกียจไม่ยอมทำงาน ทุกวันตนได้ยินได้ฟังหลวงปู่เทศน์สั่งสอนญาติโยมบ่อย ๆ ทีแรกไม่สนใจ แต่แล้วลองนำคำพูดปริศนาธรรมของท่านมาตีเป็นเลขเด็ดเสี่ยงโชคดู ปรากฏว่าถูกตรงเผงมาแล้ว 2 งวดซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างงวดวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมาตีเลขเป็น 5-6-9 เสี่ยงโชค เลขท้าย 2 ตัวล่างก็ออก 96 รับเงินมาหลายหมื่นบาท หากงวดนี้ดวงดีก็คงมีโชคเหมือนเคย

เมื่อถามถึงทีเด็ดในงวดนี้ นายศักดิ์ อมยิ้มแก้มตุ่ยกระซิบว่า คืนที่ผ่านมานอนหลับฝันเห็นหลวงปู่มานั่งบนหัวนอนและเห็นเลข 340 ลอยเด่นขึ้นมาชัดเจนก็สะดุ้งตื่น เขียนใส่กระดาษเอาไว้ ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ส่วนนักเสี่ยงโชคหลายรายก็บอกว่าเลขเด่นหรือเลขวิ่งที่น่าสนใจในงวดนี้น่าจะเป็น 0-1-5-8 หากนำมาเรียงกันจะได้ 01,05,08,15,58 เป็นต้น ขณะที่กลุ่มเลขมงคลเช่น 980,90,80,91,81 และ 60 ก็ยังได้รับความนิยมกันเหมือนเดิม.
สุพจน์ กิตติวรเมธี ข้อมูล
ศิวสรร เมฆสัจจากุล รายงาน
   ความเห็นที่ 7 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:39:39  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200066166.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

                                          เรื่องเล่าพระฤาษี

"พุทธวันทิตวา ข้าพเจ้าของอาราธนาบารมีคุณ พระพุทธคุณนัง ธรรมคุณนัง สังฆคุณนัง วันทิตวา ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีคุณ พระสังฆคุณนัง อีกทั้งคุณพระบิดา พระมารดา พระอนุกรรมวาจา อุปัชฌาย์ครูบาอาจารย์ อีกทั้งพระฤาษีนารอด พระฤาษีนารายณ์ พระฤาษีตาวัน พระฤาษีตาไฟ พระฤาษีเกตุ พระฤาษีเนตร พระฤาษีมุชิตวา พระฤาษีมหาพรหมเมศ พระฤาษีสมุหวัน ทั้งพระเพชรฉลูกัน และนักสิทธวิทยา อีกทั้งพระคงคา พระเพลิง พระพาย พระธรณี พระอิศวรผู้เป็นเจ้าฟ้า ขออัญเชิญเสด็จลงมาประสิทธิพระพรชัย ให้แก่พวกข้าพเจ้าในเวลาวันนี้ ข้าพเจ้าขอเชิญเทพดาเจ้าทั้งหลายทั่วพื้นปถพีดล พระฤาษี ๑๐๘ ตน บันดาลดลด้วยสรรพวิทยา พระครูยา พระครูเฒ่า พระครูภักและอักษร สถาพรเป็นกรรมสิทธิ์ ให้แก่พวกข้าพเจ้าในเวลาบัดนี้เถิด

          ข้าพเจ้า ขออาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชิญเสด็จลงมาปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพเจ้าขอเชิญพระพรหมลงมาอยู่บ่าซ้าย ขอเชิญพระนารายณ์มาอยู่บ่าขวา ขอเชิญพระคงคาลงมาเป็นน้ำลาย ขอเชิญพระพายลงมาเป็นลมปาก ขอเชิญพญานาคลงมาเป็นสร้อยสังวาล ข้าพเจ้าขอเชิญพระอังคารมาเป็นด้วยใจ ถ้าแม้นข้าพเจ้าจะไปรักษาไข้แห่งหนึ่งแห่งใด ให้มีชัยชนะแก่โรค ขอจงประสิทธิให้แก่ข้าพเจ้าทุกครั้ง พุทธสังมิ ธรรมสังมิ สังฆสังมิ" (คัดตามต้นฉบับเดิม)

          ที่นำมากล่าวข้างต้นนั้นคือ บทไหว้ครูของเก่า ที่ผมได้จดไว้ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนเตรียมอุดมศ ึกษา เพราะมีกิจต้องเข้าพิธีไหว้ครูกับลุง ซึ่งเป็นหมอแผนโบราณอยู่เป็นประจำทุกปี

          คนไทยเราดูจะคุ้นกับฤาษีอยู่มาก เพราะตามพงศาวดารสมัยโบราณ หรือจดหมายเหตุเก่าๆ มักจะกล่าวถึงฤาษี อย่างเช่นฤาษีวาสุเทพกับฤาษีสุกกทันต์ ผู้สร้างเมืองหริภุญไชย และในคำไหว้ครูที่กล่าวถึงข้างต้น ได้ออกชื่อฤาษีแปลกๆ หลายชื่อ ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปข้างหน้า

          นอกจากนี้ ในวรรณคดีต่างๆ ก็มักจะมีเรื่องของฤาษีแทบทุกเรื่อง เพราะพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดินจะต้องไปศึกษาเล่าเ รียนกับฤาษี และฤาษีเป็นเจ้าพิธีการต่างๆ เป็นต้น

          ตำราของวิชาการหลายสาขา เช่น ดนตรี แพทย์ ก็มีเรื่องของฤาษีมาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ดังจะเห็นว่าพวกดนตรีและนาฏศิลป์เคารพบูชาฤาษี แพทย์แผนโบราณก็มีรูปฤาษีไว้บูชา ดังนี้เป็นต้น

          ลักษณะของฤาษีแบบไทยๆ มักจะรู้จักกันในรูปของคนแก่ นุ่งห่ม หนังเสือ โพกศีรษะเป็นยอดขึ้นไป

          ทำไมจึงต้องนุ่งห่มหนังเสือ ลองเดาตอบดูก็เห็นจะเป็นเพราะอยู่ในป่า ไม่มีเสื้อผ้า ก็ใช้หนังสัตว์แทน ส่วนจะได้มาโดยวิธีอย่างไรไม่แจ้ง แต่คงไม่ใช่จากการฆ่าแน่นอน เพราะฤาษีจะต้องไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่ถ้ามีคนเอาเนื้อสัตว์มาถวายก็กินได้ ไม่เป็นไร

          ฉะนั้น หนังสัตว์ก็อาจจะเป็นของพวกนายพราน หรือคนที่เคารพนับถือ เอามาถวายก็เป็นได้ ถึงอย่างนั้นก็ยังอาจจะสงสัยต่อไปอีกว่า ทำไมจึงเลือกเอา หนังเสือ เรื่องนี้ก็ต้องเดาตอบเอาอีกว่า เพราะหนังเสือนุ่มดี

          แต่ฤาษีไทยเราเห็นครองแต่หนังเสือเหลือง สังเกตจากรูปฤาษีส่วนมาก จะระบายสีเป็นอย่างเสือลายเหลืองสลับดำ แต่ฤาษีของบางอาจารย์ปิดทองก็มี

          ชุดเครื่องหนังนี้อ่านตามหนังสือวรรณคดีว่า เป็นชุดออกงาน เช่นเข้าเมืองหรือไปทำพิธีอะไรต่างๆ ก็ใช้ชุดหนัง แต่ถ้าบริกรรมบำเพ็ญตบะอยู่กับอาศรมในป่าก็ใช้ ชุดคากรอง คือนุ่งห่มด้วยต้นหญ้าต้นคา

          ในหนังสือบทละครเรื่องอุณรุท พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ กล่าว ไว้ตอนท้าวไกรสุทรับสั่งให้สังฆการีออกไปนิมนต์ฤาษีน ารอท มาเข้าพิธีอภิเษกสมรสพระอุณรุทกับนางศรีสุดา มีความว่า

          "เมื่อนั้น พระนารอททรงญาณฌานกล้า ได้แจ้งไม่แคลงวิญญา ก็บอกหมู่สิทธาพร้อมกัน ต่างผลัดเปลือกไม้คากรอง ครองหนังเสือสอดจำมขัน กรกุมไม้เท้างกงัน พากันรีบมายังธานี"

          ดังนี้แสดงว่าเวลาอยู่ป่านุ่งเปลือกไม้คากรอง ออกนอกอาศรมเข้าเมือง ก็เปลี่ยนเป็นเครื่องหนัง และที่กล่าวมานี้ที่จะเป็นฤาษีแบบไทยๆ ที่มีระเบียบวัฒนธรรมแล้วหรืออย่างไรไม่ทราบ ฤาษีของอินเดียก็ว่านุ่งห่มสีขาว ทีจะเป็นฤาษีเมื่อบ้านเมืองเจริญแล้ว ดึกดำบรรพ์ก่อนโน้นจะมีนุ่งหนังเสือบ้างกระมัง

          ตามภาพเขียนสมัยโบราณ ถ้ามีภาพป่าหิมพานต์ มีรูปต้นมักกะลีผล จะเห็นพวกวิทยาธรและพวกที่แต่งตัวคล้ายๆ ฤาษีเหาะขึ้น ไปเชยชมสาวมักกะลีผลกันเป็นกลุ่มๆ ความจริงไม่ใช่ฤาษีแท้ เป็น พวกนักสิทธ นี่ว่าตามคติอินเดียที่เขาถือว่า นักสิทธไม่ใช่ฤาษี เป็นแต่ผู้สำเร็จจำพวกหนึ่งเท่านั้น ทำนองเดียวกับพวกวิทยาธรหรือพิทยาธร ในหนังสือวรรณคดีไทยเรียกว่า ฤาสิทธ ก็มี มักเรียกรวมๆ กันว่า ฤาษีฤาสิทธ หรือ ฤาษีสิทธวิทยาธร

          ในวรรณคดีอินเดียกำหนดจำนวนพวกนักสิทธไว้ตายตัว มีจำนวน ๘๘,๐๐๐ ทางไทยเราดูจะนับนักสิทธเป็นฤาษีไปด้วย

          ในเอกสารที่เก่าที่สุดของไทยคือ ไตรภูมิพระร่วง ของ พระญาลิ ไท ก็เรียกฤาสิทธว่าเป็นอย่างเดียวกับฤาษี ดังความตอนหนึ่งว่า



          "ครั้นว่านางสิ้นอายุศม์แล้วจึงลงมาเกิดที่ในดอกบัวหลวงดอก ๑ อัน มีอยู่ในสระๆ หนึ่ง มีอยู่แทบตีนเขาพระหิมวันต์ฯ เมื่อนั้นยังมีฤาษีสิทธองค์ ๑ ธ นั้นอยู่ในป่าพระหิมพานต์ ธ ย่อมลงมาอาบน้ำในสระนั้นทุกวัน ธ เห็นดอกบัวทั้งปวงนั้นบานสิ้นแล้วทุกดอก ๆ แลว่ายังแต่ดอกเดียวนี้บมิบานแล ดุจอยู่ดังนี้บมิบานด้วยทั้งหลายได้ ๗ วัน ฯ พระมหาฤาษีนั้น ธ ก็ดลยมหัศจรรย์นักหนา ธ จึงหันเอาดอกบัวดอกนั้นมา ธ จึงเห็นลูกอ่อนอยู่ในดอกบัวนั้นแล เป็นกุมารีมีพรรณงามดั่งทองเนื้อสุก พระมหาฤาษีนั้น ธ มีใจรักนักหนา จึงเอามาเลี้ยงไว้เป็นพระปิยบุตรบุญธรรม แลฤาษีเอาแม่มือให้ผู้น้อยดูดกินนม แลเป็นน้ำนมไหลออก แต่แม่มือมหาฤาษีนั้นด้วยอำนาจบุญพระฤาษี"

          ดังนี้จะเห็นว่า ใช้คำ ฤาสิทธ ในความหมายเดียวกับ ฤาษี และนิยายทำนองนี้ดูจะแพร่หลายมาก ในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง มีเรื่องฤาษีเก็บเด็ก จากดอกบัวมาเลี้ยงแทรกอยู่เสมอ

          ลักษณะความเป็นอยู่ของฤาษีเท่าที่เราเข้าใจกัน โดยทั่วๆ ไปนั้น ก็ว่ากินเผือกมันเป็นอาหาร เพราะไม่มีการทำไร่ไถนา บางคัมภีร์มีข้อห้ามพวกฤาษีไม่ให้เข้าหมู่บ้าน ไม่ให้ย่างเหยียบเข้าไปในเขตพื้นดิน ที่เขาไถแล้ว แต่ในที่บางแห่งกล่าวว่า ฤาษีนั้นแบ่งออกเป็น ๘ จำพวกด้วยกันคือ

๑.สปุตตภริยา คือฤาษีที่รวบรวมทรัพย์ไว้บริโภคเหมือนมีครอบครัว
๒.อุญฉาจริยา คือฤาษีที่เที่ยวรวบรวมข้าวเปลือกและถั่วงาเป็นต้นไว ้หุงต้มกิน
๓.อนัคคิปักกิกา คือฤาษีที่รับเฉพาะข้าวสารไว้หุงต้มกิน
๔.อสามปักกา คือฤาษีที่รับเฉพาะอาหารสำเร็จ (ไม่หุงต้มกินเอง)
๕.อัสมุฏฐิกา คือฤาษีที่ใช้ก้อนหินทุบเปลือกไม้บริโภค
๖.ทันตวักกลิกา คือฤาษีที่ใช้ฟันแทะเปลือกไม้บริโภค
๗.ปวัตตผลโภชนา คือฤาษีที่บริโภคผลไม้
๘.ปัณฑุปลาสิก คือฤาษีที่บริโภคผลไม้หรือใบไม้เหลืองที่หล่นเอง

          ในหนังสือ ลัทธิของเพื่อน โดย เสฐียรโกเศศ นาคประทีป ได้กล่าวถึงพวกฤาษีไว้ตอนหนึ่งว่า

          "เกิดมีพวกนักพรตประพฤติเนกขัมม์ขึ้น พวกนี้มักอาศัยอยู่ ในดงเรียกว่า วานปรัสถ์ (ผู้อยู่ป่า) หรือเรียกว่า ฤาษี (ผู้แสวง) ปลูกเป็นกระท่อมไม้หรือมุงกั้นด้วยใบไม้ (บรรณศาลา) เป็นที่อาศัย"

          กระท่อมชนิดนี้ถ้าอยู่รวมกันได้หลายคนเรียกว่า อาศรม พวกฤาษีใช้เปลือกไม้หรือหนังสัตว์เป็นเครื่องนุ่งห่ม และขมวดผมมวย ให้เป็นกลุ่มสูงเรียกวา ชฎา อาศัยเลี้ยงชีพด้วยมูลผลาหารของป่า

          ลัทธิที่ประพฤติมีการบำเพ็ญตบะทรมานกายอย่างเคร่งเคร ียด เพียรพยายามทนความหนาวร้อน อดอาหาร และทรมานด้วยวิธีต่างๆ

          ความมุ่งหมายที่บำเพ็ญตบะ ยังคงหวังให้มีฤทธิเดช อย่างความคิดในชั้นเดิมอยู่ แต่ว่าเริ่มจะมุ่งทางธรรมแทรกขึ้นอีกชั้นหนึ่งด้วย กล่าวคือการบำเพ็ญตบะ เป็นทางที่จะซักฟอกวิญญาณให้บริสุทธิ์สะอาด เข้าถึงพรหม และเกิดฤทธิเดชเหนือเทวดามนุษย์

          ในอีกแห่งหนึ่งกล่าวว่า "ผู้ที่อยากเป็นฤาษีเขามีตำราเรียนเรียกว่า คัมภีร์อารัญยกะ แปลว่า เนื่องหรือเกี่ยวกับป่า ชายหนุ่มที่ไปบวชเรียน เป็นฤาษีจะต้องเรียนและปฏิบัติที่มีกำหนดไว้ในคัมภีร ์ อะไรเป็นปัจจัย ให้ต้องประพฤติตนเป็นฤาษี ตอบได้ไม่ยากนักคือ เขาเห็นว่า ความประพฤติของ ชาวกรุงชาวเมืองในมัธยมประเทศสมัยโน้น เลอะเทอะเต็มที มักชอบประพฤติ แต่เรื่องสุรุ่ยสุร่ายเอ้อเฟ้อ อยู่ด้วยกามคุณ ต้องการจะมีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ เหมือนบรรพบุรุษครั้งดึกดำบรรพ์ ครั้งไกลโน้นประพฤติกันอยู่ ชะรอยบรรพบุรุษของชาวอริยกะครั้งกระโน้น จะไม่ใช่เป็นคนเพาะปลูก และใช้เปลือกไม้และหนังสัตว์เป็นเครื่องนุ่งห่ม เห็นที่จะเอาอย่างบรรพบุรุษ ครั้งดึกดำบรรพ์ ซึ่งยังไม่รู้จักหว่านไถและยังไม่รู้จักทอผ้า คงจะสร้างทับ กระท่อมกันอยู่ในป่า ไว้ผมสูงรกรุงรัง พวกฤาษีจึงได้เอาอย่าง"

          เท่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นคือลักษณะและความเป็นอยู่ข องฤาษีโดยทั่วๆ ไป แต่ยังมีอีกลักษณะหนึ่งซึ่งไม่ได้กล่าวถึง คือ การมีบุตรและภรรยา

          ฤาษีประเภทนี้มีมากจนเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ฤาษีมีเมียได้ ซึ่งจะได้เล่าถึงในประวัติของฤาษีต่างๆ ต่อไปข้างหน้า

          ดังได้กล่าวแล้วว่าฤาษีต้องเพียรบำเพ็ญตบะกันอย่างหน ัก ฉะนั้นผลที่เกิดขึ้นจึงมีแตกต่างกันไปตามความเพียรพย ายาม ใครปฏิบัติได้มากก็ได้รับการยกย่องให้เป็นฤาษีอันดับ สูง เท่าที่ทราบเขาจัดฤาษีไว้ ๔ ชั้นดังนี้

๑.ราชรรษี (เจ้าฤาษี)
๒.พราหมณรรษี (พราหมณฤาษี)
๓.เทวรรษี (เทพฤาษี)
๔.มหรรษี (มหาฤาษี)


แต่ในบางแห่งก็จัดฤาษีที่สำเร็จตบะไว้เพียง ๓ ชั้นคือ
๑.พรหมฤาษี คือผู้มีตบะเลิศ ข่มจิตสงบได้จริง ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งทั้งปวง
๒.มหาฤาษี คือเป็นพวกฤาษีชั้นกลาง มีตบะ ข่มกามคุณได้หมดสิ้นแล้ว
๓.ราชฤาษี ได้แก่ ฤาษีที่มีตบะฌานสำเร็จเป็นอันดับต้น


          การไต่อันดับไม่ได้ใช้ระบบการสอบ ผู้ที่จะเลื่อนชั้นจะต้องปฏิบัติบำเพ็ญตบะจน ได้ผลตามที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องใช้ความเพียรพยายามและความอดทนอย่างยิ่งยวด

            ดังได้กล่าวแล้วว่า ฤาษีต้องเพียรบำเพ็ญตบะ กันอย่างหนัก ฉะนั้นผลที่เกิดขึ้นจึงมี        แตกต่างกันไป ตามความเพียรพยายาม ใครปฏิบัติได้มากก็ได้รับการยกย่อง ให้เป็น
ฤาษีอันดับสูง เท่าที่ทราบเขาจัดฤาษีไว้ ๔ ชั้นดังนี้

๑.ราชรรษี (เจ้าฤาษี)
๒.พราหมณรรษี (พราหมณฤาษี)
๓.เทวรรษี (เทพฤาษี)
๔.มหรรษี (มหาฤาษี)

แต่ในบางแห่งก็จัดฤาษีที่สำเร็จตบะไว้เพียง ๓ ชั้นคือ
๑.พรหมฤาษี คือผู้มีตบะเลิศ ข่มจิตสงบได้จริง ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งทั้งปวง
๒.มหาฤาษี คือเป็นพวกฤาษีชั้นกลาง มีตบะ ข่มกามคุณได้หมดสิ้นแล้ว
๓.ราชฤาษี ได้แก่ ฤาษีที่มีตบะฌานสำเร็จเป็นอันดับต้น

          การไต่อันดับไม่ได้ใช้ระบบการสอบ ผู้ที่จะเลื่อนชั้น จะต้องปฏิบัติบำเพ็ญตบะจนได้ผลตามที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องใช้ความเพียรพยายามและความอดทนอย่างยิ่งยว ด

          ในคำไหว้ครู ที่ได้ยกมากล่าวในตอนต้น มีชื่อฤาษีที่คุ้นหูคนไทยส่วนมากอยู่ ๓ ตนด้วยกันคือ ฤาษีนารอด ฤาษีตาวัว ฤาษีตาไฟ

          ฤาษีทั้งสามนี้คนระดับชาวบ้านสมัยก่อนรู้จักกันดี มักพูดถึงอยู่เสมอในตำนานพระพิมพ์ ที่ว่า จารึกไว้ในลานเงินก็ได้กล่าวถึงฤาษีตาวัว (งัว) และฤาษีตาไฟไว้เหมือนกัน ดังความว่า

          "ตำบลเมืองพิษณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองพิไชยสงคราม เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณ ว่ายังมีฤาษี ๑๑ ตน ฤาษีเป็นใหญ่ ๓ ตนๆ หนึ่งฤาษีพีลาไลย ตนหนึ่งฤาษีตาไฟ ตนหนึ่งฤาษีตางัว เป็นประธานแก่ฤาษีทั้งหลาย จึงปรึกษากันว่า เราท่านทั้งหลายนี้จะ เอาอันใดให้แก่ พระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้ง ๓ จึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่า เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ฉะ นี้ฉลองพระองค์ จึงทำเป็นเมฆพัตร อุทุมพร เป็นมฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ พระฤาษีประดิษฐานไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อย เป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลาย สมณชีพราหมณาจารย์เจ้าไปถ้วน ๕๐๐๐ พรรษา

          พระฤาษีองค์หนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่า ท่านจงไปเอาว่าน ทั้งหลายอันมีฤทธิ์ เอามาให้สัก ๑๐๐๐ เก็บเอาเกสรไม้อันวิเศษ ที่มีกฤษณาเป็นอาทิให้ได้ ๑๐๐๐ ครั้นเสร็จแล้ว ฤาษีจึงป่าวร้องเทวดาทั้งปวง ให้ช่วยกันบดยา ทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่ง ทำเป็นเมฆพัตรสถานหนึ่ง ฤาษีทั้ง ๓ องค์นั้น จึงบังคับฤาษีทั้งปวงให้เอาว่านทำเป็นผง เป็นก้อน ประดิษฐานด้วยมนต์คาถาทั้งปวงให้ประสิทธิทุกอัน จึงให้ฤาษีทั้งนั้น เอาเกสรและว่านมาประสมกันดีเป็นพระให้ประสิทธิแล้ว ด้วยเนาวหรคุณประดิษฐานไว้บนเจดีย์อันหนึ่ง ถ้าผู้ใดให้ถวายพระพรแล้ว จึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกถึงคุณพระฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด"

          ดังนี้แสดงว่า แต่กาลก่อนทางภาคพื้นประเทศไทยเราก็มีฤาษีอยู่มาก โดยเฉพาะ ฤาษีตาวัว กับ ฤาษีตาไฟ ติดปากคนมากกว่าฤาษีอื่นๆ และประวัติก็มีมากกว่า เท่าที่ทราบพอจะรวบรวมได้ดังต่อไปนี้

          ฤาษีตาวัว นั้นเดิมทีเป็นสงฆ์ตาบอดทั้งสองข้าง แต่ชอบเล่นแร่แปรธาตุ จนสามารถทำให้ปรอทแข็งได้ แต่ยังไม่ทันใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร ก็เอาไปทำหล่นตกถาน (ส้วมของพระตามวัด) เสีย จะหยิบเอามาก็ไม่ได้ เพราะตามองไม่เห็น เก็บความเงียบไว้ ไม่กล้าบอกใคร จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกศิษย์ไปถาน แลเห็นแสงเรืองๆ จมอยู่ใต้ถาน ก็กลับมาเล่าให้อาจารย์ฟัง หลวงตาดีใจบอกให้ศิษย์พาไป เห็นแสงเรืองตรงไหนให้จับมือจุ่มลงไปตรงนั้น จะเลอะเทอะอย่างไรช่างมัน

          ศิษย์กลั้นใจทำตาม หลวงตาก็ควักเอาปรอทคืนมาได้ จัดแจงล้างน้ำให้สะอาดดีแล้วก็แช่ไว้ในโถน้ำผึ้งที่ท ่านฉัน ไม่เอาติดตัวไปไหนอีก เพราะกลัวจะหล่นหาย

          อยู่มาวันหนึ่ง ท่านก็มารำพึงถึงสังขาร ว่าเราจะมานั่งตาบอดอยู่ทำไม มีของดีของวิเศษอย่างนี้แล้ว ก็น่าจะลองดู จึงให้ศิษย์ไปหาศพคนตายใหม่ๆ เพื่อจะควักเอาลูกตา แต่ลูกศิษย์หาศพใหม่ๆ ไม่ได้ ไปพบวัวนอนตายอยู่ตัวหนึ่ง เห็นเข้าที่ดีก็เลยควักลูกตาวัวมาแทน

          หลวงตาจึงเอาปรอทที่แช่น้ำผึ้งไว้มาคลึงที่ตา แล้วควักเอาตาเสียออก เอาตาวัวใส่แทน แล้วเอาปรอทคลึงตามหนังตา ไม่ช้าตาทั้งสองข้างก็กลับเห็นดีดังธรรมดา แล้วหลวงตาก็สึกจากพระ เข้าถือเพศเป็นฤาษี จึงได้เรียกกันว่าฤาษีตาวัว มาตั้งแต่นั้น

          ส่วน ฤาษีตาไฟ นั้นยังไม่พบต้นเรื่องว่า ทำไมจึงเรียกว่า ฤาษีตาไฟ ที่ตาของท่านจะแรงร้อนเป็นไฟ แบบตาที่สามของพระอิศวรกระมัง

          อย่างไรก็ตาม ฤาษีทั้งสองนี้เป็นเพื่อนเกลอกัน และได้สร้างกุฎีอยู่ใกล้กันบนเขาใกล้เมืองศรีเทพ ท่านออกจะรักและโปรดมาก มีอะไรก็บอกให้รู้ ไม่ปิดบัง

          วันหนึ่งฤาษีตาไฟได้เล่าให้ศิษย์คนนี้ฟังว่า น้ำในบ่อสองบ่อที่อยู่ใกล้กันนั้นมีฤทธิ์อำนาจไม่เหม ือนกัน น้ำในบ่อหนึ่ง เมื่อใครเอามาอาบก็จะตาย และถ้าเอาน้ำอีกบ่อหนึ่งมารดก็จะฟื้นขึ้นมาได้อีก

          ศิษย์ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ ฤาษีตาไฟจึงบอกว่า จะทดลองให้ดูก็ได้ แต่ต้องให้สัญญาว่า ถ้าตนตายไปแล้ว ต้องเอาน้ำอีกบ่อหนึ่งมารดให้คืนชีวิตขึ้นใหม่ ศิษย์ก็รับคำ ฤาษีตาไฟจึงเอาน้ำในบ่อตายมาอาบ ฤาษีก็ตาย ฝ่ายศิษย์เห็นเช่นนั้นแทนที่จะทำตามสัญญา กลับวิ่งหนีเข้าเมืองไปเสีย

          กล่าวฝ่ายฤาษีตาวัว ซึ่งเคยไปมาหาสู่ฤาษีตาไฟอยู่เสมอ เมื่อเห็นฤาษีตาไฟหายไปผิดสังเกตเช่นนั้นก็ชักสงสัย จึงออกจากกุฎีมาตา ม เมื่อเดินผ่านบ่อน้ำตายเห็นน้ำในบ่อเดือด ก็รู้ว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้ว เดินต่อไปอีกก็พบซากศพของฤาษีตาไฟ

          ฤาษีตาวัวจึงตักน้ำอีกบ่อหนึ่งมาราดรด ฤาษีตาไฟก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมา แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฤาษีตาวัวฟัง และว่าจะต้องแก้แค้นศิษย์ลูกเจ้าเมือง ตลอดจนประชาชนพลเมืองทั้งหมดอีกด้วย

          ฤาษีตาวัวก็ปลอบว่า อย่าให้มันรุนแรงถึงอย่างนั้นเลย ฤาษีตาไฟก็ไม่เชื่อฟังได้เนรมิตวัวขึ้นตัวหนึ่ง เอาพิษร้ายบรรจุไว้ในท้องวัวจนเต็ม แล้วปล่อยวัวกายสิทธิ์ให้เดินขู่คำรามด้วยเสียงกึกก้ อง รอบเมืองทั้งกลางวันกลางคืน แต่เข้าเมืองไม่ได้ เพราะทหารรักษาประตูปิดประตูไว้

          พอถึงวันที่เจ็ด เจ้าเมืองเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็สั่ง ให้เปิดประตูเมือง วัวกายสิทธิ์คอยทีอยู่แล้วก็วิ่งปราดเข้าเมือง ทันทีนั้นท้องวัวก็ระเบิดออก พิษร้ายก็กระจายพุ่งออกมาทำลาย ผู้คนพลเมืองตายหมด เมืองศรีเทพก็เลยร้างมาแต่ครั้งนั้น

          ถ้าว่าตามเรื่องที่เล่ามานี้ ฤาษีตาวัวก็ดูจะใจดีกว่าฤาษีตาไฟ และคงจะเป็นด้วยฤาษีตาวัวเป็นผู้ช่วยให้ฤาษีตาไฟฟื้น คืนชีพขึ้นมานี่เองกระมัง ทางฝ่ายแพทย์แผนโบราณจึงได้ถือเป็นครู ส่วนทางฝ่ายทหารออกจะยกย่องฤาษีตาไฟ ดังมีมนต์บทหนึ่งกล่าวไว้ในตำราพิชัยสงครามว่า "ขอพระศรีสุทัศน์เข้ามาเป็นดวงใจ พระฤาษีตาไฟเข้ามาเป็นดวงตา"  ดังนี้

ส.พลายน้อย

บารมี 30 ทัศ


O ทานะปาระมี สีละปาระมี เนกขัมมะปาระมี ปัญญาปาระมี วิริยะปาระมี ขันติปาระมี สัจจะปาระมี
อธิษฐานะปาระมี เมตตาปาระมี อุเบกขาปาระมี O
O ทานะอุปปะปาระมี สีละอุปปะปาระมี เนกขัมมะอุปปะปาระมี ปัญญาอุปปะปาระมี วิริยะอุปปะปาระมี
ขันติอุปปะปาระมี สัจจะอุปปะปาระมี อธิษฐานะอุปปะปาระมี เมตตาอุปปะปาระมี อุเบกขาอุปปะปาระมี O
O ทานะปะระมัตถะปาระมี สีละปะระมัตถะปาระมี เนกขัมมะปะระมัตถะปาระมี ปัญญาปะระมัตถะปาระมี วิริยะปะระมัตถะปาระมี ขันติปะระมัตถะปาระมี สัจจะปะระมัตถะปาระมี อธิษฐานะปะระมัตถะปาระมี
เมตตาปะระมัตถะปาระมี อุเบกขาปะระมัตถะปาระมี O


อานิสงค์การสวดคาถาบารมี 30 ทัศ
สามารถเรียกทรัพย์สินเงินทองและทำให้เจริญรุ่งเรื่องในทุกๆ ด้านในสิ่งที่ดีที่งามอยู่เย็นเป็นสุขปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ขจัดปัดเป่าสัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์และสเนียดจังไรให้หมดไป เจริญด้วยอายุวรรณะ สุขะ พละ ทำลายวิชชามารและป้องกันวิชชามาร ขจัดภัยและป้องกันภัย ดับทุกข์ภิกขภัยข้าวยากหมากแพงและป้องกันทุกข์ภิกขภัยข้าวยากหมากแพง นอนหลับก็เป็นสุขตื่นก็เป็นสุข บารมี 30 ทัศ เป็นทั้งคาถา และยังเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และชื่อบารมี 30 ทัศทั้ง 30 ชื่อเป็นของวิเศษที่ประเสริฐที่สุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และยังเป็นที่มาของพระธรรมเจ้าและยังเป็นแนวทางสำหรับ ผู้ปารถนาเป็นพระพุทธ เจ้า ที่จะสร้างบารมี 30 ทัศ เพื่อบรรลุโพธิญานเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ตามพุทธประเพณี


คาถาของปู่ฤาษีตาไฟ
อ.กฤษฎา อุบาลี : เป็นผู้นำมาเผยแพร่เพื่อช่วยเหลือตถาคตเจ้าทุกๆ พระองค์ในการให้ธรรมเป็นทานตลอดไป


   ความเห็นที่ 8 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:42:46  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200066346.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ประวัติหลวงพ่ออั้น อภิปาโล

ตำนานเรื่องราวพระเกจิคณาจารย์เรืองวิทยาคมแห่งลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ปรากฏนามอย่างไม่เคยขาดสาย เป็นพระดีที่พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชาได้โดยสนิทใจ
แม้จะมีจำนวนไม่น้อย แต่พระเถราจารย์ส่วนใหญ่มรณภาพเป็นเวลานานปีทั้งสิ้น
คงเหลือเพียงแต่เกียรติคุณอันเลื่องลือที่ยังคงปรากฏเป็นที่ยอมรับนับถือตราบเท่าทุกวันนี้
หลวงพ่ออั้น อภิปาโล หรือ พระครูอุทัยธรรมสารเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้มีความเคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนธรรมและเมตตาบารมีธรรมสูง
มีคณะศิษยานุศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมไปถึงวงการนักนิยมสะสมวัตถุมงคล รู้จักในนามของพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคม แก่กล้า และพลังจิตตานุภาพ
ปัจจุบัน หลวงพ่ออั้น อภิปาโล สิริอายุ 74 พรรษา 52 เป็นเจ้าอาวาสวัดธรรมโฆษก (วัดโรงโค) ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี และเจ้าคณะตำบลน้ำซึม-ท่าซุง
หลวงพ่ออั้น เป็นฆราวาส อายุ 11 ขวบ ได้มีโอกาสเดินธุดงควัตรกับหลวงพ่อครูบาศรีวิชัย
จากเขาฆ้องชัย อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี จนถึง จ.ลำพูน รวมเวลา 3 เดือนเศษ
พร้อมศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมกับท่านด้วย และช่วงที่รับราชการตำรวจ
ได้ใช้เวลาว่างเรียนวิชาโหราศาสตร์ กับหม่อมหลวงขาบ กุญชร
และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(อยู่ ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ
พ.ศ.2501 ได้ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานกับหลวงพ่อเขียน สำนักขุนเณร จ.พิจิตร
จนกระทั่ง พ.ศ.2520 พระราชอุทัยกวี (พุฒ สุทัตโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดมณีสถิตกปิฏฐาราม (ทุ่งแก้ว)
เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี พระเถราจารย์ผู้เข้มขลังวิทยาคม ศิษย์เอกสายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
ได้เมตตาถ่ายทอดสรรพวิชา พร้อมกับนำตำราหลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี, ตำราหลวงพ่อพลอย วัดห้วยขานาง และตำราหลวงพ่อพูน วัดหนองตางู มาถ่ายทอดเพิ่มเติมอีกด้วย
หลวงพ่ออั้น เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกับหลวงปู่ตี๋ ญาณโสภโณ วัดหลวงราชาวาส เกจิดังในอดีต ได้รับกิจนิมนต์ให้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลในวัดต่างๆ มาโดยตลอด
นอกจากกิจนิมนต์ในจังหวัดอุทัยธานีแล้ว ยังได้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกที่จังหวัดภาคใต้ วัดสุทัศนเทพวราราม, วัดบวรนิเวศวิหาร, วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นประจำ

วัตถุมงคลของท่านที่จัดสร้างขึ้น ล้วนแต่ได้รับความนิยม เพราะเชื่อมีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม คงกระพัน และค้าขาย

หลวงพ่ออั้น(วัดโรงโค)
หลวงพ่ออั้นท่าอยู่วัดโรงโค จังหวัดอุทัย ท่านมีพลังจิตอันลึกซึ้งครับ สามารถอ่านใจคนได้ ดูดวง ทำนายทายทักโดยไม่ต้องดูวันเดือนปีเกิด
อ่ะเป็นไงล่ะครับ หลวงพ่อท่านมีเมตตากับชาวบ้านแถวอุทัยมากครับ หางานให้ชาวบ้านแถวนั้นทำโดยการฝึกอาชีพหมอนวดให้ชาวบ้านแถวนั้น
และได้ให้สถานที่วัดเป็นที่นวด เงินที่ได้จากการนวดนั้นท่านก็มิได้หักค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดครับ
และที่วัดท่านนั้นมีอาถรรพณ์มากครับในสมัยก่อนเป็นแหล่งประหารพวกนักโทษพวกเสือต่างที่มีอาคม แต่หลวงพ่อปราบมาหมดแล้วครับ

น้อมนบพบสุดยอดพระเกจิหลวงพ่ออั้น อภิปาโล วัดธรรมโฆษก (โรงโค)จ.อุทัยธานี สุดยอดพระเกจิพระเถราจารย์ซึ่งชาวอุทัยธานีขนานนามท่าน “พระจี้กงแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง” หรือ “หลวงพ่ออั้นเทวดา” หรือ เทวดาตาทิพย์ 
ผู้สำเร็จธาตุกสิณดินน้ำลมไฟ ตำรับหลวงปู่สุข วัดปากมะขามเฒ่า  พระเถระอาจารย์ผู้บำเพ็ญทานมหาบารมีสืบสานมหาเวทย์ “พิรุณกำบัง” และ “เทพรัญจวน” สายหลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่า เคยเป็นศิษย์ก้นกุฏิรับใช้ใต้รอยบาทพระอริยเจ้าเมืองเหนือครูบาศรีวิชัย  ติดตามธุดงค์ไปทางภาคเหนือหลายปีท่านเคยรับราชการตำรวจเป็นลูกน้องคู่ใจในการดับเสือร้ายของขุนพันธรักษ์ราชเดช  ยอดมือปราบหนังเหนียวก่อนที่จะมาอุปสมบทในปี พ.ศ. 2498
เศียรเทพรัญจวญองค์นี้ดีอย่างไร
1.เมตตามหานิยม
2.เหมาะสำหรับผู้ที่ทำอาชีพค้าขาย
3.ผู้ที่เจรจาธุรกิจ
4.ผู้ที่มีศัตรู จะกลับกลายเป็นมิตร
5.โชคลาภไม่ขาดสาย
หลวงพ่ออั้น ท่านเด่นด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดอย่างมาก เพราะวิชาที่ท่านชำนาญมากๆ ก็คือวิชาสาริกาลิ้นทอง ที่ร่ำเรียนมาจากครูบาศรีวิชัย เทพเจ้าแห่งล้านนา

   ความเห็นที่ 9 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:45:46  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200066487.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

พระหลวงปู่ทวดนวล วัดตุยง ปัตตานี สภาพเดิม ของดีราคาประถมพุทธคุณปริญญาเอก....
หลวงพ่อทวดนวล เทวธมฺโม
อดีตเจ้าอาวาส วัดมุจลินทวาปีวิหาร (ตุยง) อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

หลวงพ่อทวดนวล ท่านเป็นภิกษุที่จำพรรษาอยู่แถบจังหวัดปัตตานี เป็นสหธรรมิกร่วมสมัยเดียวกันกับ หลวงพ่อทวดหมาน วัดทรายขาว จ.ปัตตานี
ผู้เรืองวิชาอาคม มีเรื่องเล่าขานเป็นตำนานว่าหลวงพ่อทวดหมาน สมัยนั้นท่าน
ดำรงตำแหน่งพระครูธรรมประดิษฐ์ เจ้าคณะอำเภอมะกรูด ( อ.โคกโพธิ์ )
ท่านใช้มือตบต้นมะพร้าวเบาๆ ลูกมะพร้าวก็หล่นลงมา เป็นอัศจรรย์ และท่านมัก
เย้าแหย่หลวงพ่อทวดนวล เวลามาวัดตุยง ด้วยการเขย่าเสากุฏิของหลวงพ่อทวดนวล ด้านทิศตะวันตก จนกุฏิสั่นสะเทือน เป็นประจำ
หลวงพ่อทวดนวล ท่านสั่งสอนธรรมะ สืบทอดพระศาสนา ณ จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยจำพรรษาเป็นเจ้าอาวาส วัดมุจลินทวาปีวิหาร หรือวัดตุยงตามปรากฏในประวัติศาสตร์การประพาสหัวเมืองทางใต้
หลวงพ่อทวดนวลท่านเป็นเสาหลักของกองทัพธรรมในจังหวัดปัตตานี
ในสมัยนั้น ทำให้พระพุทธศาสนาเฟื่องฟูและดำรงอยู่ได้ ท่ามกลาง ชาวมุสลิมและ
คติความเชื่อของศาสนาอิสลาม
หลวงพ่อทวดนวล ท่านเป็นที่พึ่งพาของพุทธศาสนิกชนในละแวกแถบนั้น
ไม่ว่าใครจะ เจ็บไข้ได้ป่วย เกิดโรคระบาด โดนคุณถูกกระทำ ผีเข้า ลมเพลมพัด ฯลฯ
ต่างต้องมาพึ่งบารมีของหลวงพ่อทวดนวลให้ช่วยรักษา ถอดถอนของนั้นๆ ด้วยยาสมุนไพร และอาคม เสมอๆ ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในแถบนั้นอย่างมาก ไม่เว้นแม้ชาวมุสลิม ที่ท่านได้ช่วยถอนคุณไสย ( สมัยนั้นชาวมุสลิมนิยมทำร้ายศัตรูด้วยคุณไสย ) แต่ถึงกระนั้นวัดตุยงก็ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เท่ากับ ยุคของพระราชพุทธิรังษี หรือ หลวงพ่อดำ ที่ท่านได้ตั้งวัดตุยงเป็นโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร และเป็นสถานที่สอบนักธรรมของจังหวัดปัตตานี ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2480 รัชกาลปัจจุบัน
ในสมัยของหลวงพ่อดำนี้ หลวงพ่อทวดนวล ท่านก็ยังลงมาประทับทรงพระเณรในวัดตุยง เพื่อโปรดชาวบ้านและพุทธศาสนิกชนที่มีเรื่องทุกข์ร้อน
ครั้งหนึ่งพระมหาสุข กำลังเดินทางมาจากกรุงเทพ ด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศ เพื่อย้ายมาจำพรรษา ณ วัดตุยง แต่เครื่องยนต์เกิดดับขณะบินอยู่บนท้องฟ้า พระมหาสุข จึงอธิฐานจิต ถึงหลวงพ่อทวดนวล ว่าหากตนยังมีคุณค่ากับพระศาสนา ขอให้ปลอดภัยเถิด เป็นอัศจรรย์ที่แม้เครื่องยนต์จะดับ แต่เครื่องบินยังคงทรงตัวต่อไปในอากาศ จนถึงที่หมายสนามบิน บ่อทอง จ.ปัตตานี อย่างปลอดภัย เช้าวันนั้นหลวงพ่อทวดนวล ท่านลงทรงมาพบปะชาวบ้าน ท่านเปรยว่า “ วันนี้เราไปแบกแมลงภู่เหล็ก ช่วยลูกท่านดำมา” สร้างความงุนงงแก่ช้าวบ้าน จนช่วงเย็นพระมหาสุขเดินทางมาถึงวัดตุยง จึงคลายสงสัย ว่าแมลงภู่เหล็ก นั้นคือ เครื่องบิน และ ลูกหลวงพ่อดำ ก็คือ พระมหาสุข นั่นเอง
พระมหาสุข รูปนี้ต่อมาท่านเป็นศิษย์และเป็นเจ้าอาวาสวัดตุยง ต่อจากหลวงพ่อดำ
สมณศักดิ์ที่ พระสิทธิการมุนี ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่พระศาสนาอย่างมากมาย จวบจนท่านมรณะภาพ ท่านเป็นที่รักและเคารพของชาวปัตตานี จนมาถึงปัด้วยบารมี ของหลวงพ่อทวดนวล เทวธมฺโม วัดมุจลินทวาปีวิหาร(ตุยง)
พระราชพุทธิรังษี (หลวงพ่อดำ) และพุทธศาสนิชนจังหวัดปัตตานี ได้ร่วมกันสร้าง
พระเครื่องหลวงพ่อทวดนวล ขึ้นในปี พ.ศ.2505 ถึง พ.ศ.2507

ประกอบด้วยพิมพ์พระ 5 พิมพ์ ดังนี้
1. พิมพ์ซุ้มเรือนแก้ว
2. พิมพ์ใหญ่
3. พิมพ์ขาโต๊ะ
4. พิมพ์กลาง
5. พิมพ์เล็ก


มวลสารในการสร้างพระหลวงพ่อทวดนวล
ประกอบด้วย

ว่านศักดิ์สิทธิ์ 108 ชนิด ผงพุทธคุณผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงตรีนิสิงเห
และผงแก่นไม้ขนุนที่กลายเป็นหิน ที่หลวงพ่อดำ ท่านเก็บรักษาเอาไว้
และปลุกเสกอยู่นานหลายปี ที่เลือกแก่นขนุนเป็นส่วนประกอบเพราะ “ขนุน”
เป็นไม้มงคล ให้ผลทางการช่วย “หนุน” ดวงชะตา และช่วย “เกื้อหนุน”
ในยามตกทุกข์

พระเครื่องหลวงพ่อทวดนวล วัดตุยง จึงมีอานุภาพมาก ในทางคงกระพัน
แคล้วคลาด ปลอดภัยในการเดินทาง ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ และช่วยหนุนนำ ผู้มีเคราะห์ ให้พ้นจากทุกข์โศก ตลอดจนมีโชคมีลาภ เป็นโภคทรัพย์

พระเครื่อง เป็นสิ่งเตือนใจ ให้ระลึกถึง พุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ
ประกอบแต่สิ่งดีงาม มีสัมมาอาชีวะ ให้ธรรมะเป็นเครื่องหนุนนำสังคม จจุบัน

หลวงปู่ทวดนวล แห่งวัดตุยง ท่านเป็นพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่ชาวใต้ให้ความเคารพนับถือมากไม่แพ้ หลวงปู่ทวดปู่ หลวงปุ่ทวดสี  หลวงปู่ทวดทอง และหลวงปู่ทวดจันทร์แห่ง วัดช้างให้ หลวงปู่ทวดนวลเคยแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นที่ประจักษ์เมื่อปีพ.ศ.2503โดยได้เข้าประทับทรงเณรในวัด บอกให้หลวงพ่อดำ สุนันโท จัดสร้างพระเครื่องรูปองค์ท่านเพื่อให้คนรุ่นหลังได้นำไว้บูชาปกป้องคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ.2505 จึงได้มีการจัดสร้าง ลป.ทวดนวลขึ้นมีการรวบรวมว่านยาและสมุนไพรได้มากมายถึง 120 ชนิด
โดยที่หลวงพ่อดำได้วางแผนการจัดสร้างพระรุ่นนี้ไว้ถึง3ปีเต็มในด้านพิธีการปลุกเศกก็ถือว่าสมบูรณ์ตามแบบฉบับโบราณทุกประการ หลวงพ่อดำท่านได้นิมนต์เกจิอาจารย์ที่มีวิชาอาคมแก่กล้ามาร่วมปลุกเศกถึง  200 องค์พระเกจิรูปหนึ่งที่มีส่วนสำคัญ
ในการสร้างพระชุดนี้จนถึงขั้นตอนการปลุกเศกก็คือ ลป.ทิม วัดช้างให้ อีกทั้งยังได้เชิญดวงวิญญาณ ลป.ทวด มาเป็นประธานเช่นเดียวกับหลวงปู่ทวดรุ่นแรกของวัดช้างให้ทุกประการ โดยจัดสร้างขึ้นทั้งหมด 4 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่ กลาง เล็กและพิมพ์แจกกรรมการโดยด้านหลังจะยันต์ประทับอยู่ทุกองค์หลวงปุ่ทวดรุ่นนี้จึงเชื่อขนมกินได้
ในเรื่องพุทธานุภาพและพลังแห่งพุทธคุณ สามารถแขวนเดี่ยวได้อย่างสบาย อีกทั้งสนนราคาก็ยังไม่แพงมากโดยเฉพาะพิมพ์เล็ก องค์ที่นำมาโชว์นี้เป็นพิมพ์ใหญ่นิยมหลังยันต์สาม สภาพสวยสมบูรณ์ทุกจุดไม่มีที่ติเลย ถ้าท่านมีโอกาสควรจะรีบเก็บเสียแต่ตอนนี้ก่อนที่ราคาจะแพงจนเกินเอื้อมถึงเหมือนหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี
   ความเห็นที่ 10 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:48:07  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200066773.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

          หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว วัดเขาแหลม สระแก้ว คือเกจิอาจาย์ที่มีอาคมเก่งกล้า มีเขี้ยวแก้วอยู่กลางเพดานปาก เครื่องรางของขลังของหลวงปู่กาหลงได้รับยอมรับว่ามีความศักด์สิทธิ์มาก  เช่น พระกริ่งเขี้ยวแก้ว รูปหล่อหลวงปู่กาหลง ตะกรุดนารายณ์ เหรียญพระนารายณ์ทรงครุฑ พระปิดตานะทรหด คชสิงห์หลวงพ่อกาหลง  ฯลฯ


ประวัติหลวงปู่กาหลง

          หลวงปู่กาหลง เตชวัณโณ วัดเขาแหลม ตำบลวังทอง อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว พระเถราจารย์ผู้มีฤทธิ์อำนาจวาจาประกาศิตด้วยเขี้ยวแก้วกลางเพดานปาก  พระเถราจารย์ที่มีบุญอำนาจวาสนา อาคมแก่กล้า ความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์

          พระผู้มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัด 1 ปีสรงน้ำ 1 ครั้ง หลวงปู่กาหลงท่านเล่าว่าเคยสิ้นลมหายใจมรณภาพมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยท้าววิษณุกรรมมารับ แต่โบสถ์วัดเขาแหลมหลังที่ 9 ยังสร้างไม่เสร็จจึงต่ออายุขัยให้

          ของ ๆ ฉัน ๆ ตั้งใจทำมากับมือต่อไปจะมีค่ายิ่งกว่าทองคำจะหายากยิ่งกว่าเพชร ถ้าฉันไม่แน่จริงคงสร้างโบสถ์ได้ไม่ถึง 8 หลัง หรอก"  "ฉันทำเครื่องรางของขลังมาตั้งแต่ปี 2485 แต่ไม่เคยประกาศให้ใครรู้มีแต่บอกต่อกัน  ถ้าไม่แน่จริงฉันคงสร้างโบสถ์ได้ไม่ถึง 8 หลังหรอก  ขณะนี้กำลังสร้างหลังที่ 9"  "วัตถุมงคลทุกอย่างที่ฉันสร้างจะไม่มีวัดเสื่อม"  ส่วนหนึ่งในคำพูดของเกจิอาจารย์หนึ่งในมหาพิธี 25 พุทธศตวรรษปี 2500

          “เขี้ยวแก้ว“ นับว่าเป็นของกายสิทธิ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเฉพาะผู้มีบุญวาสนาบารมีสูงเท่านั้นและยังสามารถงอกสูงขึ้นและหดเข้าไปได้ด้วยแรงอธิษฐานของท่าน ซึ่งเขี้ยวแก้วนี้มีมาแต่เกิด  เมื่อครั้งยังเด็กที่ปลายเขี้ยวมีลักษณะคล้ายรูปองค์พระนั่งสมาธิ  แต่เมื่อท่านคิดว่าเป็นถึงรูปองค์พระไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในปากเพราะต้องใช้ฟันบดเคี้ยวอาหาร  จึงตั้งจิตอธิษฐานให้หลุดหายไปคงเหลือแต่เขี้ยวแก้วเสมือนหนุมานทหารเอกพระรามที่พระอิศวรได้ประทานกุณฑลขนเพชรเขี้ยวแก้วให้เป็นของวิเศษกายสิทธิ์เพื่อต่อสู้กับศัตรู 

          หลวงปู่กาหลวง ถือเพศพรหมจรรย์อุปสมบทตั้งแต่อายุ 20 ปี เป็นเวลากว่า 69 พรรษาในร่มกาสาวพัตร์ จึงได้มีโอกาสศึกษาวิชาอาคมปฏิบัติพระกัมมัฎฐานกับครูบาอาจารย์หลายท่าน เช่น หลวงพ่อเนียม วัดนาบุญ ปทุมธานี  หลวงปู่ช้าง วัดเขียนเขต  ปทุมธานี  หลวงปู่ด๊วด วัดกลางคลอง 4 ปทุมธานี  หลวงปู่ทา วัดพะเนียงแตก นครปฐม  หลวงพ่อแข่ม วัดตาก้อง นครปฐม  หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก  อยุธยา  หลวงพ่อทองศุข  วัดโตนดหลวง  เพชรบุรี  หลวงปู่จันทร์  วัดนางหนู ลพบุรี  เจ้าคุณพระอินทสมาจารย์ (เงิน)  วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ  เจ้าคุณพระราชมงคลมุนี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ และศึกษาสายวิชาหลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่า 

          นับว่าหลวงปู่กาหลง เป็นเกจิอาจารย์รุ่นเก่าที่เก่งกาจมานานเคยเข้าร่วมพิธีปลุกเสกครั้งยิ่งใหญ่ พิธี 25 พุทธศตวรรษ ณ สนามหลวง และพระวิหารหลวง วัดสุทัศน์ อีกทั้งยังสร้างผลงานฝากไว้ใน พุทธศาสนาโดยสร้างโบสถ์ไว้ถึง 8 หลัง 8 วัด  เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบมีอาคม แก่กล้ามีอำนาจวาสนาบารมี ความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ประกอบด้วยคุณงามความดีเป็นเนื้อนาบุญแห่งพุทธศาสนาเป็นรอยอริยะที่ผู้มีไว้ครอบครองควรพิจารณาระลึกถึงความดี  เดินตามรอยเส้นทางความถูกต้อง  มีคุณธรรม ยึดมั่นในศีลในธรรมตามแบบอย่างท่านสืบไป   
   ความเห็นที่ 11 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:52:53  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200067157.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

หากเอ่ยถึง "พระพิราพ" เชื่อว่าคงมีไม่มากคนนักที่จะคุ้นเคยกับชื่อนี้...

แต่กับคนในวงการนาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์แล้ว ชื่อ "พระพิราพ" ถือเป็นชื่อที่มีความสำคัญ เป็นที่เคารพบูชาอย่างสูง และถือเป็นครูคนหนึ่ง ซึ่งคนที่ได้มีโอกาสไปชมการแสดงละคร ในโรงละครแห่งชาติ หรือเคยร่วมในพิธีครอบครูก็คงจะได้เห็นว่า ก่อนที่จะแสดงนั้นจะต้องมีการบูชาครู ซึ่งก็จะมีทั้งพระพิฆเนศ พระฤาษี พระปรคนธรรพ และครูท่านอื่นๆ อีกมาก รวมไปถึง "พระพิราพ" ซึ่งอยู่ในรูปของหัวโขนให้บรรดาศิษย์ได้เคารพกัน

"พระพิราพ" เป็นใคร มาจากไหน และเหตุใดจึงมีความสำคัญต่อวงการนาฏศิลป์และดนตรี?? ตรงนี้มีคำตอบว่า พระพิราพ คือปางหนึ่งของพระศิวะ เป็นปางที่ดุร้าย เหมือนกับพระอุมาที่มีปางเจ้าแม่กาลี พระพิราพถือเป็นเทพเจ้าแห่งความตายและสงคราม แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นผู้ให้ชีวิตและปัดเป่าโรคภัยได้

ส่วนเหตุที่ว่า ทำไมจึงนับถือพระพิราพว่าเป็นครูในวงการนาฏศิลป์และดนตรีนั้น เริ่มมาจากในประเทศอินเดีย ซึ่งถือว่าพระพิราพ หรือพระไภรวะนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับนาฏศิลป์ เพราะท่านเป็นผู้ให้กำเนิดท่ารำที่เรียกว่า "วิจิตรตาณฑวะ" ซึ่งเป็นท่ารำท่าหนึ่งใน 108 ท่ารำของพระศิวะ ดังนั้นจึงถือว่าท่านเป็น "นาฏราช" ที่หมู่นาฏศิลป์อินเดียให้ความเคารพเกรงกลัว เพราะถือเป็นเทพที่บันดาลความเป็นความตายได้
ส่วนในประเทศไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลหลายๆ อย่างมาจากประเทศอินเดียนั้น ก็ได้มีการนับถือพระพิราพกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีหลักฐานแน่ชัดในสมัยรัชกาลที่ 4 ในตำราไหว้ครูฉบับของครูเกษ (พระราม) ซึ่งมี เพลงหน้าพาทย์พระพิราพเต็มองค์ที่ใช้ประกอบพิธีไหว้ครู เพลงหน้าพาทย์พระพิราพเต็มองค์นี้ถือว่าเป็นเพลงที่มีความสำคัญมาก เพราะผู้ที่จะเรียนได้ จะต้องผ่านการเรียนหน้าพาทย์ชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง รวมทั้งต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นไป และผ่านการอุปสมบทมาแล้วด้วย

นอกจากเพลงพระพิราพแล้ว ก็ยังมีการรำพระพิราพเต็มองค์ ซึ่งพระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 และสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งเพลงและท่ารำพระพิราพเต็มองค์นี้ ถือเป็นการบรรเลงและร่ายรำประกอบอากัปกิริยาของพระพิราพ ซึ่งเป็นอสูรเทพ เป็นภาคที่ดุร้ายของพระศิวะ ไม่ใช่เป็นเพียงอสูรธรรมดาๆ แต่ถือเป็นเทพ ดังนั้น เพลงหน้าพาทย์และท่ารำพระพิราพเต็มองค์นี้ จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สูงสุดในวงการดนตรีและนาฏศิลป์ จะแสดงเฉพาะในงานสำคัญๆ เท่านั้น
   ความเห็นที่ 12 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 22:59:17  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200067682.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

พล.ต.ต.ขุนพันธ์ปลุกเสก รุ่นแรก พระเทพนิมิตร ปี2497
สุดยอดมวลสาร วัตถุมงคลเขาอ้อ 2497
พระเครื่องจากวัดพระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช รุ่นที่สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2497 มวลสารที่รวบรวมมามีพระกรุสุดยอดพระเครื่อง จากทั่วประเทศ มาดำเนินการสร้างได้พระกรุมากว่า 108 กรุ ว่านยาอีก 108 ชนิด รวมทั้งผงวิเศษ อีกมากมายการประกอบพิธีพุทธาภิเษก จัดให้มีขึ้นตลอดพรรษา ณ วิหารวัดพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช โดยนิมนต์พระเถราจารย์ ผู้เรืองเวทวิทยาคม 108 รูป มาร่วมประกอบพิธี การปลุกเสกเน้นเด่นเฉพาะทาง แบ่งออกเป็นช่วง ช่วงละ 7 วัน เช่น ปลุกเสกเน้นด้านคงกระพันชาตรี 7 วัน มหาอุด 7 วัน ป้องกันสัตว์ร้ายและโจรร้าย 7 วัน ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและภูตผีปีศาจ 7 วัน เมตตามหานิยม 7 วัน เนรมิตกายกำราบศัตรูให้เห็นเราคนเดียวเป็นหลายคน ดังนี้เป็นต้น
รายนามพระเกจิที่ร่วมปลุกเสก หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน จันดี, หลวงพ่อโอภาสี บางมด ธนบุรี,หลวงพ่อเขียว วัดหรงบน , หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำ ปากพนัง, หลวงพ่อแดง วัดโท ท่าศาลา, หลวงพ่อคลิ้ง วัดถลุงทอง ร่อนพิบูลย์, หลวงพ่อแดง วัดเขาหลัก ทุ่งใหญ่, หลวงพ่อตุด วัดทุ่งกง กระบี่, หลวงพ่อวัน มะนะโส วัดประสิทธิชัย, หลวงพ่อแสง วัดคลองน้ำเจ็ด ตรัง, หลวงพ่อปาล วัดเขาอ้อ, หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน, หลวงพ่อดิษฐ์ วัดปากสระ. หลวงพ่อเจ็ก วัดเขาแดงตะวันตก, หลวงพ่อหมุน วัดเขาแดง ตะวันวันออก พัทลุง, หลวงพ่อพัว วัดเขาราหู (วัดบางเดือน). หลวงพ่อแดง วัดคลองไทร, หลวงพ่อวิรัช วัดกะเปา คีรีรัฐนิคม สุราษฎร์ธานี, หลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อน, หลวงพ่อสงฆ์ วัดศาลาลอย, หลวงพ่อจีด วัดถ้ำเขาพลู, หลวงพ่อรุ่ง วัดบางแหวน ชุมพร, หลวงพ่อท้วม วัดเขาโบสถ์ บางสะพาน, หลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก ประจวบคีรีขันธ์, หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง เพชรบุรี, หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม, หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม นครปฐม ฯลฯ อาจารย์ที่เป็นฆราวาสได้แก่ อจ.ชุม ไชยคีรี,อจ.นำ แก้วจันทร์,พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ ราชเดช ฯลฯ
   ความเห็นที่ 13 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 23:08:02  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200068287.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

หลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง ประวัติหลวงพ่อตาบ อตตฺกาโม วัดมะขามเรียง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี
กำเนิด
พระครูเวชคามคณารักษ์ (ตาบ อตตฺกาโม) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๔ ตรงกับแรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีกุน ณ บ้านบ่อกระโดน ต.ไผ่ขวาง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ได้นามว่า "ตาบ" ในสกุล "คชรินทร์" บิดาชื่อ "โป๋" มารดาชื่อ "ฟัก" หลวงพ่อตาบเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัว
การศึกษา
เมื่อหลวงพ่อเจริญวัยได้พอสมควรก็ได้ศึกษาหาความรู้พื้นฐานด้านภาษาไทยกับบิดา จนสามารถอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่เยาว์วัย จนมีอายุได้ ๙ ปี (ใน พ.ศ. ๒๔๖๒) บิดาจึงได้พาไปเข้าเรียนชั้นประถมที่ รร.วัดศักดิ์ อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา และเป็นเด็กวัดอยู่กับพระที่วัดศักดิ์ จนถึงอายุ ๑๒ ปี จบชั้นประถมปีที่ ๓ ก็กลับมาช่วยบิดา-มารดาทำงาน ในระหว่างช่วงนี้เองที่หลวงพ่อได้รับความรู้อักขระวิธีด้านเลขยันต์ และเวทมนต์พุทธาคมจาก "คุณตาแจ้ง" ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นเยี่ยม ทำให้มีความปรีชาสามารถในด้านพุทธาคมมาแต่เยาว์วัย
อุปสมบท
เมื่อหลวงพ่อตาบอายุครบ ๒๑ ปี บิดา-มารดา จึงได้พาเข้ารับการอุปสมบท ตามแบบอย่างประเพณีของคนไทย เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๗๖ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ณ พัทธสีมาวัดมะขามเรียง โดยมีพระครูศรีคณาภิบาล (โฉม) วัดดอนพุด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแซ วัดบ้านร่อมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการปลั่ง วัดมะขามเรียง พระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาในเพศบรรพชิตว่า "อตตฺกาโม" หลังจากอุปสมบทแล้วก็จำพรรษาอยู่ ณ วัดมะขามเรียง
หลังจากอุปสมบทแล้วหลวงพ่อได้คำนึงถึงชีวิตที่ผ่านมา และค้นคว้าศึกษาธรรมทำให้พิจารณาได้เข้าใจกฎเกณฑ์ของชีวิต ธรรมชาติและธรรมของพุทธองค์ได้แจ่มแจ้งซาบซึ้งจึงตั้งอธิษฐานจิตว่าจะครองเพศพรหมจรรย์ตลอดชีวิต เมื่อตั้งใจได้ตั้งแต่พรรษาแรก หลวงพ่อจึงพยายามศึกษาค้นคว้าด้านปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมตรี ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ นักธรรมโท ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ และนักธรรมเอก ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ เรียกได้ว่าท่านศึกษาได้แตกฉานอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้หลวงพ่อยังได้ศึกษาวิชานักเทศนืกับครูพรหม แห่งวัดสามง่าม จนสามารถเทศน์ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะการเทศน์มหาชาติ "กัณฑ์มหาราช" ชื่อเสียงของหลวงพ่อโด่งดังมาก ด้วยน้ำเสียงและลีลาการเทศน์ ทั้งท่วงทำนองไม่ว่าจะแบบ "ลมพัดชายเขา" หรือ "คลื่นกระทบฝั่ง" หลังจากนั้นหลวงพ่อได้หันไปศึกษาทางด้านวิปัสสนากรรมฐานกับพระธรรมธีรราชมหามุณี (โชดก ญาณสิทธิ) วัดมหาธาตุ กทม. เมื่อปี ๒๔๙๗ เมื่อเข้าใจและชำนาญดีแล้ว จึงจัดตั้งเป็นสำนักปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานวัดมะขามเรียง และชวนญาติโยมที่สนใจมาฝึกปฎิบัติกับหลวงพ่อมากมาย
สมณศักดิ์
• พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
• พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่ "พระครูอัตถจริยานุกูล"
• พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทในราชทินนามเดิม
• พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกในราชทินนามเดิม
• พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูเจ้าคณะอำเภอบ้านหมอ ที่ "พระครูเวชคามคณารักษ์"
ผลงาน
• การเทศน์ อบรมชาวบ้าน เป็นพระอุปัชฌาย์ และเป็นพระนักพัฒนา
• พัฒนาด้านถาวรวัตถุของวัด เช่น โบถส์ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ หอระฆัง
• ร่วมพัฒนาชุมชนประจำ อ.บ้านหมอ จัดอบรมเยาชนในท้องถิ่น และตำบลไกล้เคียงให้เป็นพลเมืองดี (กระผมได้เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย)
• จัดตั้งหน่วย อ.ป.ต. วัดมะขามเรียง โดย หลวงพ่อรับเป็นประธานบริหารงานจนก้าวหน้า
• ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานหน่วยพิเศษรับสมทบทุนร่วมถวายความจงรักภักดีของพสกนิกร ณ ที่ตั้งหน่วย อ.ป.ต. จนได้รับตราตั้งเป็นกรณีพิเศษ
• ได้ร่วมหน่วยพัฒนาชุมชน ทำการบรรพชาสมเณรภาคฤดูร้อนจำนวน ๔๕ รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา (กระผมบวชเณรในโครงการนี้ด้วย)
• อบรมกิริยามารยาทให้เยาวชน นักเรียน ๑๕ วันต่อ ๑ ครั้งในระหว่างเปิดเรียน
• จัดตั้งกองทุนศึกษาสงเคราะห์ประเภทชั้นประถมฯ ให้แก่เยาวชนในวัยเรียน
• จัดตั้งมูลนิธิ "อัตถจริยานุกูล" เพื่อการศึกษาของโรงเรียนวัดมะขามเรียง
• ให้การสนับสนุนกิจการของสถานีอนามัยประจำตำบล และตู้ยาประจำหน่วย
พุทธาคมของหลวงพ่อ
ในเยาว์วัยหลวงพ่อได้รับความรู้อักขระวิธีด้านเลขยันต์ และเวทมนต์พุทธาคมจาก "คุณตาแจ้ง" ครั้นเมื่ออุปสมบทหลวงพ่อเริ่มศึกษาทางธรรมตลอดจนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นรากฐานทางด้านพลังจิต นอกจากนั้นแล้วท่านยังได้ศึกษากับเกจิอาจารย์ดังในครั้งอดีตอีกหลายรูป คือ
• พระครูประสาธาน์วิทยาคม (หลวงพ่อนอ) วัดกลาง อ.ท่าเรือ ซึ่งเป็นน้าชาย ผู้กระฉ่อนชื่อด้านตะกรุดหน้าผากเสือ
• หลวงพ่อพิณ วัดมะขามโพลง
• หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์
• หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ดูเหมือนท่านจะสนิทสนมกันเพราะเคยเดินทางไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ได้สนทนาธรรมและวิชาความรู้ต่างๆ มามากมาย
วัตถุมงคลของหลวงพ่อตาบ
วัตถุมงคลของหลวงพ่อตาบนั้นดูเหมือนจะมีมากมายหลายสิ่ง หลายอย่าง หลายชนิด หลายแบบ หลายรุ่น แต่เป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะแสวงหาให้ได้ครบ เพราะผู้ที่ได้ไปต่างหวงแหน และได้รับประสบการณ์ในทางต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดผลดีแก่ผู้บูชาสักการะ นับว่าความเข้มขลังจากกฤตยาคมอันกล้าแกร่งของหล่องพ่อนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก วัตถุมงคลของหลวงพ่อตาบถึง พ.ศ. ๒๕๓๒ จำแนกเป็นประเภทไว้คร่าวๆ ดังนี้
• ตะกรุดโทน
• ตะกรุดสามพี่น้อง
• ตะกรุดนวะโลกุตระ (๙ ดอก)
• ตะกรุดหน้าผากเสือ
• เหรียญ
• พระชัยวัฒน์
• พระกริ่งเวชคาม
• รูปเหมือนกริ่ง
• แหวน
• รูปหล่อหลวงพ่อแบบบูชา (นั่ง-ยืน)
• มีดหมอ
• พระผงปิดตา
• พระผงรูปหลวงพ่อปิดตา
• พระผงรูปหลวงพ่อ

ไม่มีพระจำหน่ายนะ มีแต่ประวัติหลวงพ่อตาบ อตตฺกาโม วัดมะขามเรียง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี เท่านั้น
   ความเห็นที่ 14 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 11 - ม.ค. - 51  เวลา 23:18:07  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200152808.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ประวัติของท่านท้าวเวสสุวรรณโณ (กุเวร)
ท่านท้าวเวสสุวรรณ ๑ใน ๔ ท้าวจตุโลกบาล โดยมีท้าวธตรฐดูแลพื้นที่อยู่ทางทิศตะวันออก ท้าววิรุฬหกดูแลรักษาพื้นที่อยู่ทางทิศใต้ ท้าววิรูปักข์ดูแลรักษาพื้นที่อยู่ทิศตะวันตก และท้าวเวสสุวรรณรักษาพื้นที่อยู่ทางทิศเหนือ โดยทั้ง ๔ ท่านมีหน้าที่แบ่งกันปกครองทั้งเหล่าคนธรรพ์ กินรี กินนร กุมภัณฑ์ นาค เทวดา และยักษ์ อยู่บนสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา ในส่วนของท้าวเวสสุวรรณ ท่านจะปกครองเหล่าอสูร และยักษ์ ตลอดจนภูติผีปีศาจทั้งหลาย ตามตำนานกล่าวว่าเริ่มแรก ท่านท้าวเวสสุวรรณปกครองอยู่ เมืองลงกา ต่อมาได้ถูกทศกัณฑ์มายึด และขับไล่ให้ท่านไปอยู่ที่อื่นพร้อมทั้งแย่งบุษบก ( ของวิเศษที่พระพรหมมอบให้ ) ไปครอบครองอีก ท้าวเวสสุวรรณจึงได้มาสร้างเมืองใหม่อยู่บนสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา โดยท่านมีหน้าที่ดูแล ปกครองเหล่าอสูร ยักษ์ ตลอดจนเหล่าภูติผีปีศาจทั้งหมด และยังเป็นเจ้าบัญชีพระกาฬใหญ่ ท่านท้าวเวสสุวรรณท่านเป็นยักษ์ที่ใจบุญ อีกทั้งยังให้ความเคารพนับถือในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ในสมัยพุทธกาล กล่าวว่ามีพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ที่ออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร เพื่อแสวงหาโมกขธรรม มีพระภิกษุสงฆ์บางรูปที่ยังไม่ได้สำเร็จอภิญญา มักจะโดนบรรดาภูติผีปีศาจ หลอกหลอนไม่เป็นอันได้ปฏิบัติกิจของสงฆ์ คือการเจริญสมาธิกรรมฐาน เพื่อชำระจิตใจให้สงบได้อย่างเต็มที่ ท่านท้าวเวสสุวรรณ ได้เสด็จลงมาจากเทวโลก เพื่อมากราบนมัสการ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งถวายมนต์
“ภาณยักษ์” ให้ไว้ เพื่อเป็นมนต์ป้องกันเวลาพระภิกษุ สามเณร ที่ออกเดินธุดงค์ตามป่าเขา ถูกบรรดา ภูติผี ปีศาจ ยักษ์ เทวดา ที่เป็นมัจฉาทิฐิ หลอกหลอน ซึ่งมนต์ “ภาณยักษ์” บทนี้ยังนำมาใช้สวดกันอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ โดยการสวดมนต์ “ภาณยักษ์” บทนี้มักจะทำเป็นพิธีการยิ่งใหญ่ ทุกวัดมักจะจัดให้มีการสวด “ภาณยักษ์” นี้ขึ้น เชื่อกันว่าใครที่ถูกคุณ ถูกของ หรือโดนผีเข้า เจ้าสิง เมื่อเข้าไปในบริเวณพิธีสวด “ภาณยักษ์” สิ่งอัปมงคลต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวก็จะหมดไปด้วย มนต์ภาณยักษ์ อันวิเศษบทนี้ และนอกจากนี้
ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย สัญญลักษณ์แห่งมหาเศรษฐี ในหนังสือเทวกำเนิดของพระยาสัจจาภิรมย์ ระบุชื่อท้าวเวสสุวรรณ ล้วนมุ่งหมายทางมหาเศรษฐีมั่งมีทรัพย์ อาทิ ท้าวรัตนครรถ (ผู้มีเพชรเต็มพุง) ท้าวกุเวรธนบดี (ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์) ท้าวธเนศวร (เจ้าทรัพย์) องค์อิฉาวสุ (ผู้มั่งมีได้ตามใจ) ท้าวเวสสุวรรณ (ยิ่งด้วยทอง) แม้แต่ชาวจีนก็ยกย่ององค์ท้าวเวสสุวรรณว่า เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภและความร่ำรวยในนาม “องค์ไฉ่ซิงเอี้ย” ซึ่งมีบูชากันทุกบ้านร่ำรวยทุกคน ขับไล่ภูติผีปีศาจ วิญญาณร้าย
แก้เสนียด อัปมงคลคุณไสยต่างๆ หากท่านผู้ใดบูชาท่านท้าวเวสสุวรรณ ด้วยความเคารพศรัทธา จงเชื่อได้เลยว่าท่านจะประสบแต่ความโชคดี มีทรัพย์ ตลอดจนพ้นภัยจากบรรดาภูติผีปีศาจทั้งหลายในคัมภีร์โบราณ ได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา ให้บูชารูปท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร
ในวันขึ้น หรือ แรม 15 ค่ำ
จุดธูป 9 ดอก ถวายดอกกุหลาบแดง 9 ดอก ตั้งนะโม ๓ จบ ก่อน
อิติปิโสภะคะวา  ยมมะราชาโน  ท้าวเวสสุวรรณโณ
มรณังสุขัง  อะหังสุคะโต  นะโมพุทธายะ
ท้าวเวสสุวรรณโณ จตุมหาราชิกา  ยักขะพันตา ภัทภูริโต
เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ  นะโมพุทธายะ 
                                    9จบ

   ความเห็นที่ 15 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 12 - ม.ค. - 51  เวลา 22:46:48  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200236989.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

.....หากต้องการดูภาพวัตถุมงคล ของเกจิวัดต่างๆคลิ๊กด้านล่างค่ะ.....


http://www.amulet2u.com/board/q_view.php?c_id=6&q_id=13315


หากท่านสนใจรายการใดกรุณาติดต่อที่ คุณ ณัฐฑิชา โทร. 0873366352 เบอร์เดียวเท่านั้นนะคะ
ติดตอบสอบถาม...รับรองราคาไม่แพงอย่างที่คิด... (ทุกชิ้นรับประกันความสวย)
สนใจดูรายการวัตถุมงคลเชินทางด้านนี้คะ....

โอนเงินเข้าบัญชี
ฐิติยา นิธิยานนทกิจ
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยจรัลสนิทวงศ์ 13
ประเภทบัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 119-2-238-028
[ค่าจัดส่ง EMS 50 บาท]
onoy@sanook.com

   ความเห็นที่ 16 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 13 - ม.ค. - 51  เวลา 22:09:49  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอบคุณครับ
   ความเห็นที่ 17 โดยคุณ : Monthiarn วันที่ : 15 - ม.ค. - 51  เวลา 08:54:30  ,ip :210.86.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200502335.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

วัตถุมงคล หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว

พระเถราจารย์ผู้มีฤทธิ์อำนาจวาจาประกาศิตด้วยเขี้ยวแก้วกลางเพดานปาก พระเถราจารย์ที่มีบุญอำนาจวาสนา
อาคมแก่กล้า ความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ วัดเขาแหลม อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว

" ของ ๆ ฉัน ๆ ตั้งใจทำมากับมือต่อไปจะมีค่ายิ่งกว่าทองคำจะหายากยิ่งกว่าเพชร
ถ้าฉันไม่แน่จริงคงสร้างโบสถ์ได้ไม่ถึง 8 หลัง หรอก" "ฉันทำเครื่องรางของขลังมาตั้งแต่ปี 2485
แต่ไม่เคยประกาศให้ใครรู้มีแต่บอกต่อกัน ถ้าไม่แน่จริงฉันคงสร้างโบสถ์ได้ไม่ถึง
8 หลังหรอก ขณะนี้กำลังสร้างหลังที่ 9" "วัตถุมงคลทุกอย่างที่ฉันสร้างจะไม่มีวัดเสื่อม "
ส่วนหนึ่งในคำพูดของเกจิอาจารย์หนึ่งในมหาพิธี 25 พุทธศตวรรษปี 2500
   ความเห็นที่ 18 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 16 - ม.ค. - 51  เวลา 23:52:15  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200502532.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

พญาคชสีห์บรรลือสีหนาท
สัตว์จตุบาทผู้ยิ่งใหญ่แห่งป่าหิมพานต์และพละกำลังจัดสร้างตามตำราพิชัยสงครามเวลาร้องจะคำราม
และยื่นพยศ ตบะเดชะ เด่นทางอำนาจวาสนาบารมี แคล้วคลาด คงกระพันชาตรีเป็นเลิศ ซึ่งเรื่องดังกล่าวลูกศิษย์ทราบดีว่ามี
ประสบการณ์แล้ว หลายท่านหรือจะเข้าสู้คดีในชั้นโรงศาล หรือทวงหนี้สิน หากเข้าป่าที่มีสัตว์ดุร้ายก็ไม่กล้าที่จะทำอันตราย
โลหะมวลสารที่นำมาจัดสร้างประกอบด้วย โลหะอาถรรพณ์ที่ขุดได้จากซากปราสาทขอมโดยเน้นโลหะ
ที่เกี่ยวกับเสียง คือ ฆ้องชัย กลองมโหรทึกสัมฤทธิ์ ลูกกระพรวนขอม สังข์เป่าแตรสัมฤทธิ์ ระฆังสัมฤทธิ์และคันฉ่องสัมฤทธิ์นำมาหล่อกับชนวนเก่าๆ ที่เคยใช้หล่อวัตถุมงคลของ หลวงปู่กาหลงทุกรุ่น ดังนั้น พญาคชสีห์นี้จะมีลักษณะที่แปลกกว่าโลหะอื่น คือจะมีโลหะอยู่หลายสีที่สำคัญจะแข็งแรงมากเป็นพิเศษกว่าโลหะทองเหลือง ทองแดงทั่วไป

.....หากต้องการดูภาพวัตถุมงคล ของเกจิวัดต่างๆคลิ๊กด้านล่างค่ะ.....


http://www.amulet2u.com/board/q_view.php?c_id=6&q_id=13315


หากท่านสนใจรายการใดกรุณาติดต่อที่ คุณ ณัฐฑิชา โทร. 0873366352 เบอร์เดียวเท่านั้นนะคะ
ติดตอบสอบถาม...รับรองราคาไม่แพงอย่างที่คิด... (ทุกชิ้นรับประกันความสวย)
สนใจดูรายการวัตถุมงคลเชิญทางด้านนี้คะ....


   ความเห็นที่ 19 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 16 - ม.ค. - 51  เวลา 23:55:32  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200502606.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

เหรียญพระนารายณ์ทรงครุฑ
คุ้มครองป้องกันภัยจากอันตราย อุบัติเหตุเภทภัยต่างๆ แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ป้องกันภัยจากอาวุธปัดเป่าเสนียดจัญไรอีกทั้งยังเป็นเครื่องรางที่สามารถคุ้มกันคนอื่น
ที่อยู่ด้วยกันอีกด้วย และสามารถนำเหรียญแช่ในขันน้ำมนต์พรมบ้านเรือน พรมสินค้า
และทำน้ำมนต์รักษาอาการเจ็บป่วย
และผู้ที่ดวงไม่ดี เป็นวัตถุมงคลที่มีประสบการณ
์แคล้วคลาด และป้องกันอาวุธได้ เหมาะกับหน้าที่การงานที่ต้องเสี่ยงอันตรายโดยเฉพาะ
ทหาร ตำรวจลป.กาหลง ท่านปลุกเสก 1 ปีเต็ม จนมั่นใจในฤทธานุภาพแห่งองค์พระนารายณ
์สถิตอยู่ในเหรียญ เคยมีบางท่านนำไปลองยิงดูปรากฎว่าต้องเสียปืนไปหนึ่งกระบอกเพราะ
ลูกปืนขัดลำกล้อง บางท่านนำเหรียญพระนารายณ์คู่กับตะกรุดตรึงไตรภพลองยิงดูยิงไม่ออก
บางท่านประสบอุบัติเหตุ
แต่เนื้อตัวไม่เป็นอะไร และเมื่อคล้องเหรียญแล้วยังได้เลื่อนขั้นเลื่อน
ตำแหน่งมีโชคลาภอยู่เนือง ๆ
   ความเห็นที่ 20 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 16 - ม.ค. - 51  เวลา 23:56:46  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200502695.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

เศียรพ่อปู่ฤาษีสิงห์สมิงพราย

ตั้งจิตอธิษฐานนึกถึง หลวงปู่ฤษีสิงห์สมิงพรายตามปรารถนา ผู้ที่บูชาไปมีประสบการณ์มาแล้วมากมาย ทั้งหน้าที่การงาน ค้าขาย ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
และด้านโชคลาภ หมั่นบูชาและภาวนาให้ดีจะประสบแต่ความเจริญรุ่งเรือง และผู้ที่บูชาไปก็ได้พบกับปฏิหารย์กันมามากแล้วจากการบอกเล่าของลูกศิษย์ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ประสบยามเมื่อถึงคราวอับจน หรือมีความเดือดร้อน หากจะบูชาให้ถวายพวงมาลัย หมากพูลและมวนยา
หลวงปู่ฤษีสิงห์สมิงพราย ท่านเป็นอาจารย์ของ ลป. กาหลง ผู้ซึ่งประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่หลวงปู่กาหลง ทางจิต ลป.เล่าว่าวันหนึ่งได้ใส่กุญแจกุฎิแล้ว เมื่อกลับมาและเปิดเข้าไปกลับพบรูปปั้นของฤษีท่านหนึ่งและแปลกใจว่าใครนำเข้ามาเคยได้ยินแต่พระธาตุเสด็จ
แต่ทำไมองค์ฤษีซึ่งใหญ่มาก
กลับมาวางอยู่ในกุฏิได้ โดยที่กุญแจกุฎิก็ยังคงปิดไว้ไม่มีใครเข้าไป ท่านจึงนั่งสมาธิและพบว่าฤษีท่านนี้ คือ
ฤษีสิงห์สมิงพรายบอกว่าจะมาช่วย
ลป.กาหลงสร้างโบสถ์
   ความเห็นที่ 21 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 16 - ม.ค. - 51  เวลา 23:58:15  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200502798.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

เศียรปู่ฤษีสิงห์สมิงพราย แบบบูชา ตั้งหน้ารถ หิ้งบูชา
หลวงปู่ท่านได้ประกอบพิธียิ่งใหญ่อีกครั้งในวันไหว้ครูโดยออกเศียร
หลวงปู่ฤษีสิงห์สมิงพรายเพื่อให้ลูกศิษย์ได้มีไว้บูชา และทราบกันดีว่ามีอิทธิฤทธิ์มากมายช่วยให้ลูกศิษย์ที่เดือดร้อนมานับไม่ถ้วน
ไม่ว่าจะเป็นด้านแคล้วคลาด คงกระพัน ความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน หรือการค้าขาย ได้ทำให้ประสบความสำเร็จมานับไม่ถ้วนแล้ว
   ความเห็นที่ 22 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 16 - ม.ค. - 51  เวลา 23:59:58  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200503363.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ท้าวเวสสุวรรณ
เทพเจ้าแห่งทรัพย์สมบัติ จ้าวแห่งยักษ์ มีอานุภาพในทางเสริมทรัพย์หากหมั่นบูชาจะทำให้ทรัพย์สิน
เพิ่มพูนทวี จะมีโชคลาภลอยเสมอเคยมีเศรษฐีทั้งไทยและจีนหลายท่านที่ร่ำรวยด้วยเคล็ดลับการบูชานี้ ป้องกันภูตผีปีศาจ
หากตั้งบูชาหน้ารถจะทำให้ปลอดภัยจากสัมภเวสีที่มักจะทำให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะเสียหลัก
และประสบอุบัติเหตุอยู่เสมอ ๆ

              เนื้อท้าวเวสสุวรรณที่เจ๋งมากๆลองกับตัวเองมาแล้ว...
ยิ่งเนื้อสนิมเขียวบอกได้เลยบูชา แล้วเงินไม่ขาด โชคลาภ หวย...ถูกทุกงวด ลองหาบูชาดูนะแรงมากๆ อย่าลืมเป็นคนดีด้วยนะ...สำคัญมากๆ
   ความเห็นที่ 23 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 17 - ม.ค. - 51  เวลา 00:09:23  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200503739.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

เหรียญนารายณ์แปลงรูป เนื้อนวะ
มีฤทธาศักดานุภาพพลังปฏิหารย์มาก มีการลองยิงมากที่สุด ทั้งแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุและป้องกันอาวุธทั้งปวง ตลอดทั้งเสน่ห์เมตตา มหานิยม คนอื่นจะมองเห็นเราสวยงามมีสง่าราศี รุ่นนี้มีประสบการณ์แล้ว แคล้วคลาดปลอดภัย ป้องกันอุบัติภัย ตั้งจิตอธิษฐานตามประสงค์

เนื้อนวะ ที่เจ๋งมากๆลองกับตัวเองมาแล้ว... เห็นกับตาปืนแตกจริงๆ
   ความเห็นที่ 24 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 17 - ม.ค. - 51  เวลา 00:15:39  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200586982.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ
พระฤาษีนารายณ์ ผู้ทรงคุณวิเศษเวทมนต์คาถาปราบอุปสรรคโรคภัยนานา ....มีฤทธาศักดานุภาพพลังปฏิหารย์มาก
   ความเห็นที่ 25 โดยคุณ : panyadonisaun วันที่ : 17 - ม.ค. - 51  เวลา 23:23:02  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200587149.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ
พระฤาษีนารายณ์ ผู้ทรงคุณวิเศษเวทมนต์คาถาปราบอุปสรรคโรคภัยนานา ....มีฤทธาศักดานุภาพพลังปฏิหารย์มาก
   ความเห็นที่ 26 โดยคุณ : panyadonisaun วันที่ : 17 - ม.ค. - 51  เวลา 23:25:49  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200587268.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

พระฤาษีนารายณ์ ผู้ทรงคุณวิเศษเวทมนต์คาถาปราบอุปสรรคโรคภัยนานา ....มีฤทธาศักดานุภาพพลังปฏิหารย์มาก
   ความเห็นที่ 27 โดยคุณ : panyadonisaun วันที่ : 17 - ม.ค. - 51  เวลา 23:27:48  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1200762025.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

แรงยิ่งกว่าเครื่องรางไหนๆเรื่องจริง จริงที่กล้าท้า…เด่นดังมหาโภคทรัพย์ เจริญก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน สุดยอดเฆตตา แบบสุดๆ เสน่หาโด่งดังมาก กันภัย แคล้วคาด มหาอุต พุทธคุณครอบจักรวาล จัดสร้าง ตามตำราโบราณ เพื่อสืบสารไสยเวท์ให้เกรียงไกลอีกครั้ง
โดยหลวงพ่อออด วัดอัปสวสวรรค์ หรือวัดหมู ติดวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
ตะกรุดทองคำ ดอกละ126.-บาท ฝังไต้ท้องแขน วิ่งได้
พวงมาลัย ดอกไม้ บุหรี่ 1 ซอง
มีพุทธคุณ เมตตา แคล้วคลาด…
วัดอัปสรสวรรค์อยู่แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ แถวฯตลาดพลูนั่นแหละครับ เข้าทางเพชรเกษมซอย 23 ก้อด้าย มาขอพูดถึงหลวงพ่อออดนิดนึง หลวงพ่อท่านศึกษาวิชามาจากพระอาจารย์หลายท่านด้วยกัน แต่เท่าที่ทราบมี หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม นครปฐม,หลวงพ่อประเทือง วัดด่านเจริญชัย เพชรบูรณ์
ที่วัดท่านมีสักยันต์ ฝังตะกรุดด้วยครับ อยากรู้ว่าเป็นยังงัยขอเชิญพิสูจน์ใด้ที่วัดคะ…
เบอร์ติดต่อทางวัดวัดอัปสวสวรรค์  โทร.02-457-9226
   ความเห็นที่ 28 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 20 - ม.ค. - 51  เวลา 00:00:25  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1201015395.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

แรงยิ่งกว่าเครื่องรางไหนๆเรื่องจริง จริงที่กล้าท้า…เด่นดังมหาโภคทรัพย์ เจริญก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน สุดยอดเฆตตา แบบสุดๆ เสน่หาโด่งดังมาก กันภัย แคล้วคาด มหาอุต พุทธคุณครอบจักรวาล จัดสร้าง ตามตำราโบราณ เพื่อสืบสารไสยเวท์ให้เกรียงไกลอีกครั้ง
โดยหลวงพ่อออด วัดอัปสวสวรรค์ หรือวัดหมู ติดวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
        รอดตายมาได้ คมมีดไม่สามารถ กินเลือดได้ มีเพียงแค่รอยช้ำ...สุดยอดมากๆโดยหลวงพ่อออด วัดอัปสวสวรรค์ ท่านได้ฝังตะกรุดให้จำนวน 3 ดอกมีพุทธคุณ เมตตา แคล้วคลาด…และท่านได้มอบเหรียญหมูไฟ รุ่นแรก ให้หนึ่งเหรียญ เหรียญนี้ …พุทธคุณ ไม่แพ้เหรียญพลิกแผ่นดิน ปี 47 ของหลวงปู่กาหลงเลย...ผู้บูชา จะพลิกเรื่องร้ายกายเป็นดี เงินทองจะไม่ขาดมือ เรื่องเสี่งโชคเจ๋งมาก...เจริญก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน หรือค้าขาย พุทธคุณยอดเยี่ยม มีประสบการณ์หลายครั้ง ทดลองเห็นผลจริง...
                ผมรอดตายมาได้ จริงๆ มีดไม่สามารถ กินเลือดผมได้มีเพียงรอยช้ำ พุทธคุณยอดเยี่ยม มากๆเป็นอีกทางเลือกใหม่ทีให้นักสะสมขอดี ของเด็จ ได้เก็บบูชาของแท้ๆ พุทธคุณที่มาก…ล้น
วัตถุมงคลของท่าน สร้างไว้น้อยรุ่น จำนวนการสร้างแต่ละครั้งจะสร้างไม่มาก เพราะท่านเน้น พุทธคุณที่สามารถใช้งานได้จริง…ไม่ได้เน้น เรื่องพานิช เหมือนเกจิทั้วๆไป ที่สร้างวัตถุมงคล ออกเดือนเว้นเดือน
ผมเคยถามท่านว่า ท่านเก่งขนาดนี้ทำไม่ไม่แสดงตัวเหมือนเกจิท่านอื่นๆ
ท่านหัวเราะ…แล้ตอบว่า ท่านไม่อยากสึกไว…ท่านอยากใช้เวลาทั้งหมดของชีวิต ศึกษาพระธรรม และช่วยเหลือลูกศิษย์ให้พ้นทุกข์ ร่ำรวยเงินทองวาสนา อยู่ มีแต่คนรักไหนก็ปลอดภัย ด้วยพุทธคุณยอดเยี่ยม เอกด้วยมหาอุต ครอบจักรวาล ตามแบบในคัมภีร์โบราณ สืบสายสำนักเขาอ้อ แหล่งรวมคัมภีร์มหาเวชที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย และ เป็นต้นกำเนิดพระเกจิเก่งๆ หลายท่าน และ ฆาราวาส  ที่มีชื่อเสียง เช่น ท่นพล ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช มือปราบหนังเหนียว อาจารย์ชุมไชยคีรี ผู้มีอาคมขลังและมีศิษย์ทั่วบ้านทั่วเมือง
หลวงพ่อออด วัดอัปสวสวรรค์  ท่านรับคำแนะนำจาก อาจารย์ชุมไชยคีรี ตั้งแต่สมัยท่านยังเด็ก และได้ศึกษาคัมภีร์มหาเวช ของท่านอาจารย์ชุมไชยคีรี ทั้งหมด
หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม นครปฐม
หลวงพ่อประเทือง วัดด่านเจริญชัย เพชรบูรณ์ และ เกจิเก่งๆอีก หลายท่านทั้วประเทศ…
ถ้าสนใจวัตถุมงคลของหลวงพ่อออด วัดอัปสวสวรรค์ ทางเรายังพอมีให้ท่านบูชา..แต่เหลือไม่มากแล้ว
เหรียญหมูไฟพลิกแผ่นดิน รุ่นแรก
จะพลิกเรื่องร้ายกายเป็นดี เงินทองจะไม่ขาดมือ เรื่องเสี่ยงโชคมาก...เจริญก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน หรือ ค้าขาย ดีมากๆ คงกระพันธ์ชาตรี พุทธคุณยอดเยี่ยม มีประสบการณ์หลายครั้ง ทดลองเห็นผลจริง... ขอใช้ตัวเองเป็นประกัน…
หากท่านสนใจรายการใดกรุณาติดต่อที่ คุณ ณัฐฑิชา โทร. 0873366352 เบอร์เดียวเท่านั้นนะคะ
ติดตอบสอบถาม...รับรองราคาไม่แพงอย่างที่คิด... (ทุกชิ้นรับประกันความสวย)
สนใจดูรายการวัตถุมงคลเชิญทางด้านนี้คะ....

http://www.amulet2u.com/board/q_view.php?c_id=6&q_id=13520
   ความเห็นที่ 29 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 22 - ม.ค. - 51  เวลา 22:23:14  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1201103924.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ประวัติ หลวงพ่อไสว ฐิตวณฺโณ วัดปรีดาราม จ.นครปฐม
พระครูสถิตโชติคุณ(หลวงพ่อไสว ฐิตวณฺโณ) วัดปรีดาราม (ยายส้ม) ต.คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม

ณ ดินแดนศรีทวาราวดี เมืองแห่งพระปฐมเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ซึ่งมีตำนานประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ที่สุดนับด้วยพันปีของสุวรรณภูมิ ได้ปรากฏกำเนิดยอดแห่งเกจิอาจารย์ เป็นที่ศรัทธาเป็นที่พึ่งของชาวบ้านทุกระดับชั้นมีมานานนับเนื่องหลายร้อยรูป จนมาถึงปัจจุบันก็ปรากฏ “หลวงพ่อไสว ฐิตวณฺโณ” ปรากฏบุญญฤทธิ์บารมีโดดเด่นลือลั่นไปทั่วประเทศ ด้วยสรรพวิทยาพุทธาคม ไสยเวทย์ที่เจนจบ ร่ำเรียนสั่งสมมาจากบยอดเกจิอาจารย์มากมายในอดีต ตลอดทั้งได้จาริกธุดงค์ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในเถื่อนถ้ำ ภูเขาลำเนาไพรอันเติมไปด้วยภยันอันตรายสรรพสัตว์ร้ายและภูติไพรนานา กระทั่งสำเร็จวิชาชาคมพุทธเวทย์ก็ล่วงเวลาก็ล่วงเวลามาเกือบค่อนศตวรรษ อายุ ๗๗ ปี พรรษที่ ๕๖

หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ถือกำเนิดเมื่อ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๔ ตรงกับพุธ แรม ๖ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา ณ บ้าน ราชคราม อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ “เสือ” มาราชื่อ “ยิ้ม” นามสกุล “พุทธศร” โดยโยมบิดาเป็นผู้ใหญ่บ้านจอมขมังเวทย์ เป็นคนใจดี แต่สนใจเรื่องวิชาอาคมต่างๆ เวลาดื่มเหล้าชอบเคี้ยวแก้วเล่นประจำ แสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าวิชาคงกระพันชาตรีของโบราณเป็นของแท้มีจริง แถมยังมีพุทธาคมดับพิษไฟได้ถึงขนาดพ่นไฟ อมไฟเล่นให้ชาวบ้านเห็นเสมอๆ และเป็นการจุดประกายขึ้นภายในจิตใจของ ด.ช. ไสว พุธทศร ให้ชอบและเชื่อในเรื่องของอำนาจเวทมนต์คาถาอาคมขมัง และพุทธานุภาพของพุทธมนต์ต่างๆ ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์ ต่อมาบิดาเสียชีวิตแล้ว ท่านก็ได้ร่อนเร่พเนจร ไปอยู่ที่ต่างๆ หลายแห่งกระทั่งผลบุญนำมาเป็นเด็กวัดยายส้มหรือวัดปรีดารามในปัจจุบัน ได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดปรีดารามเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ จึงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดปรีดาราม โดยหลวงปู่ใจ วัดเชิงเลนเป็นพระอุปัชฌาย์สามเณรไสว พุทธศร ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดปรีดารามเป็นเวลา ๔ ปี ครั้นที่วันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๔ เวลา ๑๔.๐๐ น.จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดปรีดาราม โดยหลวงพ่อใย วัดบางช้างใต้ เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เจิมวิสุทธิญา โณ เจ้าอาวาสวัดยายส้ม (วัดปรีดาราม) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เปลื้อง ยติมณี วัดจินดาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฐิตวณฺโณ” จำพรรษาอยู่ที่วัดปรีดาราม ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมสอบ ได้นักธรรมชั้นเอก พร้อมทั้งศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน และร่ำเรียนอย่างอุกฤษฏ์ด้านวิทยาคม ไสวเวทย์ วิชาอาถรรพณ์ เร้นลับ พุทธคมต่างๆ มีความรู้ลึกซึ่งเป็นพหูสูตมาตั้งต้น และนำมาช่วยญาติโยมเห็นผมเป็นที่ประจักษ์

บูรพาจารย์ที่ถ่ายทอดวิทยาคม ให้หลวงพ่อมีทั้งฆรวาสและบรรพชิต โดยท่านเป็นผู้คงแก่เรียนเมื่อทราบว่ามีครูบาอาจารย์ดีเก่งกล้าอยู่ที่ทิศใด ท่านก็จะดั้นด้นไปหา ขอศึกษาหาความรู้จนแตกฉาน เรียกว่า ปรนนิบัติอาจารย์เป็นเลิศ อาจารย์ก็เมตตาเห็นว่าตั้งใจจริง จึงถ่ายทอดวิชาให้ ชนิดแบบหมดไส้หมดพุง ถึงลูกถึงคนถึงพริกถึงขิง คือทดลอง ให้เห็นกันจะจะเลยทีเดียว ศิษย์ทำได้ถือว่าสำเร็จ แม้บางครั้งเสี่ยงต่อชีวิตแต่หลวงพ่อก็ไม่ย้อท้อ ขอเพียงให้ได้วิชาหรือศาสตร์อันลึกล้ำพิสดารนั้นมาท่านก็พอใจแล้วครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อไสว เท่าที่พอจะประมวลได้พอสังเขปมีดังนี้

๑.หลวงปู่พูน เกสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นยอดพระเกจิฯ ร่นเดียวกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผัดกูด และสหธรรมิกรุ่นพี่ของ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ซึ่งหลวงพ่อเงินท่านนับถือหลวงปู่พูน ในฐานะเป็นพระเกจิฯ รุ่นอาวุโสและเคยนิมนต์ให้มาปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นแรกๆ ของท่านหลวงปู่พูนท่านเป็นเจ้าตำรับวิชาคงกระพันชาตรี ขนาดใช้ฝ่ามือผ่าไม้รวกได้ วัตถุมงคลหลวงปู่พูน เซียนพระรุ่นเก่าๆรู้จักกันดี เช่นพระสังกัจจายน์ เนื้อผงใบลาน นางกวัก เนื้อผงดินเผา ปลัดขิก เหรียญรุ่น ๑ พ.ศ.๒๔๙๐ ผ้ายันต์-ผ้าประเจียด-ตะกรุดโทนปัจจุบันโด่งดังแต่หายากมาก หลวงพ่อไสว ได้รับการถ่ายทอดวิชา การลงอักขระเลขยันต์คงกระพันชาตรี วิชามหาอุด วิชาเมตตามหานิยม และอาถรรพ์เวทย์หลายด้านครบถ้วนจากหลวงปู่พูน ชนิดที่เรียกว่าครอบจักรวาลทีเดียว ที่หลวงพ่อไสวโด่งดังมากคือ ตะกรุดโทน ตำรับหลวงปู่พูน
หลวงปู่พูน มรณะภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ ปัจจุบันมีรูปเหมือนขนาดเท่าองศ์จริงประดิษฐานอยู่ที่ ณ วัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นที่เคารพนับถือของคนนครปฐมมาก ทุกครั้งที่ทางวัดมีงานสำคัญ จะนิมนต์หลวงพ่อไสว ไปร่วมงานในฐานนะศิษย์เอกหลวงปู่พูน วัดใหม่ปิ่นเกลียว อันเป็นที่ อมตะในตำรับผ้ายันต์-ตะกรุดโทน

๒.หลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม (วัดปรีดาราม) ท่านบวชที่ วัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่พูน ลำได้รับการถ่ายทอดพุทธวิทยาคมไปจากหลวงปู่พูน หลวงพ่อไสว ได้รับการฝึกฝนสมาธิจิตพื้นฐาน จากหลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม เมื่อได้เคล็ดวิชาเบื้องต้นแล้ว หลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม จึงได้นำหลวงพ่อไสวไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่พูน ซึ่งเป็นปรมาจารย์จึงได้รับการถ่ายทอดสรรพวิทยาคาทั้งหมดฯลฯ ในปัจจุบันมีรูปเหมือนเท่าจริงหลวงพ่อเงิน ประดิษฐานอยู่หน้าอุโบสถหลังเก่าวัดปรีดาราม

๓.อาจารย์ยัง เพชรบุรี เป็นครูสักยันต์ชื่อดังระดับประเทศ เคยบวชเรียนและศึกษาพุทธาคมจากหลวงปู่พูน วัดใหม่ปิ่นเกลียว อาจารย์ยัง ท่านเก่งทางวิชาหาสะเดาะ สะเดาะลูกกุญแจหรือกลอนประตูดุจ ขุนแผน กลับชาติมาเกิด หลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม นำหลวงพ่อไสว ไปเรียนวิชาบางประการ อันเป็นเอตทัคคะของอาจารย์ยัง อาจารย์ยังเกรงใจหลวงพ่อเงิน จึงถ่ายทอดวิชาพิเศษให้
หลวงพ่อไสว อาทิเช่น การทำมหายันต์กำเนิดนารายณ์ อันมีฤทธานุภาพยิ่งต่อมาผ้ายันต์กำเนิดนารายณ์ของหลวงพ่อไสว ก็โด่งดังลือลั่นมีศิษย์หลวงพ่อคนหนึ่งเผชิญมหาภัย ใช้ผ้ายันต์อธิษฐาน
ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองมาเห็นตัว กลับเห็นคนโพกผ้าแดงเต็มไปหมด จึงหนีรอดจากปวงภัยไปได้ด้วยปาฏิหาริย์ผ้ายันต์นั้น นอกจากนี้ป้องกันภูตผีปีศาจ ด๗รผู้ร้ายไม่อาจทำอันตรายได้ นิยมติดผ้ายันต์นี้ไว้เหนือประตูบ้าน มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก มีผู้นักพบประสบการณ์มากมาย

๔.เสือย้อยชูรอด เป็นเสือร้ายจำใจในอดีต เป็นคนหมู่บ้านถนนขาด แถวเกาะวังไทร นครปฐม ตอนหลังกลับใจเป็นคนดีเป็นจอมขมังเวทย์ฤทธิ์เวทย์ขมังขลังนักเป็นที่เลื่องลือหลวงพ่อไสว ได้ขอเรียนวิชา “ยันต์หน้าพระ” หรือนะหน้าคนจากเสือย้อย ซึ่งได้รับการประสิทธิ์ประสาทให้ด้วยความเต็มใจชนิดครอบครูยกตำรับตำราให้เลย หลวงพ่อไสวฝึกฝนสูตรสนธิแม่นยำ และประทับใจในยันต์หน้าพระมาก หลวงพ่อไสวจึงใช้ยันต์เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวท่าน โดนใช้ยันต์นี้ประทับอยู่ด้านหลังเหรียญของท่านแทบทุกรุ่น ได้รับปรากฏอิทธานุภาพเป็นที่รำลือเช่นกัน ตำรับยันต์หน้าพระเสือย้อยได้มอบแก่ “พระอาจารย์สำราญ” วัดเขาตะเครา และพระราชสุธรรมเมธี (หลวงพ่อ-เทพ) เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวิหาร อีกด้วย หลวงพ่อไสวจะเขียวยันต์นี้เจิมบ้าน เจิมรถ ลงกระหม่อมให้ลูกศิษย์ โดยบริกรรมภาวานาเรียกสูตรเรื่อยไปตากตำรับ ห้ามยกดินสอ กระทั่งเขียวเสร็จ

๕.หลวงพ่อขาว วัดสวนส้ม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาครเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา “ปิดทองเข้าหน้าผาก” หรือลงนะหน้าทองตำรับพิสดารให้แก่หลวงพ่อไสว เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่ง ต้องใช้พลังจิตชั้นสูงบริกรรมภาวานา โดยปิดทองคำเปลวที่หน้าผาก โดยใช้ ๓ แผ่นบ้าง ๙แผ่นบ้าง โดยไม่ต้องแกะกระดาษปิดออก หลวงพ่อเสกบริกรรม แล้วตบเบาๆ เปรี้ยงเดียวแผ่นทองคำก็หายไปในหน้าผากทั้งหมด มีอาณุภาพทางเมตตามหานิยม คุ้มภัยนานา

๖.อาจารย์ปิ่น รอดคลองตัน สมุทรสาคร เก่งในเรื่อง “ปลัดขิก” เพราะเป็นศิษย์หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นศิษย์หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จ.ฉะเชิงเทรา เป็นศิษย์หลวงปู่พูน
วัดใหม่ปิ่นเกลียว ปลัดขิกของหลวงพ่อไสวมีผู้อาราธนาฟาดสายรุ้ง ขาดออกจากกัน และเมื่อปลุกเสกในบาตรน้ำมนต์ วิ่งพล่านดุจมีชีวิต และกระโดดออกจากบาตรได้ ปัจจุบันหลวงพ่อไสว เป็นศูนย์รวมหนึ่งเดียวของการปลุกเสกปลัดขิกมีอานุภาพอัศจรรย์ปรากฏชื่อเกียรติคุณอยู่ในขณะนี้

๗.อาจารย์แช่ม ตะโกสูง จ.นครปฐม เป็นศิษย์หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงพ่อแช่มนั้นเป็นศิษย์ของหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์หลายประการรวมทั้งย่นระยะทางได้ อาจารย์แช่มเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาแพทย์แผ่นโบราณตำรับพุทธมนต์โอสถแก่หลวงพ่อไสว ซึ่งหลวงพ่อไสว เคยรักษาโรคร้ายแรง ที่โรงพยาบาลไม่รับ หายมาแล้วมากมาย ฯลฯ

๘.พระปลัดตู่ วัดหนองเสือ มีวิชาเร้นลับสำคัญอยู่ เรียกว่า วิชาตกวิญญาณ สำหรับใช้เรียกวิญญาณคนตกน้ำตายเพื่อนำวิญญาณไปอยู่ในที่อันควร พระปลัดตู่ได้ถ่ายทอดวิชาตกวิญญาณ
ให้หลวงพ่อไสวอย่างสมบูรณ์แบบได้ผลอัศจรรย์ยิ่งพิธีสังเขปคือ เมื่อเรียกวิญญาณปลุกเสกหุ่นเสร็จ ตั้งเครื่องเสียกบาลต่างๆ แล้วใส่กระทงกากล้วย ทำบัตรพลี ใช้เบ็ดตกปลาเกี่ยวดินอาคมหย่อนลงไปในน้ำที่มีคนตกไปตาย บริกรรมคาถาเรียกวิญญาณ ผู้ที่มาเห็นปรากฏการณ์ประหลาดมีคลื่นวิ่งเป็นทางยาว สายเบ็ดกระตุกดุจมีปลาใหญ่มากินเหยื่อ จนคันเบ็ดโค้งโก่งไปโก่งมา ต้องกันดึงขึ้นมา ฯลฯ เรื่องนี้ชาวบ้านคลองจินดาต่างประจักษ์กันดี การตายโหงทุกรูปแบบหลวงพ่อก็ไปทำพิธีมาหมดแล้วแม้แต่มีผีเจ้าของสิงที่ไหนท่านก็เคยปรากมาหมดแล้ว โดยมากพาคน โดนผีเข้าที่อาการหนัก มารดน้ำมนต์หลวงพ่อ ผีดิ้นพราด ร้องโหยหวนวังเวง ก่อนจะออก

๙.หลวงพ่อประพันธ์ คำสิงห์ อยู่ในถ้ำดงพญาไฟ ได้ถ่ายทอดวิชาสร้างพระปรอท-ธาตุกายสิทธิ์ให้ศิษย์คนหนึ่งที่รับสัจจะเลิกเป็นโจรสลัด ต่อมาศิษย์คนนั้น ได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่หลวงพ่อไสว หลวงพ่อได้สร้างพระปรอทแจกทหารเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทหารหาญผ่านสมรภูมิอย่างโชกโชน ถูกยิงไม่เข้า แคล้วคลาดจากระเบิด ปราศจากโรคภัยรอดมาได้ฯลฯนอกจากนี้หลวงพ่อไสวยังได้ไปเรียนวิชาอาคมเป็นเกร็ดเล็กน้อย จากพระเกจิอาจารย์อีกหลายรูป อาทิ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง เจ้าแห่งการสร้างพระราหูดันเลื่องลือ เป็นต้น เหตุที่หลวงพ่อไสวมีจิตตานุภาพสูง ก็เพราะท่านได้บำเพ็ญธุดงค์วัตรฝึกสมาธิจิตหลังจากสอบได้นักธรรมเอก โดยอธิฐานออกธุดงค์ในพรรษาที่ ๓ มุ่งหน้าสู่ภาคอีสานไปมนัสการ พระธาตุพนม พรรษที่ ๗ ธุดงค์จาริกไปทางเขาวงพระจันทร์ ดินแดนถ้ำผาท้าวกกขนาก จ.ลพบุรี สู่ จ.อุตรดิตถ์ ฯลฯ สมัยนั้นเป็นป่ารกทึบ เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด และคลาคล่ำด้วยภูตผีปีศาจโขมดดง ผีก็องกอย ไข้ป่า และกฎอันศักดิ์สิทธิ์ของการสมาทานธุดงค์ เช่นครั้งท่านปักกลดลงไปแล้วครอบเอารังมดเข้าถอนกลดก็ไม่ได้จึงสมาธิแผ่เมตตาว่าคาถากันหมด ซึ่งได้มาจากหลวงพ่อพระครูสาครคุณาธาร เจ้าอาวาส วัดเดชาฯ จ.นครปฐม เกิดปรากกฎการณ์อัศจรรย์ มดฝูงใหญ่รวมกันอยู่ภายในกลดไม่มาไต่ท่านเลย เรื่องราวปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ยังอีกมาก


คาถาของหลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม

อิสิหะพะยัคโค อิปิภะวาระสัมสัมโธ ชาระสัมโนคะโลวิอะ ตะปุสะ มะระสัตเทมะ สาพุทภะวาติคะโธนัง นุสวะถะถิสารทัมระโร นุตทูกะโต สุปัณณะจะวิพุท มาหังอะคะโสติ สิงหะนาถัง จายังประสิทธิเม

เสกข้าวกินทุกวัน สวดมนต์ก่อนนอน 3 จบ ตื่นนอนตอนเช้า 1 จบ เป็นสวัสดิมงคล อายุยืน


หลวงพ่อไสว ได้ถึงกาล มรณะภาพ 11 พฤศจิกายน 2543 วันเพ็ญเดิอน 12
   ความเห็นที่ 30 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 23 - ม.ค. - 51  เวลา 22:58:44  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1201103942.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ประวัติ หลวงพ่อไสว ฐิตวณฺโณ วัดปรีดาราม จ.นครปฐม
พระครูสถิตโชติคุณ(หลวงพ่อไสว ฐิตวณฺโณ) วัดปรีดาราม (ยายส้ม) ต.คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม

ณ ดินแดนศรีทวาราวดี เมืองแห่งพระปฐมเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ซึ่งมีตำนานประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ที่สุดนับด้วยพันปีของสุวรรณภูมิ ได้ปรากฏกำเนิดยอดแห่งเกจิอาจารย์ เป็นที่ศรัทธาเป็นที่พึ่งของชาวบ้านทุกระดับชั้นมีมานานนับเนื่องหลายร้อยรูป จนมาถึงปัจจุบันก็ปรากฏ “หลวงพ่อไสว ฐิตวณฺโณ” ปรากฏบุญญฤทธิ์บารมีโดดเด่นลือลั่นไปทั่วประเทศ ด้วยสรรพวิทยาพุทธาคม ไสยเวทย์ที่เจนจบ ร่ำเรียนสั่งสมมาจากบยอดเกจิอาจารย์มากมายในอดีต ตลอดทั้งได้จาริกธุดงค์ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในเถื่อนถ้ำ ภูเขาลำเนาไพรอันเติมไปด้วยภยันอันตรายสรรพสัตว์ร้ายและภูติไพรนานา กระทั่งสำเร็จวิชาชาคมพุทธเวทย์ก็ล่วงเวลาก็ล่วงเวลามาเกือบค่อนศตวรรษ อายุ ๗๗ ปี พรรษที่ ๕๖

หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ถือกำเนิดเมื่อ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๔ ตรงกับพุธ แรม ๖ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา ณ บ้าน ราชคราม อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ “เสือ” มาราชื่อ “ยิ้ม” นามสกุล “พุทธศร” โดยโยมบิดาเป็นผู้ใหญ่บ้านจอมขมังเวทย์ เป็นคนใจดี แต่สนใจเรื่องวิชาอาคมต่างๆ เวลาดื่มเหล้าชอบเคี้ยวแก้วเล่นประจำ แสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าวิชาคงกระพันชาตรีของโบราณเป็นของแท้มีจริง แถมยังมีพุทธาคมดับพิษไฟได้ถึงขนาดพ่นไฟ อมไฟเล่นให้ชาวบ้านเห็นเสมอๆ และเป็นการจุดประกายขึ้นภายในจิตใจของ ด.ช. ไสว พุธทศร ให้ชอบและเชื่อในเรื่องของอำนาจเวทมนต์คาถาอาคมขมัง และพุทธานุภาพของพุทธมนต์ต่างๆ ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์ ต่อมาบิดาเสียชีวิตแล้ว ท่านก็ได้ร่อนเร่พเนจร ไปอยู่ที่ต่างๆ หลายแห่งกระทั่งผลบุญนำมาเป็นเด็กวัดยายส้มหรือวัดปรีดารามในปัจจุบัน ได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดปรีดารามเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ จึงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดปรีดาราม โดยหลวงปู่ใจ วัดเชิงเลนเป็นพระอุปัชฌาย์สามเณรไสว พุทธศร ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดปรีดารามเป็นเวลา ๔ ปี ครั้นที่วันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๔ เวลา ๑๔.๐๐ น.จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดปรีดาราม โดยหลวงพ่อใย วัดบางช้างใต้ เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เจิมวิสุทธิญา โณ เจ้าอาวาสวัดยายส้ม (วัดปรีดาราม) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เปลื้อง ยติมณี วัดจินดาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฐิตวณฺโณ” จำพรรษาอยู่ที่วัดปรีดาราม ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมสอบ ได้นักธรรมชั้นเอก พร้อมทั้งศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน และร่ำเรียนอย่างอุกฤษฏ์ด้านวิทยาคม ไสวเวทย์ วิชาอาถรรพณ์ เร้นลับ พุทธคมต่างๆ มีความรู้ลึกซึ่งเป็นพหูสูตมาตั้งต้น และนำมาช่วยญาติโยมเห็นผมเป็นที่ประจักษ์

บูรพาจารย์ที่ถ่ายทอดวิทยาคม ให้หลวงพ่อมีทั้งฆรวาสและบรรพชิต โดยท่านเป็นผู้คงแก่เรียนเมื่อทราบว่ามีครูบาอาจารย์ดีเก่งกล้าอยู่ที่ทิศใด ท่านก็จะดั้นด้นไปหา ขอศึกษาหาความรู้จนแตกฉาน เรียกว่า ปรนนิบัติอาจารย์เป็นเลิศ อาจารย์ก็เมตตาเห็นว่าตั้งใจจริง จึงถ่ายทอดวิชาให้ ชนิดแบบหมดไส้หมดพุง ถึงลูกถึงคนถึงพริกถึงขิง คือทดลอง ให้เห็นกันจะจะเลยทีเดียว ศิษย์ทำได้ถือว่าสำเร็จ แม้บางครั้งเสี่ยงต่อชีวิตแต่หลวงพ่อก็ไม่ย้อท้อ ขอเพียงให้ได้วิชาหรือศาสตร์อันลึกล้ำพิสดารนั้นมาท่านก็พอใจแล้วครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อไสว เท่าที่พอจะประมวลได้พอสังเขปมีดังนี้

๑.หลวงปู่พูน เกสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นยอดพระเกจิฯ ร่นเดียวกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผัดกูด และสหธรรมิกรุ่นพี่ของ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ซึ่งหลวงพ่อเงินท่านนับถือหลวงปู่พูน ในฐานะเป็นพระเกจิฯ รุ่นอาวุโสและเคยนิมนต์ให้มาปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นแรกๆ ของท่านหลวงปู่พูนท่านเป็นเจ้าตำรับวิชาคงกระพันชาตรี ขนาดใช้ฝ่ามือผ่าไม้รวกได้ วัตถุมงคลหลวงปู่พูน เซียนพระรุ่นเก่าๆรู้จักกันดี เช่นพระสังกัจจายน์ เนื้อผงใบลาน นางกวัก เนื้อผงดินเผา ปลัดขิก เหรียญรุ่น ๑ พ.ศ.๒๔๙๐ ผ้ายันต์-ผ้าประเจียด-ตะกรุดโทนปัจจุบันโด่งดังแต่หายากมาก หลวงพ่อไสว ได้รับการถ่ายทอดวิชา การลงอักขระเลขยันต์คงกระพันชาตรี วิชามหาอุด วิชาเมตตามหานิยม และอาถรรพ์เวทย์หลายด้านครบถ้วนจากหลวงปู่พูน ชนิดที่เรียกว่าครอบจักรวาลทีเดียว ที่หลวงพ่อไสวโด่งดังมากคือ ตะกรุดโทน ตำรับหลวงปู่พูน
หลวงปู่พูน มรณะภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ ปัจจุบันมีรูปเหมือนขนาดเท่าองศ์จริงประดิษฐานอยู่ที่ ณ วัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นที่เคารพนับถือของคนนครปฐมมาก ทุกครั้งที่ทางวัดมีงานสำคัญ จะนิมนต์หลวงพ่อไสว ไปร่วมงานในฐานนะศิษย์เอกหลวงปู่พูน วัดใหม่ปิ่นเกลียว อันเป็นที่ อมตะในตำรับผ้ายันต์-ตะกรุดโทน

๒.หลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม (วัดปรีดาราม) ท่านบวชที่ วัดใหม่ปิ่นเกลียว เป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่พูน ลำได้รับการถ่ายทอดพุทธวิทยาคมไปจากหลวงปู่พูน หลวงพ่อไสว ได้รับการฝึกฝนสมาธิจิตพื้นฐาน จากหลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม เมื่อได้เคล็ดวิชาเบื้องต้นแล้ว หลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม จึงได้นำหลวงพ่อไสวไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่พูน ซึ่งเป็นปรมาจารย์จึงได้รับการถ่ายทอดสรรพวิทยาคาทั้งหมดฯลฯ ในปัจจุบันมีรูปเหมือนเท่าจริงหลวงพ่อเงิน ประดิษฐานอยู่หน้าอุโบสถหลังเก่าวัดปรีดาราม

๓.อาจารย์ยัง เพชรบุรี เป็นครูสักยันต์ชื่อดังระดับประเทศ เคยบวชเรียนและศึกษาพุทธาคมจากหลวงปู่พูน วัดใหม่ปิ่นเกลียว อาจารย์ยัง ท่านเก่งทางวิชาหาสะเดาะ สะเดาะลูกกุญแจหรือกลอนประตูดุจ ขุนแผน กลับชาติมาเกิด หลวงพ่อเงิน วัดยายส้ม นำหลวงพ่อไสว ไปเรียนวิชาบางประการ อันเป็นเอตทัคคะของอาจารย์ยัง อาจารย์ยังเกรงใจหลวงพ่อเงิน จึงถ่ายทอดวิชาพิเศษให้
หลวงพ่อไสว อาทิเช่น การทำมหายันต์กำเนิดนารายณ์ อันมีฤทธานุภาพยิ่งต่อมาผ้ายันต์กำเนิดนารายณ์ของหลวงพ่อไสว ก็โด่งดังลือลั่นมีศิษย์หลวงพ่อคนหนึ่งเผชิญมหาภัย ใช้ผ้ายันต์อธิษฐาน
ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองมาเห็นตัว กลับเห็นคนโพกผ้าแดงเต็มไปหมด จึงหนีรอดจากปวงภัยไปได้ด้วยปาฏิหาริย์ผ้ายันต์นั้น นอกจากนี้ป้องกันภูตผีปีศาจ ด๗รผู้ร้ายไม่อาจทำอันตรายได้ นิยมติดผ้ายันต์นี้ไว้เหนือประตูบ้าน มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก มีผู้นักพบประสบการณ์มากมาย

๔.เสือย้อยชูรอด เป็นเสือร้ายจำใจในอดีต เป็นคนหมู่บ้านถนนขาด แถวเกาะวังไทร นครปฐม ตอนหลังกลับใจเป็นคนดีเป็นจอมขมังเวทย์ฤทธิ์เวทย์ขมังขลังนักเป็นที่เลื่องลือหลวงพ่อไสว ได้ขอเรียนวิชา “ยันต์หน้าพระ” หรือนะหน้าคนจากเสือย้อย ซึ่งได้รับการประสิทธิ์ประสาทให้ด้วยความเต็มใจชนิดครอบครูยกตำรับตำราให้เลย หลวงพ่อไสวฝึกฝนสูตรสนธิแม่นยำ และประทับใจในยันต์หน้าพระมาก หลวงพ่อไสวจึงใช้ยันต์เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวท่าน โดนใช้ยันต์นี้ประทับอยู่ด้านหลังเหรียญของท่านแทบทุกรุ่น ได้รับปรากฏอิทธานุภาพเป็นที่รำลือเช่นกัน ตำรับยันต์หน้าพระเสือย้อยได้มอบแก่ “พระอาจารย์สำราญ” วัดเขาตะเครา และพระราชสุธรรมเมธี (หลวงพ่อ-เทพ) เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวิหาร อีกด้วย หลวงพ่อไสวจะเขียวยันต์นี้เจิมบ้าน เจิมรถ ลงกระหม่อมให้ลูกศิษย์ โดยบริกรรมภาวานาเรียกสูตรเรื่อยไปตากตำรับ ห้ามยกดินสอ กระทั่งเขียวเสร็จ

๕.หลวงพ่อขาว วัดสวนส้ม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาครเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา “ปิดทองเข้าหน้าผาก” หรือลงนะหน้าทองตำรับพิสดารให้แก่หลวงพ่อไสว เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่ง ต้องใช้พลังจิตชั้นสูงบริกรรมภาวานา โดยปิดทองคำเปลวที่หน้าผาก โดยใช้ ๓ แผ่นบ้าง ๙แผ่นบ้าง โดยไม่ต้องแกะกระดาษปิดออก หลวงพ่อเสกบริกรรม แล้วตบเบาๆ เปรี้ยงเดียวแผ่นทองคำก็หายไปในหน้าผากทั้งหมด มีอาณุภาพทางเมตตามหานิยม คุ้มภัยนานา

๖.อาจารย์ปิ่น รอดคลองตัน สมุทรสาคร เก่งในเรื่อง “ปลัดขิก” เพราะเป็นศิษย์หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นศิษย์หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จ.ฉะเชิงเทรา เป็นศิษย์หลวงปู่พูน
วัดใหม่ปิ่นเกลียว ปลัดขิกของหลวงพ่อไสวมีผู้อาราธนาฟาดสายรุ้ง ขาดออกจากกัน และเมื่อปลุกเสกในบาตรน้ำมนต์ วิ่งพล่านดุจมีชีวิต และกระโดดออกจากบาตรได้ ปัจจุบันหลวงพ่อไสว เป็นศูนย์รวมหนึ่งเดียวของการปลุกเสกปลัดขิกมีอานุภาพอัศจรรย์ปรากฏชื่อเกียรติคุณอยู่ในขณะนี้

๗.อาจารย์แช่ม ตะโกสูง จ.นครปฐม เป็นศิษย์หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงพ่อแช่มนั้นเป็นศิษย์ของหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์หลายประการรวมทั้งย่นระยะทางได้ อาจารย์แช่มเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาแพทย์แผ่นโบราณตำรับพุทธมนต์โอสถแก่หลวงพ่อไสว ซึ่งหลวงพ่อไสว เคยรักษาโรคร้ายแรง ที่โรงพยาบาลไม่รับ หายมาแล้วมากมาย ฯลฯ

๘.พระปลัดตู่ วัดหนองเสือ มีวิชาเร้นลับสำคัญอยู่ เรียกว่า วิชาตกวิญญาณ สำหรับใช้เรียกวิญญาณคนตกน้ำตายเพื่อนำวิญญาณไปอยู่ในที่อันควร พระปลัดตู่ได้ถ่ายทอดวิชาตกวิญญาณ
ให้หลวงพ่อไสวอย่างสมบูรณ์แบบได้ผลอัศจรรย์ยิ่งพิธีสังเขปคือ เมื่อเรียกวิญญาณปลุกเสกหุ่นเสร็จ ตั้งเครื่องเสียกบาลต่างๆ แล้วใส่กระทงกากล้วย ทำบัตรพลี ใช้เบ็ดตกปลาเกี่ยวดินอาคมหย่อนลงไปในน้ำที่มีคนตกไปตาย บริกรรมคาถาเรียกวิญญาณ ผู้ที่มาเห็นปรากฏการณ์ประหลาดมีคลื่นวิ่งเป็นทางยาว สายเบ็ดกระตุกดุจมีปลาใหญ่มากินเหยื่อ จนคันเบ็ดโค้งโก่งไปโก่งมา ต้องกันดึงขึ้นมา ฯลฯ เรื่องนี้ชาวบ้านคลองจินดาต่างประจักษ์กันดี การตายโหงทุกรูปแบบหลวงพ่อก็ไปทำพิธีมาหมดแล้วแม้แต่มีผีเจ้าของสิงที่ไหนท่านก็เคยปรากมาหมดแล้ว โดยมากพาคน โดนผีเข้าที่อาการหนัก มารดน้ำมนต์หลวงพ่อ ผีดิ้นพราด ร้องโหยหวนวังเวง ก่อนจะออก

๙.หลวงพ่อประพันธ์ คำสิงห์ อยู่ในถ้ำดงพญาไฟ ได้ถ่ายทอดวิชาสร้างพระปรอท-ธาตุกายสิทธิ์ให้ศิษย์คนหนึ่งที่รับสัจจะเลิกเป็นโจรสลัด ต่อมาศิษย์คนนั้น ได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่หลวงพ่อไสว หลวงพ่อได้สร้างพระปรอทแจกทหารเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทหารหาญผ่านสมรภูมิอย่างโชกโชน ถูกยิงไม่เข้า แคล้วคลาดจากระเบิด ปราศจากโรคภัยรอดมาได้ฯลฯนอกจากนี้หลวงพ่อไสวยังได้ไปเรียนวิชาอาคมเป็นเกร็ดเล็กน้อย จากพระเกจิอาจารย์อีกหลายรูป อาทิ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง เจ้าแห่งการสร้างพระราหูดันเลื่องลือ เป็นต้น เหตุที่หลวงพ่อไสวมีจิตตานุภาพสูง ก็เพราะท่านได้บำเพ็ญธุดงค์วัตรฝึกสมาธิจิตหลังจากสอบได้นักธรรมเอก โดยอธิฐานออกธุดงค์ในพรรษาที่ ๓ มุ่งหน้าสู่ภาคอีสานไปมนัสการ พระธาตุพนม พรรษที่ ๗ ธุดงค์จาริกไปทางเขาวงพระจันทร์ ดินแดนถ้ำผาท้าวกกขนาก จ.ลพบุรี สู่ จ.อุตรดิตถ์ ฯลฯ สมัยนั้นเป็นป่ารกทึบ เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด และคลาคล่ำด้วยภูตผีปีศาจโขมดดง ผีก็องกอย ไข้ป่า และกฎอันศักดิ์สิทธิ์ของการสมาทานธุดงค์ เช่นครั้งท่านปักกลดลงไปแล้วครอบเอารังมดเข้าถอนกลดก็ไม่ได้จึงสมาธิแผ่เมตตาว่าคาถากันหมด ซึ่งได้มาจากหลวงพ่อพระครูสาครคุณาธาร เจ้าอาวาส วัดเดชาฯ จ.นครปฐม เกิดปรากกฎการณ์อัศจรรย์ มดฝูงใหญ่รวมกันอยู่ภายในกลดไม่มาไต่ท่านเลย เรื่องราวปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ยังอีกมาก


คาถาของหลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม

อิสิหะพะยัคโค อิปิภะวาระสัมสัมโธ ชาระสัมโนคะโลวิอะ ตะปุสะ มะระสัตเทมะ สาพุทภะวาติคะโธนัง นุสวะถะถิสารทัมระโร นุตทูกะโต สุปัณณะจะวิพุท มาหังอะคะโสติ สิงหะนาถัง จายังประสิทธิเม

เสกข้าวกินทุกวัน สวดมนต์ก่อนนอน 3 จบ ตื่นนอนตอนเช้า 1 จบ เป็นสวัสดิมงคล อายุยืน


หลวงพ่อไสว ได้ถึงกาล มรณะภาพ 11 พฤศจิกายน 2543 วันเพ็ญเดิอน 12
   ความเห็นที่ 31 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 23 - ม.ค. - 51  เวลา 22:59:02  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1201104147.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ประวัติโดยย่อ หลวงปู่หมุน ฐิติสีไล เถราจารย์5แผ่นดิน
เกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดบ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีษะเกศ มรณภาพแล้วด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 11 มี.ค.46 อายุ109 ปี หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล สกุลเดิม ศรีสงคราม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ บิดาชื่อดี มารดาชื่ออั๊ว บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี ครอบครัวได้นำไปฝากกับพระอาจารย์สีดา เจ้าอาวาสวัดบ้านจานผู้เป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกัมมัฎฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก กระทั่งปี พ.ศ. 2460 ทำการอุปสมบท โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ฐิตสีโล" แปลว่าผู้มีศีลตั้งมั่น หลังจากบวชแล้วได้จำพรรษาที่วัดบ้านจาน ศึกษาเล่าเรียนอักษรไทย อักษรขอม ฝึกกัมมัฎฐานในหมวดสมถะและวิปัสสนากรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์ ครูบาอาจารย์ต่างๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปีเต็ม จากนั้นท่านมีความคิดว่าจะต้องแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไปอีก จึงออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ และร่ำเรียนวิชาอาคมกับพระเถระชื่อดังหลายรูปเกือบทั่วประเทศจนถึงประเทศลาว มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ตลอดชีวิตแห่งการครองเพศบรรพชิต อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ก็ได้อุทิศตน ปฏิบัติตนตามแนวทางแห่งคำสอนของพระศาสดาอันพึงจะกระทำ สมกับฉายานามอันได้รับเมื่อครั้งอุปสมทบคือ "ฐิตสีโล" แปลความว่า ผู้ตั้งมั่นในศีล 85 พรรษาแห่งการครองผ้ากาสาวพัตร ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยออกจาริกธุดงค์ ปฏิบัติบำเพ็ญเพียรทางจิตเพื่อวิมุติ คือ ความหลุดพ้นตลอดจนออกโปรดญาติโยมไปยังทิศานุทิศ ทั่วทุกภาคของประเทศตลอดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ในช่วงปัจฉิมวัย ตราบจนล่วงเข้าอายุ 80 ปี จึงได้หยุดจารึก กลับสู่มาตุภูมิ คือแดนแห่งบ้านเกิด คือวัดบ้านจานในปัจจุบัน และเป็นหลักชัยให้แก่ชาวบ้าน ต.บ้านจาน อันเปรียบเสมือน ลูก หลาน เหลน ของท่าน ไม่อาจจะพยากรณ์ได้ว่าพระเดชคุณ “ หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล” จะเป็นพระอริยะสงฆ์ผู้สามารถประหารกิเลส บรรลุสู่คุณธรรมชั้นสูงหรือไม่ แต่ ศิษยานุศิษย์ก็กราบไหว้และเคารพนับถือท่านด้วยความสนิทใจในปฏิปทาอาจาริยวัตรที่ท่านประพฤติ ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเวลา 07:30 น. วันที่ 11 มี.ค. 2546 วงการสงฆ์และฆราวาสจ.ศรีสะเกษ ต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ โดย หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ต.จาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคชรา รวมอายุ 109 ปี 87 พรรษา
   ความเห็นที่ 32 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 23 - ม.ค. - 51  เวลา 23:02:27  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1201661242.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ประวัติหลวงปู่หงษ์

เด็กชายสุวรรณหงษ์ จะมัวดี เป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียร มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา ได้ช่วยกิจการงานทุกอย่าง ทำนา หว่านกล้า เก็บเกี่ยวข้าว ด้วยความวิริยะอดทน จนอายุได้ 18 ปี มารดาขอร้องให้บวชเณร ด้วยสาเหตุเกรงว่าจะไปมีเรื่องกับผู้อื่น เพราะเป็นช่วงเวลาของวัยรุ่นอารมณ์ร้อน ซึ่งโดยนิสัยแล้วเป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่เกรงกลัวใคร สุดท้ายเห็นแก่มารดาจึงตัดสินใจบวชให้แค่เพียง 7 วัน ครั้นบรรพชาแล้วพระอุปัชฌาย์ได้ตั้งนามให้ใหม่ว่า"สามเณรพรหมศร" ลุมาได้ 3 วัน ขณะนั่งบนแคร่ไม้ใต้โคนต้นมะขามใหญ่ได้มีบุรุษหญิงชายแปลกหน้าทั้งมีอายุแก่และหนุ่ม แต่งกายแบบชาวบ้านมาขอร้องให้เทศน์โปรดทีเถิด สามเณรพรหมศรกล่าวว่า “ฉันพึ่งบวชได้ไม่ถึงวันยังเทศน์ไม่เป็นหรอก ชายหญิงผู้แปลกหน้าทั้งหลายต่างให้ข้อแนะนำว่า” “ท่านเจ้าคะท่านเทศน์ไม่เป็นก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ท่านทดลอง ว่านะโม 3 จบ ประเดี๋ยวท่านก็จะเทศน์ได้เองนั่นแหละ” สามสามเณรพรหมศรนั่งนิ่งแลสงสัยว่า บุคคลทั้งหลายเหล่านี้เป็นใคร? มาจากไหน? อยู่ๆก็มาขอร้องให้เราเทศน์ แต่เมื่อลองคิดแล้วเขาบอกให้ว่านะโม 3 จบ จากนั้นก็เป็นเรื่องที่ปากพูดไปได้เองเป็นเรื่องเป็นราว ชายหญิงทั้งหลายต่างนั่งพนมมือ อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ครั้นเทศน์จบก็กราบขอบคุณขอลากลับ หันไปอีกทาง ปรากฏว่าหายไปทางไหนก็ไม่รู้” ผู้เขียนกราบเรียนถามหลวงปู่ว่าทำไมสามเณรพรหมศรจึงเทศน์ได้ ท่านกล่าวว่า มันเป็นของเก่าหรือที่เรียกว่า “ธรรมบันดาล” ที่พาให้พูดกล่าวไปได้เอง ความตั้งใจที่จะบวชเพียง 7 วัน ก็อยู่เลยเรื่อยมาจนอายุครบ 20 ปี พระอุปัชฌาย์จึงอุปสมบทให้ ณ วัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ โดยตั้งนามฉายาให้ใหม่ว่า “พรหมปัญโญ” แปลว่า ผู้มีปัญญาดุจพรหม เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงปู่ตั้งใจมั่นขยันหมั่นเพียรศึกษาพระปริยัติธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า หลวงปู่เป็นผู้มีความวิริยะสูง จดท่องจำแม่นยำยิ่งนัก ทั้งฝักใฝ่หาความรู้ เพียรหาครูบาอาจารย์อย่างไม่ลดละแม้จะไกลไปยาก ก็อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางไป เพื่อให้ได้ความรู้กลับคืนมาเป็นรางวัล ด้วยปณิธานมั่นที่จะโปรดลูกหลานญาติโยมภายหน้า สืบไป ครั้นอุปสมบทได้แล้ว 3 พรรษา จึงกราบลาพระอุปัชฌาย์จาริกธุดงควัตรตามแบบฉบับแห่งพระบรมครู อาศัยอยู่ตามโคนไม้ นุ่งห่มใช้ผ้าเพียงสามผืน ทั้งถือที่สงบสัปปายะ เช่น ป่าช้าเป็นที่เจริญภาวนาเช้าค่ำ ขบฉันภัตตราหารเพียงมื้อเดียว ได้ท่องเที่ยวสู่เมืองขุขัน จ.ศรีสะเกษ เพราะเป็นเขตแห่งสรรพศาสตร์มนตรา จึงได้เข้าขอศึกษากับครูอาจารย์ที่เป็นทั้งฆราวาสก็ดี เป็นผู้ทรงศีลสมณะก็ตาม จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงขออนุญาตลากลับเพื่อจาริกธุดงค์สู่พรมเปญ กัมพูชาสืบไป เมื่อธุดงค์ข้ามเขาเข้าเขตกัมพูชา อันเป็นที่ตระหนักดีอยู่แล้วว่าเป็นดินแดนแห่งอาณาจักรขอมถิ่นอาถรรพ์ เป็นที่รวมแห่งสรรพศาสตร์ ไสยเวทย์มนตรารุ่งเรืองนัก คงเป็นด้วยบุญบารมีเก่าหนุนนำ พาให้ได้พบกับครูบาอาจารย์เก่า เมื่อพบเห็นแล้วทุกครูอาจารย์ ต่างพึงพอใจในพระภิกษุหงษ์ พรหมปัญโญผู้สันโดษอ่อนน้อมถ่อมตนยิ่งนัก ได้บังเกิดความเมตตาประสิทธิประสาทสรรพวิชา ทั้งเวทย์มนแลคาถาเมตตา มหาเสน่ห์ กำบังภัยทั้งคุ้มครอง แคล้วคลาดกันอาวุธ ปืน หอก ดาบ ธนูหน้าไม้เขี้ยวงา ช้างเสือ หุงสีผึ้ง กันยาเบื่อ ทั้งคุณไสย ทำน้ำมนต์รดอาบต่างหายไป แม้นบ้าใบ้จิตหลอนก็อ่อนโยน จนลุเลยข้ามดงสู่จังหวัดสารพัดไต่เขาและภูผา อาศัยหุบเขาข้างห้วยเอนกายา ตกค่ำภาวนาตลอดไปยามสองจิตผ่องใส บังเกิดธรรมบันดาลพาพบไป กับพระอาจารย์ใหญ่องค์เทพเทวาได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาลงจารเสกปากกา อุปเท่มีคุณมากหนากว่าพันประการ ประทานเสร็จสอนจบครบตำรา พระพรหมปัญโญให้ปิติทั้งศรัทธา ตั้งจิตกราบครูบาแล้วเงยหน้าขอชมบารมี ทันทีที่ลืมตารูปท่านอาจารย์ใหญ่ก็จางหายทันที พระพรหมปัญโญสุดที่จะเสียดายเพราะมิได้กล่าวคำว่าขอบคุณ แก่ท่านผู้กรุณาประสาทวิชา ครั้นล่องไพรในพนากลางป่าใหญ่ อัศจรรย์ใจเป็นนักหนาเห็นเด็กร่างดำใหญ่ดุจศิลา พลางผลักทักทายมาแต่ใด กุมารดินล้มหงายหลัง แล้วตั้งตรงทดลองใหม่ ผลักล้มมาด้านหน้า ทดลองถึงสองครั้งให้ระอาจึงแสดงกายาสูงใหญ่ได้ห้าเมตร แสดงเสร็จให้เกิดศรัทธาแล้วสั่งสอนถึงวิธีการสร้างกุมารทองให้ถูกต้องตามตำรับฉบับครู ครั้นธุดงค์ผ่านเขาพนาไพร นานอยู่ได้เกือบขวบปี แวะผ่านที่หมู่บ้านชื่อ “บ้านกรู” ณ หมู่บ้านนี้เองที่ชาวบ้านต่างกล่าวขานคุณงามความดีในวีรกรรมหลายๆสิ่งที่ไม่อาจลืมเลือนได้ จากหัวใจของทุกคน แม้หลวงปู่จะธุดงค์กลับประเทศไทยแล้วก็ตามจนขณะนี้หลวงปู่มีอายุย่าง 85 ปี จึงได้เดินทางไปเยี่ยมชาวกัมพูชา เมื่อชาวบ้านทราบข่าวว่าหลวงปู่จะมาต่างดีใจ ครั้นหลวงปู่ไปถึงชาวบ้านเกือบพันคนต่างนอนคว่ำเรียงรายตั้งแต่ถนนจนถึงศาลา แล้วอาราธนาให้หลวงปู่เดินเหยียบบนหลังของเขาเหล่านั้น หลวงปู่จะไม่เดินชาวบ้านเขาก็ไม่ยอม กล่าวว่ายอมพร้อมพลีกายด้วยความเคารพบูชา หลวงปู่ขัดเขามิได้จึงยอมเดินบนหลังของเขาเหล่านั้น แม้แต่ผู้เฒ่าอายุราว 100 กว่าปี เมื่อทราบข่าวว่าหลวงปู่มาก็อุตส่าห์ลากไม้เท้าหลังงองกเงิ่นเดินทางมากราบบูชา ผู้ติดตามหลวงปู่ทุกคนต่างแปลกใจและถามว่าทำไมจึงศรัทธาองค์หลวงปู่ขนาดนี้ พวกเราทุกคนต่างก็ถึงบางอ้อ! เพราะพ่อเฒ่าต่างเล่าให้ฟังว่า “หลานเอ๋ย ถ้าวันนั้นหลวงพ่อไม่ได้อยู่กับเราแล้ว หมู่บ้านกรูทั้งหมู่บ้านก็แตกกระจายป่นปี้ไปแล้ว เพราะมันเป็นเรื่องแปลก ตาเองก็ไม่เคยเห็น ว่าลูกระเบิด และลูกปืนใหญ่ขนาดแตงโม มันตกมาบนหลังคาหญ้าแฝก แปลกที่มันไม่ทะลุหล่นลงมา กลับกลิ้งคลุกๆ ไปตามทางลาดชายคา พวกเราก็นึกว่าต้องตายแน่ๆ ถ้าลูกระเบิดตกกระทบกับพื้นดิน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังตุ้บ! ปรากฏว่าลูกปืนจมดินเกือบครึ่งลูก แต่มันอัศจรรย์มาก หลานเอ๋ย มันไม่ระเบิด! เท่านั้นแหละเม็ดกรวด เม็ดหิน แม้แต่ดินใต้แคร่ไม้ไผ่ เขายังขุดไปลึกเป็นเมตรเอาไปปั้นเป็นลูกอมตากแดด ครั้นหลวงพ่อกลับประเทศไทยไปแล้ว แคร่ตัวที่ท่านนั่งก็ยังไม่มีเหลือ ชาวบ้านเขาจุดธูปเอามาพลีแบ่งกันจบหมดไม่เหลือหรอ หลวงพ่อเน้อ! พร้อมกับยกมือไหว้ทางหลวงปู่ พวกตาและชาวบ้านรอดตายมาได้ทุกคน เสมือนตายแล้วเกิดใหม่ เท่ากับหลวงพ่อท่านมาชุบชีวิตให้ใหม่” ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมชาวบ้านเขาจึงพร้อมใจกันยอมนอนคว่ำให้หลวงปู่ท่านเดินบนหลังของพวกเขา ชาวบ้านทุกคนเคารพรักหลวงปู่เสมือนเป็นเทพของพวกเขาทีเดียว เพราะมิใช่ว่าหลวงปู่ จะป้องกันภัยให้พวกเขาได้อย่างเดียว แต่หลวงปู่ได้แผ่เมตตาปล่อยสัตว์ ขุดบ่อ ขุดสระ สร้างฝายน้ำล้น ปลูกป่า ปล่อยช้าง วัว ควาย เต่า งู ตะขาบ สัตว์ทุกชนิด และสั่งห้ามมิให้ชาวบ้านทำลายป่าไม้ โดยอบรมสั่งสอนให้เห็นคุณและโทษของการไม่มีป่าไม้ไม่มีน้ำ จะเกิดความเดือนร้อนนานาประการ พร้อมทั้งสอนให้ชาวบ้านทุกคนถือศีลห้า ห้ามดื่มเหล้าเมายา แล้วครูอาจารย์ของหลวงปู่ท่านจะคุ้มครอง ทุกคนเคารพศรัทธาในหลวงปู่ได้ประพฤติปฏิบัติตาม จึงมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข หลวงปู่เป็นพระธุดงค์ ถือสันโดษ โปรดสัตว์ จึงไม่ติดกับที่อยู่ หรืออมิสลาภ จึงได้ลาญาติโยม เพื่อจาริกแสวงบุญต่อเรื่อยมา

ข้อมูลจาก
http://www.luangpuhong.com
   ความเห็นที่ 33 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 30 - ม.ค. - 51  เวลา 09:47:22  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1202753007.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ประวัติโดยสังเขปพระครูเกษมธรรมนันท์ (หลวงพ่อแช่ม ฐานุสฺสโก)
ชื่อเดิม : แช่ม อินทนชิตจุ้ย
ชาตะ : วันพุธที่ ๖ มีนาคม ๒๔๔๙ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเมีย ที่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลดอนยายหอม
อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรคนที่ ๓ ของนายเนียม และนางอ่ำ อินทนชิตจุ้ย
อุปสมบท : ที่อุโบสถวัดดอนยายหอม ในวันศุกร์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ
โดยมีพระครูอุตตรการบดี (สุข) วัดห้วยจรเข้ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูทักษิณานุกิจ (เงิน) วัดดอนยายหอม
เป็นพระกรรมวาจารย์ และพระครูวินัยธร (ใย) วัดบางช้างใต้ เป็นพระอนุศาสนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า "ฐานุสฺสโก"
การศึกษา : ในด้านพระปริยัติธรรม หลวงพ่อแช่ม สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ จากนั้นได้หันมาศึกษาด้านการปฎิบัติ
โดยได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน และพระเวทวิทยาคมต่างๆจากหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
หลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอม หลวงพ่อคง วัดบางกะพร้อม และพระครูอุตตรการบดี (สุข) วัดห้วยจรเข้


สมณศักดิ์ :  - ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นพระครูฐานานุกรมของพระราชธรรมาภรณ์ (เงิน) ในตำแหน่งพระครูปลัดแช่ม


  - ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนา ที่ พระครูเกษมธรรมานันท์
  - ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นพระอุปัชฌาย์
  - ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม
  - ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอก วิปัสสนา พัดพุฒตาลขาว ในราชทินนามเดิม
ผลงานด้านการพัฒนา : สมัยที่หลวงพ่อเงินยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อแช่มเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง สำคัญของหลวงพ่อเงินในการพัฒนาสร้างสรรค์
สาธารณประโยชน์ต่างๆ มากมาย เมื่อหลวงพ่อเงินมรณภาพไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ หลวงพ่อแช่ม ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงพ่อเงินต่อไป


๑. การบูรณปฎิสังขรณ์เสนาสนะ กุฎิสงฆ์ และถาวรวัตถุต่างๆในวัดดอนยายหอม
๒. เป็นประธานอุปถัมภ์ในการสร้างวัดตะแบกโพรงสามัคคีธรรมที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
๓. สร้างโรงเรียนหลวงพ่อแช่มอุปถัมภ์ (ฉิมเกตุ อ่อนอุทิศ) ที่ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
๔. สร้างตึกคนไข้ ๔ ชั้น ที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
๕. จัดหาทุนสร้างหอประชุมอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม


ชื่อเสียงกิตติคุณ : เชื่อกันว่าหลวงพ่อแช่มสำเร็จเตโชกสิณตั้งแต่พรรษายังน้อย บางคนเชื่อว่าท่านสำเร็จฌานอภิญญามีพลังจิตเข้มขลัง ปรากฎการณ์ที่ทำให้ชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก็คือ สามารถอธิษฐานจิตปลุกเสกจนน้ำมนต์เทไม่ออก วัตถุมงคลต่างๆที่ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสก มีพุทธคุณครบเครื่องทุกๆด้าน แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ เมตตามหานิยม ปัจจุบันวัตถุมงคลชุดสำคัญๆของท่านเริ่มเป็นที่นิยมและสะสมกันมากขึ้น นอกจากพระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆแล้ว น้ำพระพุทธมนต์ แป้งเจิม มงคลสวมคอ การผูกหุ่นพยนต์ และสาริกาลิ้นทอง เป็นวิชาเฉพาะตัวที่หลวงพ่อทำได้ขลังยิ่งนัก
มรณภาพ : วันพฤหัสบดีที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ รวมสิริมายุได้ ๘๗ ปี พรรษา ๖๗

   ความเห็นที่ 34 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 12 - ก.พ. - 51  เวลา 01:03:27  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1202754100.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ประวัติ
พระอุดมประชานาถ (หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ)
วัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
เพชรน้ำหนึ่งแห่งลุ่มน้ำนครชัยศรี
คัดลอกจาก http:// www.geocities .com/ watbangpra/ biography.html
ปัจจุบัน หากได้มีโอกาสเข้ากราบพระคุณเจ้าหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จะเห็นได้ว่าองค์หลวงพ่อนั้น มีความอิ่มบุญ อิ่มกุศล ดูดวงหน้าท่านนั้นมีแต่ความสงบ มีแต่ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่กว่าที่ท่านหลวงพ่อเปิ่น จะสร้างสมบุญบารมีถึงชั้นนี้นั้น องค์ท่านมีประวัติที่มาพิสดารพอประมาณ ซึ่งเป็นการต่อสู้ดิ้นรนในการศึกษาหาวิชาความรู้ที่ตัวเองต้องค้นหามาตลอดในการเรียนรู้แต่ละครั้ง แต่ละอาจารย์
ถึงจุด ๆหนึ่ง หลวงพ่อเปิ่นถึงกับกล่าวว่า
“ในตอนแรก ๆ นั้น อาตมาคิดว่าได้เรียนวิชาเอกไว้มากมายแล้ว และได้เรียนรู้ในข้อธรรมทั้งหลาย ลึกซึ้งดี แล้ว แต่ที่ไหนได้พอได้พบได้สนทนากับผู้ที่มีความรู้และภูมิธรรมสูงกว่า และเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดำริตน ให้พ้นจากอาสาวะกิเลสทั้งปวงแล้วนั้น ทำให้อาตมารู้สึกว่า อาตมาเองเหมือนกบอยู่ในกะลาครอบจะต้องเรียนรู้ จะต้องศึกษาอีกมากมาย และยังต้องบำเพ็ญเพียรทางจิตอีกมากจึงจะเทียบเท่าท่านผู้รู้เหล่านั้นได้ เพราะขณะนั้น อาตมายังไม่ได้ปฏิบัติตน ไม่เคยเห็นโลกกว้างเหมือนผู้รู้ผู้แสวงหา ไม่ได้ถึงธรรมอย่างแท้จริง และปฏิบัติกันอยู่ แค่วิชาความรู้ทางไสยศาสตร์เพียงอย่างเดียว ไม่อาจนำพาตัวเองรอดจากเวียนว่ายตายเกิดได้เลยต้องศึกษาปฏิบัติควบคู่กันไปเป็นพลังเสริมความมั่นคง อันก่อให้เกิดความกาวหน้าทางจิต จนกระทั่งได้พบกับแสงสว่างทางธรรมอันสมควรอีกด้วย
และถ้าหากอาตมาไม่แสวงหาวิชาความรู้ต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดินแล้วก็จะอยู่เพียงเท่านี้ ไม่ก้าวหน้าต่อไปวิชาก็ไม่แน่นพอ ไม่ได้เห็นแสงสว่างของทางธรรม และยังไม่ได้เข้าถึงคุณวิชาที่เข้าศึกษาจึงจำเป็นต้องไปเพื่อกาลข้างหน้าจะได้เป็นผู้รู้ได้บ้าง แต่จะได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็แล้วแต่บุญกุศลเถิดว่าจะสนองตอบเราได้เพียงไหน”
นั้นเป็นคำกล่าวขององค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น เมื่อท่านได้พบกับหลวงพ่อโอภาสี (มหาชวน) ท่านจึงทราบว่าท่านอยู่ในฐานะเพียงไหน
จึงต้องออกธุดงค์ต่อไปเพื่อหาความวิเวกศึกษาปฎิบัติ นี่เป็นเพียงจุดเดียวเท่านั้นในชีวิตขององค์พระคุณเจ้าหลวงพ่อเปิ่น ซึ่งมีอยู่มากมายในเรื่องของความพิสดารแห่งการศึกษาหาความรู้
เรามาทราบถึงชาติองค์ท่านก่อน
องค์หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ เป็นชาวนครชัยศรี จ.นครปฐม โดยกำเนิด บิดาท่านมีนามว่า “นายฟัก” มารดามีนามว่า”นางยวง” อยู่ในตระกูล “พู่ระหง” ครอบครัวขององค์หลวงพ่อเปิ่นมีอาชีพทำนาอันเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในแถบนั้น
องค์หลวงพ่อเปิ่น ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๖๖ ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้นหนึ่งค่ำ (๑) เดือนเก้า (๙) ครั้งนั้นในแถบถิ่นเมืองนครชัยศรี ได้มีทารกน้อยมาจุติ ซึ่งมากล้นด้วยบุญญาธิการ ด้วยลักษณะที่ผิวพรรณผ่องใส ผิดไปจากพี่น้องซึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมดเวลานั้น คือมีพี่ทั้งหญิงและชาย ๘ คน หลวงพ่อเป็นคนที่เก้า และต่อมาองค์หลวงพ่อจึงมีน้องที่เป็นหญิงเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
วัยเด็ก ชีวิตปฐมวัยขององค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น นับว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างเป็นที่สุด ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในสมัยนั้นแถบถิ่นลุมน้ำนครชัยศรีอุดมไปด้วยวิชาอาคม อาจเนื่องด้วยไกลปืนเที่ยง ในตอนนั้นการเรียนรู้วิชาอาคมเอาไว้เพื่อป้องกันตัวจึงถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ชายทุกคนจักพึงมี หลวงพ่อเปิ่น องค์ท่านสนใจในเรื่องไสยศาสตร์มาตั้งแต่สมัยเด็ก อาศัยว่าครอบครัวของท่านอยู่ใกล้กับวัดบางพระ ซึ่งในสมัยนั้นมีองค์พระคุณเจ้าที่จำพรรษา (รวมทั้งพี่ชายหลวงพ่อด้วย) ณ วัดบางพระ เก่งกาจในสายไสยศาสตร์มากหลายองค์ เด็กชายเปิ่นจึงเข้าออกเพราะความอยากรู้ อยากใฝ่หาในวิชาอยู่กับวัดบางพระเป็นประจำ
ครั้นต่อมาครอบครัวย้ายไปตั้งรกรากทำมาหากินที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง ที่สุพรรณบุรีนี่เองที่เด็กชายเปิ่นได้ฉายแววเป็นนักเลงจริง เป็นคนจริงให้เห็น เพราะการอยู่ในดงนักเลงที่เป็นคนจริง จะต้องเป็นคนจริงไปด้วยโดยปริยาย เมื่อถึงจุดนี้ผู้ชายไทยใจนักเลงทุกคนจึงต้องหาอาจารย์ศึกษาทางด้านไสยเวทย์ เพื่อเอาไว้ป้องกันตัวเองบ้าง เป็นการเสริมสร้างบารมีให้แก่ตนเอง เด็กชายเปิ่นจึงต้องขวนขวายหาครูบาอาจารย์ผู้เรืองเวทวิชาอาคม ศึกษาหาวิชามาไว้ป้องกันตัวเองได้เวทมนตร์คาถาเอามาท่องจำ เป็นอย่างนี้อยู่ตลอด
จนกระทั่งได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ขององค์ท่านหลวงพ่อแดงแห่งวัดทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ศิษย์เอกของท่านหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน องค์พระคุณเจ้าที่เก่งพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะเก่งกล้าเป็นอย่างมากทางด้านกัมมัฎฐานและไสยเวทย์ นี่เองคือจุดเริ่มความเก่งกาจของ เด็กชายเปิ่นจนถึงนายเปิ่นในกาลเวลาต่อมา
หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก องค์เสมือนจะทราบว่าเด็กชายเปิ่นคนนี้มีแววแห่งผู้ขมังเวทอย่างแน่นอน อีกทั้งจิตใจ อันใสบริสุทธิ์สะอาด ผนวกกับเป็นคนจริงท่านจึงได้ถ่ายทอดในสายวิชาของท่านพร้อมวิชา ไสยเวทย์ต่าง ๆ ให้กับเด็กชายเปิ่น
ด้วยความจำ ด้วยความที่ตนใฝ่หาทางนี้โดยตรง ความรู้ที่พระอาจารย์หลวงพ่อแดงมอบให้จึงตกอยู่ที่เด็กชายเปิ่นอย่างมากมาย ที่สำคัญในช่วงนั้นนั่นเองที่เด็กชายเปิ่นเจริญเติบโตเป็นนายเปิ่นได้มีความอยากรู้ อยากเรียน อยากทราบในสายพระเวทย์เหมือนองค์หลวงพ่อเปิ่น จึงเป็นที่ถูกคอกันยิ่งนัก ซึ่งต่อมาเพื่อนคนนี้ได้อุปสมบทเหมือนกัน มีนามว่าหลวงพ่อจำปา (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) เจ้าอาวาสวัดประดู่ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ ฯ ซึ่งมีลูกศิษย์ ลูกหามากมาย
หลวงพ่อเปิ่นศึกษาวิชากับหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอกอยู่จนถึงเวลาที่ครอบครัวย้ายถิ่นฐานกลับสู่บางแก้วฟ้า จังหวัดนครปฐม อีกครั้ง ซึ่งตรงกับอายุครบเกณฑ์ทหารพอดี ในสมัยนั้นการเกณฑ์ทหารแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ ทหารประจำการ กับ ทหารโยธา
สมัยนี้นี่เองที่นายเปิ่นได้รับการถ่ายทอด วิชาสักยันต์ อันเกรียงไกร โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อหิ่ม อินฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดบางพระ แน่นอนที่สุดนี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตขององค์หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ เพราะวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดมาล้วนเป็นวิชาที่สุดยอดทั้งสิ้น หากมองย้อนกันกลับไป พระอธิการหิ่ม อินฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดบางพระในเวลานั้น หากเทียบกันในเรื่องไสยเวทย์คาถา จัดได้ว่าเป็นหนึ่งเป็นจิตจริงอันแน่วแน่ เพียงแต่องค์ท่านไม่ออกสู่สนามลองพระเวทย์สักเท่าใด อีกทั้งเรื่องยาสมุนไพรรักษาโรคก็นับว่าเป็นหนึ่งเหมือนกัน
ถือว่าเป็นวิชาพระคาถาอาคมที่ได้รับการสืบทอดความลึกลับกันมาตั้งแต่โบราณกาล ขณะนั้นนายเปิ่นได้เข้ารับใช้หลวงพ่อหิ่ม เพื่อความอยากเรียนในด้านไสยเวทย์จากองค์ท่านหลวงพ่อหิ่มนั่นเอง ซึ่งก็ได้รับความเมตตาเป็นอย่างดีจากท่านหลวงพ่อหิ่ม สายวิชาพระเวทย์ลึกลับตั้งแต่โบราณกาลจากองค์หลวงพ่อหิ่ม จึงถูกถ่ายทอดให้กับนายเปิ่นทั้งหมด
เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เป็นเพราะในช่วงที่หนุ่มแน่น นายเปิ่นเข้าออกวัดบางพระเกือบทุกเวลาจึงใกล้ชิดกับวัดอย่างดีที่สุด จนเมื่อถึงเวลาหนึ่ง ซึ่งนายเปิ่นคิดไปว่า ต้องบวชเรียนเพื่อศึกษาในสายวิชาอย่างจริงจัง เมื่อมาถึงในขั้นตอนที่ต้องใช้จิตใจในส่วนของความสงบ นึกดังนั้นจึงขออนุญาตพ่อแม่ว่าอยากบวชเรียน ซึ่งทั้งสองคนต่างดีใจเป็นอย่างมาก ยินดีให้นายเปิ่นเข้าสู่บวรพุทธศาสนา
วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ นายเปิ่นเข้าบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดบางพระ ต.บางแก้วฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โดยมี พระอธิการหิ่ม อินฺทโชโต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อยู่ ปทุมรัตน์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เปลี่ยน จิตฺตธมฺโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ หลวงพ่อเปิ่น จึงเริ่มศึกษาเล่าเรียนในพระธรรมวินัย สิกขาบท ตามภาระหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์ ที่สำคัญคือการศึกษาเล่าเรียนทางด้านวิชาอาคม จากตำรับตำราโบราณที่พระอาจารย์หลวงปู่หิ่ม สอนให้อย่างตั้งอกตั้งใจ นอกจากท่องบ่นพระเวทย์มนตร์คาถาอาคมแล้ว หลวงพ่อเปิ่นยังได้รับการถ่ายทอดในสายอักขระโบราณเป็นรูปแบบของยันต์ต่าง ๆ การลงอาคมตามทางเดินของสายพระเวทย์จนเป็นที่ชำนาญ กล่าวกันว่าอักษร อักขระ ที่หลวงพ่อเปิ่นลงหรือเขียนนั้นสวยงาม มีเสน่ห์เป็นยิ่งนัก
ในช่วงเวลา ๔ ปีกว่า ๆ ที่หลวงพ่อเปิ่นศึกษาวิชาต่าง ๆ จากพระอาจารย์หลวงปู่หิ่ม อินฺทโชโต และอยู่ปรนนิบัติพระอาจารย์จนถึงกาลที่พระอาจารย์หลวงปู่หิ่มละสังขาร มรณภาพ ซึ่งนับเป็นศิษย์องค์สุดท้ายที่ได้อยู่ปรนนิบัติหลวงปู่หิ่ม อินฺทโชโต หลังจากที่พระอาจารย์มรณภาพ หลวงพ่อเปิ่นจึงได้ออกจาริกปฏิบัติธรรม แสวงหาสัจจธรรม และในจุดประสงค์ลึก ๆ ของหลวงพ่อเปิ่นนั้นต้องการแสวงหาพระอาจารย์เพื่อศึกษาพระเวทย์
ในช่วงนั้นมีพระอาจารย์องค์หนึ่ง โด่งดังมากในเรื่อง "เตโชกสิณ" นั่นคือ องค์หลวงพ่อโอภาสี จำพรรษาอยู่ที่วัดรังษี (เดิมอยู่ติดกับวัดบวรนิเวศน์ ต่อมาจึงยุบไปรวมกับวัดบวรนิเวศน์) หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ จึงเข้าไปฝากตัวศิษย์ หลวงพ่อโอภาสี ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส
ในครั้งนั้นหลวงพ่อเปิ่นเข้าศึกษากับพระอาจารย์หลวงพ่อโอภาสีเป็นเวลาเกือบปี จึงกราบลาพระอาจารย์หลวงพ่อโอภาสี เพื่อออกธุดงค์ต่อไป ตามแนวของพระอาจารย์ หลวงพ่อเปิ่นเคยปรารภให้ศิษย์ฟังว่า
"อาตมาเรียนด้วย ปรนนิบัติท่านโอภาสีไปด้วย คงเป็นเพราะบุญบารมีของอาตมาที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนก็ว่าได้ จึงได้มีโอกาสศึกษากับท่านโอภาสี สำคัญมาก ๆ จริง ๆ และถ้าหากอาตมาไม่แสวงหาวิชาความรู้ต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดินแล้วก็จะอยู่เพียงแค่นี้ไม่ก้าวหน้าต่อไป วิชาก็ไม่แน่นพอ ไม่ได้เห็นแสงสว่างของธรรมและยังไม่ได้เข้าถึงคุณวิชาความที่ต้องศึกษาจึงจำเป็นต้องไปเพื่อกาลข้างหน้าจะได้เป็นผู้รู้บ้าง แต่จะได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็แล้วแต่บุญกุศลเถิดว่าจะสนองตอบเราได้เพียงใด"
ทราบกันเพียงว่าหลังจากองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นเข้ารับการถ่ายทอดในสายวิชาของหลวงพ่อโอภาสีแล้วทำให้หลวงพ่อเปิ่นท่านทราบได้ถึงสายวิชาที่มีอยู่อย่างมากในภพหล้าของเมืองไทยอีกทั้งได้รับการชี้แนะ จากองค์ท่านหลวงพ่อโอภาสีถึงองค์พระภิกษุสงฆ์เจ้าที่เก่งในด้านวิชา ตามเส้นทางที่องค์ท่านหลวงพ่อโอภาสีท่านเคยจาริกแสวงมา
หลังจากที่กราบลาองค์พระอาจารย์หลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อเปิ่นจึงออกธุดงค์มุ่งสู่ป่าเขาลำเนาไพรอีกครั้ง โดยมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นแหล่งใหญ่ของการปฏิบัติบำเพ็ญภาวนาซึ่งป่าแถบเมืองกาญจนบุรี มีพร้อมสำหรับผู้แสวงหาสัจธรรมและความวิเวก
อีกทั้งองค์พระคุณเจ้าที่เก่งและเสาะหาในสายวิชาต่างมุ่งตรงสู่ป่าเขาในจังหวัดกาญจนบุรีกันเป็นส่วนมาก จึงเป็นโอกาสดีของการรับรู้และแลกเปลี่ยนในสายวิชาซึ่งกันและกัน
ช่วงนี้นี่เองที่ชีวประวัติองค์หลวงพ่อเปิ่น ได้หายไปจากเมือง ทราบเพียงว่าองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น ท่านออกจาริกข้ามขุนเขาตะนาวศรี เข้าสู่เมืองมะริดของประเทศพม่าเข้าสู่บ้องตี้เซซาโว่ เกริงกาเวีย า (พ.ศ. ๒๔๙๖ - ๒๕๐๔ ) ซึ่งป่าแถบนั้นเป็นป่า ที่ซ่อนอาถรรพ์ลี้ลับนานาประการเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากสัตว์อันตรายจากสิ่งลี้ลับ มนต์ดำแห่งป่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นเกิดความกลัวแต่อย่างใด กลับตรงกันข้ามท่านกลับมุ่งใจพุ่งองค์เองเข้าสู่แดนอาถรรพณ์มหันตภัยแห่งนี้ แน่นอนละ หากในสายวิชาไม่แข็ง หรือจิตไม่เพียบพร้อม ณ ป่านี้นี่เองที่องค์ธุดงค์วัตรหายไปอย่างลึกลับ มีมาแล้วจะเป็นด้วยไข้ป่า ผีป่า นางไม้ วิญญาณร้ายต่าง ๆ ที่สำคัญคือสัตว์ร้ายนานาชนิดที่มีอยู่อย่างมาก โดยเฉพาะ "เสือสมิง" ที่นี่มีตำนานที่เล่ากันมาตั้งแต่บรรพกาล ในส่วนของเสือร้ายที่สามารถกลับกลายแปลงร่างเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ที่ศึกษาวิชาทางด้านนี้ จนสามารถกลับกลายร่างตนเองเป็นเสือสมิงไป และไม่ได้กลับร่างมาเป็นคนอีก เป็นเรื่องจริง ในสายวิชาเร้นลับวิชาหนึ่ง
ในส่วนองค์หลวงพ่อเปิ่น ท่านไม่ได้ประหวั่นพรั่นพรึงในส่วนนี้เลยแม้แต่น้อย จะเป็นด้วยเพื่อทดลองสายวิชาที่ได้เล่าเรียนมาหนึ่ง หรือเป็นด้วยองค์ท่านตัดทางจิตแล้วที่จะอุทิศตนเพื่อพระศาสนา ดังนั้นจิตอันสงบ จึงทำให้ไม่กลัวอะไรแม้แต่น้อย ช่วงนี้องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นประวัติเงียบหายไปอย่างสนิทมีเพียงคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าเจอองค์ท่านบ้าง ชาวเขา ชาวป่า พวกกระเหรี่ยง บอกว่าเจอองค์ท่านและองค์ท่านได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวป่า ชาวเขามาแล้วบ้าง
เป็นดังนี้ กระทั่งปลาย พ.ศ. ๒๕๐๔ บ่ายแก่ของวันหนึ่ง พระธุดงค์วัยกลางคนมาปักกลดอยู่ชายป่าใกล้กับวัด ทุ่งนางหลอก อ.ลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี ที่นี่นี้เององค์พระธุดงค์องค์นี้ได้สร้างศรัทธาให้แก่ชาวบ้านอย่างมากมาย ทั้งปฏิปทาที่เคร่ง ทั้งสายวิชาสานยาสมุนไพรช่วยเหลือชาวบ้าน ยิ่งเข้ากราบยิ่งเป็นที่กล่าวขาน เกิดเป็นศรัทธาอันสูงสุดของชาวบ้านที่พุ่งตรงสู่พระคุณเจ้ารูปนี้ "หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ " คือองค์ธุดงค์องค์นั้น ประจวบกับวัดทุ่งนางหลอกซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่มีเจ้าอาวาสมีเพียงพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่สองสามรูป จนจะกลายเป็นวัดร้างอยู่แล้ว ชาวบ้านจึงเห็นพ้องต้องกันว่าผู้ที่จะช่วยพัฒนาวัดทุ่งนาวัดนางหลอกให้กลับมาคืนมาอีกครั้ง คือองค์พระธุดงค์องค์นี้ จึงได้พร้อมกันนิมนต์องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นให้ท่านช่วยพัฒนาเสนาสนะต่าง ๆ ให้ดีขึ้นเหมือนเดิมและให้องค์ท่านอยู่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน เป็นที่พึ่งพาอาศัยของพวกเขาต่อไป
หลวงพ่อเปิ่นรับนิมนต์ เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนางหลอก องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น ใช้ความรู้ความสามารถขององค์ท่านทุกวิถีทาง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับแถบถิ่น เช่นวิชาแพทย์แผนโบราณ พระคาถาอาคมต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านเท่าที่จำเป็น เพียงระยะเวลาไม่นานที่องค์พระคุณเจ้าหลวงพ่อเปิ่นมาเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนางหลอก การพัฒนาวัดรุดหน้าไปมาก เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างแปลกหูแปลกตา ทำให้ชื่อเสียงองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นเป็นที่รู้จักและเริ่มกระจายออกไปกว้างขึ้น ๆ จากคำบอกเล่าปากต่อปาก ประจวบกับองค์ท่านมีจริยาวัตรอันงดงาม มีวิชาแพทย์แผนโบราณ รวมทั้งมีวิชาอาคมที่เป็นเลิศ เพียงไม่ถึง 2 ปี ที่องค์ท่านจำพรรษาเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนางหลอก จ.กาญจนบุรี วัดนี้เจริญขึ้นพอสมควร องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น จึงออกจาริกต่อไป นำพาซึ่งความอาลัยเสียดายแก่ชาวบ้านทุ่งนางหลอก เป็นยิ่งนัก
สู่วัดโคกเขมา หลังจากออกจากวัดทุ่งนางหลอก องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ จึงออกธุดงค์มุ่งสู่สมถะวิเวกอีกครั้งยาวนานร่วม 2 ปี โดยใช้เส้นทางวึ่งเป็นป่าดงดิบรกชัฏตามกาลสมัย ระหว่างทางองค์ท่านแวะพักที่วัดโคกเขมา ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งก็ตรงกับจังหวะที่วัดโคกเขมา ไม่มีเจ้าอาวาสพอดิบพอดี วัดโคกเขมา นับว่าไกลปืนเที่ยงอยู่เหมือนกัน กันดารอยู่กลางป่า การเดินทางไปมาแสนลำบาก เมื่อชาวบ้านทราบว่ามีพระธุดงค์เข้ามาพักที่วัดและทราบต่อมาทราบว่าเป็นศิษย์ของหลวงปู่หิ่ม อินทฺโชโต ชาวบ้านจึงพากันนิมนต์องค์หลวงพ่อเปิ่น ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา
หลวงพ่อเปิ่นจึงต้องรับนิมนต์เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมามาตั้งแต่กาลนั้น คณะสงฆ์ในตำบลแหลมบัว ออกประกาศและแต่งตั้งให้หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมาสืบไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เมื่อเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโคกเขมาองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น จึงได้เริ่มพัฒนาวัด ก่อสร้างเสนาสนะซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเกิดจากศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นในเวลานั้น และที่วัดโคกเขมานี่เอง องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นท่านได้สร้างพระเครื่องเป็นครั้งแรก ปัจจุบันพระเครื่องรุ่นนี้ของวัดโคกเขมา หาเป็นสิ่งยากเพราะเป็นพระเครื่องที่มีประสบการณ์ สร้างอภินิหารให้ผู้ที่ครอบครองได้ประจักษ์
หลังจากรุ่นรูปหล่อเนื้อทองแดงของท่านแล้ว พระเครื่องและวัตถุมงคลต่าง ๆ จากวัดโคกเขมาจึงออกมาเพื่อให้ศิษย์และประชาชนได้เช่าหาบูชากัน เพื่อนำเงินบำรุงพัฒนาวัดโคกเขมาทั้งหมด ที่วัดโคกเขมาองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นออกพระเครื่องทั้งเนื้อผง (สมเด็จ) ทั้งรูปหล่อ ทั้งเหรียญพระบูชา (พระสังกัจจายน์) ซึ่งชมได้จากภาพที่ได้จัดเรียงไว้อย่างครบครันในประมวลภาพพระเครื่องของวัดโคกเขมา (เล่มที่1) ทุกชิ้นทุกอย่างทุกองค์ในเวลานั้นดูมีค่ามากสำหรับชาวบ้านที่รับไป นั่นหนึ่งละที่เป็นเหตุให้ชื่อองค์ท่านหลวงพ่อขจรไกลไปทั่วแคว้น ทุกอย่างเกิดจากประสบการณ์ของผู้ใช้ทั้งสิ้น
จึงไม่แปลกเลยทีช่วงนั้น ณ กุฎิท่านวัดโคกเขมา ซึ่งมีพร้อมทั้งทางด้านไสยศาสตร์ ทั้งทางด้านปฏิบัติธรรม ถือเคร่งในวัตรปฏิบัติจนเป็นที่เลื่อมใสแก่ผู้ที่มากราบไหว้พบเห็น ชนทุกเหล่าทุกนามที่ทราบข่าวต่างเข้ามากราบไหว้กันจนกุฎิไม่แห้ง ที่กล่าวขานกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น จวบปัจจุบันตั้งแต่วัดโคกเขมาเป็นต้นมานั่นคือ " การสักยันต์ " แน่ละหากกล่าวถึงหลวงพ่อเปิ่นในหมู่ของชายฉกรรจ์ตั้งแต่อดีตมาหากเป็นสมัยท่านแล้วละก็ ต้องยกนิ้วให้องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น ในเรื่องของไสยศาสตร์เวทมนต์คาถาที่ส่งลงสู่ร่างของชายชาตินักสู้ในรูปแบบขององค์ท่านเอง
ทุกอย่างสมบูรณ์เพียบพร้อมถึงขนาดมีข่าวคราวกระพือโหมไปทั่วว่า แม้สิ้นชีพไปแล้ว มีดผ่าตัดยังไม่สามารถเฉือนเนื้อลงได้เลย คงทราบกันดีแล้วนะครับในข่าวนี้ องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นในสมัยที่องค์ท่านยังมิได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครู ฯ องค์ท่านลงมือสักลงอักขระเวทด้วยองค์ท่านเอง มาภายหลังที่ท่านประสิทธิ์ประสาทให้แก่ศิษย์เป็นผู้สักแทน องค์หลวงพ่อเพียงทำพิธีครอบให้เท่านั้น เรื่องการสักขององค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นกล่าวกันเพียงบทสรุปองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น ท่านจะชอบ " เสือ " ด้วยเหตุผลที่องค์หลวงพ่อบอกเพียงสั้นแก่สานุศิษย์ว่า เสือเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ เพียงเสียงคำรามสัตว์ทั้งหลายก็สงบเงียบ กลิ่นของเสือสัตว์ทั้งหลายเมื่อสัมผัสจะยอมในทันที หลีกทันก็ต้องหลีก จัดอยู่ในมหาอำนาจ เสือรูปร่างสง่างาม เต็มไปด้วยอำนาจบารมีจัดอยู่ในมหานิยม
ในช่วงปี ๒๕๑๔ หลวงพ่อเปิ่นได้รับสมณศักดิ์เป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรมในพระอุดมสารโสภณ เป็นช่วงที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา อันเป็นเวลาที่วัดโคกเจริญรุดหน้าขึ้นอย่างสูงสุด
พ.ศ. ๒๕๒๒ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทที่พระครูฐาปนกิจสุนทร
พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบ้ตรชั้นเอกในราชทินนามเดิม
พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้รับพระราทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระอุดมประชานาถ
หลวงพ่อเปิ่นมรณภาพเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๕ เวลา ๑๐.๕๕ รวมอายุ ๗๙ ปี พรรษา ๕๔

ทิดเขม ปัญญาอันเกษม เขมปัญโญ
เรียบเรียง.....อ้างอิง
   ความเห็นที่ 35 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 12 - ก.พ. - 51  เวลา 01:21:40  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1202755739.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ล.พ.อาคม อินทสโร วัดดาวนิมิตร ต.ซับสมอทอด อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ พระเกจิอาจารย์สุดยอดอาคมขลังแห่งเมืองมะขามหวาน ผู้เป็นเจ้าของตำหรับนะฤชาและตะกรุดโทนคู่ชีวิตอันลือลั่นสมรภูมิเขาค้อและภูหินร่องกล้าในสมัยก่อน ของดีของท่านได้คุ้มชีวิตเหล่าทหารหาญมานักต่อนักแล้ว…
แล้วท่านยังเป็นหนึ่งใน…
อาจารย์ของ หลวงพ่อออด วัดอัปสรสวรรค์ ได้ถ่ายทอด วิชาอาคมทั้งหมด อักษรขอมโบราณ และ วิชาสร้างตะกรุดโทนคู่ชีวิต… หลวงพ่อออด วัดอัปสรสวรรค์ สร้างตะกรุดโทนคู่ชีวิต ได้สุดยอดมากๆ ลือลั่นไม่แพ้อาจารย์อาคม ที่เป็นต้นตำหรับ….

   ความเห็นที่ 36 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 12 - ก.พ. - 51  เวลา 01:48:59  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1202756574.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

หลวงพ่อ ออด วัดอัปสรสวรรค์
พระประธาน 28 องค์ในพระอุโบสถ
หลังจากที่ได้รู้จักกับเรื่องหมูๆ ในกรุงเทพฯ กันไปในตอนที่แล้ว วันนี้ฉันยังเหลืออีกหนึ่ง “หมู” ที่ยังไม่ได้แนะนำให้รู้จักกัน นั่นก็คือ “วัดหมู” หรือ “วัดอัปสรสวรรค์” นั่นเอง

วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยใดนั้นยังไม่สามารถระหลักฐานที่แน่ชัดได้ รู้แต่สาเหตุที่เรียกวัดนี้ว่าวัดหมูนั้นก็เนื่องจากว่า ผู้สร้างวัดแห่งนี้เป็นชาวจีนชื่ออู๋ มีอาชีพเลี้ยงหมูเป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อมีวัดแล้วหมูเหล่านั้นก็มาเดินเพ่นพ่านเต็มลานวัด ชาวบ้านจึงเรียกว่าวัดหมูกันมาตั้งแต่นั้น แม้ภายหลังไม่มีหมูมาเดินแล้วก็ยังเรียกกันว่าวัดหมูต่อมา



พระปรางค์ก่ออิฐถือปูนบริเวณหน้าพระอุโบสถ


ภายหลังจากที่จีนอู๋สร้างวัดนี้ขึ้นแล้ว เวลาล่วงไปวัดก็ทรุดโทรมลงไปตามกาล จนมาถึงในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) เห็นว่าวัดหมูทรุดโทรมมาก จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้สถาปนาวัดนี้ขึ้นใหม่ทั้งวัด

และหลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เพิ่มอีก และในครั้งนั้นก็ได้พระราชทานชื่อวัดให้ใหม่ว่า “วัดอัปสรสวรรค์” เพื่อเป็นที่ระลึกแด่เจ้าจอมน้อย ซึ่งมีความสามารถในการแสดงละครเรื่องอิเหนา เป็นตัวสุหรานากงได้ดี จนได้รับฉายาว่า เจ้าจอมน้อยสุหรานากง และในการบูรณะครั้งนี้ ทำให้วัดอัปสรสวรรค์ กลายมาเป็นวัดที่มีความพิเศษหนึ่งเดียวในเมืองไทย

ฉันไปถึงวัดอัปสรสวรรค์ในตอนสายๆ ภายในวัดค่อนข้างเงียบผู้คนบางตา ไม่คึกคักเหมือนกับวัดข้างเคียงอย่างวัดปากน้ำภาษีเจริญที่มีคนแวะเวียนไปมากมายทุกวัน



หน้าบันแบบจีน พระราชนิยมของรัชกาลที่ 3


เมื่อฉันไปถึง อย่างแรกที่ทำก็คือเข้าไปกราบพระในพระอุโบสถก่อนเป็นอย่างแรก พระอุโบสถวัดอัปสรสวรรค์นี้ขนาดไม่ใหญ่โตนัก สร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบจีน ซึ่งเป็นแบบพระราชนิยมของรัชกาลที่ 3 หน้าบันไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันมีลายประดับปูนปั้นแบบจีน กล่าวกันว่าสร้างคล้ายกับที่วัดราชโอรสารามฯ วัดประจำรัชกาลที่ 3

สำหรับความพิเศษหนึ่งเดียวในเมืองไทยของวัดหมูนั้นอยู่ภายในพระอุโบสถ นั่นก็คือ แทนที่พระประธานจะมีเพียงองค์เดียวเหมือนกับโบสถ์วัดอื่นๆทั่วไป แต่ภายในอุโบสถนี้ก็กลับมีพระประธานอยู่มากถึง 28 องค์ด้วยกัน ซึ่งพระพุทธรูปเหล่านี้ รัชกาลที่ 3 เป็นผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น

เหตุที่สร้างพระพุทธรูปมากถึง 28 พระองค์ ก็เพื่อแทนพระพุทธเจ้าที่ได้เกิดขึ้นมาในชาติภาพต่างๆ รวมแล้ว 28 พระองค์ ได้แก่ พระพุทธตัณหังกร พระพุทธเมธังกร พระพุทธสรณังกร พระพุทธทีปังกร พระพุทธโกณฑัญญะ พระพุทธสุมังคละ พระพุทธสุมนะ พระพุทธเรวตะ พระพุทธโสภิตะ พระพุทธอโนมทัสสี พระพุทธปทุมะ พระพุทธนารทะ พระพุทธปทุมุตตระ พระพุทธสุเมธะ พระพุทธสุชาตะ พระพุทธปิยทัสสี พระพุทธอัตถทัสสี พระพุทธธรรมทัสสี พระพุทธสิทธัตถะ พระพุทธติสสะ พระพุทธปุสสะ พระพุทธวิปัสสี พระพุทธสิขี พระพุทธเวสสภู พระพุทธกกุสันธะ พระพุทธโกนาคมนะ พระพุทธกัสสปะ และพระพุทธโคตมะ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่เราได้เรียนรู้เรื่องราวของพระองค์

ไตรเก่าแก่ ต้นแบบหอเขียนของพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด
พระพุทธรูปทั้ง 28 พระองค์นี้ เป็นปางมารวิชัย หล่อขึ้นให้มีขนาดเท่าๆ กัน วางเรียงตั้งลดหลั่นกันลงมาเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมงดงามแปลกตาไม่มีวัดไหนในประเทศไทยและวัดไหนในโลกจะมีเหมือน และถ้าอยากจะรู้ว่าองค์ไหนเป็นองค์ไหนก็ดูได้จากตัวอักษรจารึกพระนามอยู่ที่ฐานพระพุทธรูปแต่ละองค์ แต่จะไปชะเง้อชะแง้หรือปีนป่ายดูก็ใช่ที่ เอาเป็นว่าฉันจะบอกให้ว่าองค์ที่อยู่ด้านบนสุดนั้นคือพระพุทธเจ้าองค์แรก หรือพระพุทธตัณหังกร ส่วนองค์ที่อยู่ด้านหน้าสุดของแถวล่างก็คือ พระพุทธโคตมะ หรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั่นเอง

และด้วยความที่วัดแห่งนี้เป็นเพียงแห่งเดียวที่มีพระประธาน 28 พระองค์ ที่วัดนี้จึงมีบทสวดมนต์พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ซึ่งเป็นบทสวดมนต์เฉพาะของวัดอัปสรสวรรค์ ซึ่งจะใช้สวดทุกครั้งที่ทำวัตรเช้าเย็น และจะเพิ่มบทสวดนี้เป็นกรณีพิเศษด้วยในการสวดมนต์ในพิธีการต่างๆ

ด้วยความพิเศษที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเช่นนี้ พระพุทธรูปประธาน 28 องค์ ในพระอุโบสถวัดอัปสรสวรรค์จึงถูกยกย่องให้เป็น “อันซีน บางกอก” ไปด้วยประการฉะนี้
ส่วนที่ตั้งอยู่ข้างๆ พระอุโบสถนั้นก็คือพระวิหาร เป็นศิลปะแบบจีนเช่นเดียวกัน ภายในมีพระพุทธรูปอยู่สององค์ เป็นพระปางมารวิชัยทั้งสององค์ และในภายหลังได้มีผู้มาสร้างรูปหล่อนางสุชาดา กำลังถวายข้าวมธุปายาสแก่พระพุทธเจ้าด้วย

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของพระวิหารวัดอัปสรสวรรค์ก็คือภาพทวารบาลที่ประตูวิหาร ซึ่งเขียนลงรักปิดทองเป็นรูปนางฟ้ากำลังเพลิดเพลินอยู่ในสระบัว ดูอ่อนช้อยงดงามสมกับชื่อวัดอัปสรสวรรค์ ต่างจากวัดอื่นๆ ที่มักทำเป็นรูปเทวดาหรือทหารที่ดูขึงขังมากกว่า



พระมณฑป ภายในมีพระพุทธรูปปางฉันสมอ


และระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารนั้น เป็นที่ตั้งของพระมณฑปสีขาวองค์ไม่ใหญ่นัก แต่ภายในนั้นเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางฉันสมอ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ พระพุทธรูปองค์นี้กล่าวว่าได้มาจากเวียงจันท์ ซึ่งอัญเชิญลงมายังกรุงเทพฯ พร้อมๆ กับพระบรมธาตุ พระบาง และพระแซกคำ

พระพุทธรูปปางฉันสมอนี้ปางคนอาจจะยังไม่คุ้นหูนัก ฉันจึงอยากขออธิบายถึงที่มาหน่อยหนึ่งว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุติสุข หรือตรัสรู้ได้ 7 สัปดาห์แล้ว ยังไม่ได้เสวยพระกระยาหารเลย ท้าวสักกอมรินทราธิราชจึงได้นำผลสมอ หรือลูกสมอซึ่งเป็นทิพย์โอสถไปถวาย พระพุทธจริยาที่เสวยผลสมอนั้นจึงถูกนำมาสร้างเป็นพระพุทธรูปปางฉันสมอนั่นเอง



ทวารบาลนางฟ้าอ่อนช้อยงดงาม
แต่พระพุทธรูปปางฉันสมอในพระมณฑปนี้ เจ้าอาวาสได้อัญเชิญไปเก็บรักษาไว้บนกุฏิ และได้นำองค์จำลองมาประดิษฐานไว้แทนเพื่อความปลอดภัย

จากนั้นฉันเดินข้ามถนนสายเล็กๆ ภายในวัดมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าหอไตรเก่าแก่กลางน้ำของวัด หอไตรแห่งนี้สร้างอยู่กลางสระน้ำเพื่อป้องกันมอดปลวกจะมากัดแทะหนังสือเสียหาย พูดถึงลวดลายของหอไตรแห่งนี้แล้วก็สวยงามมากทีเดียว ฝาผนังประดับกระจก ส่วนบานประตูและหน้าต่างก็เขียนด้วยลายรดน้ำ แม้จะดูเก่าแก่ไปมากแต่ก็ยังคงความสวยงามให้เห็น โดยหอไตรนี้ยังเป็นต้นแบบของ “หอเขียน” ที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาดอีกด้วย

นอกจากนั้น บริเวณด้านหน้าของพระอุโบสถและพระวิหาร ก็ยังมีพระปรางค์องค์สูงใหญ่ก่ออิฐถือปูนเก่าแก่ สร้างขึ้นคู่กับวัด พระปรางค์องค์นี้มีความสูงประมาณ 15 วา และใกล้ๆ กันนั้น ก็เป็นศาลาท่าน้ำริมคลองด่าน ที่สามารถซื้อขนมปังให้อาหารปลาตรงนี้ก็ได้ หรือใครอยากจะยืนชมวิว ชมเรือหางยาวที่แล่นพานักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศชมคลองก็ได้เช่นกัน
   ความเห็นที่ 37 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 12 - ก.พ. - 51  เวลา 02:02:54  ,ip :203.113.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1204736611.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

การสร้างวัตถุมงคล
    หลวงพ่อคงเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเอียด วัดดอนศาลา ถือเป็นศิษย์สายสำนักเขาอ้อ เริ่มสร้างวัตถุมงคล ตั้งแต่ปี พ.ศ.2483-2516 วัตถุมงคลที่สำคัญมีดังนี้
    5.1 พระกลีบบัวเนื้อเงินยวง สร้างเมื่อ พ.ศ.2483
    5.2 พระปิดตานอโม เนื้อโลหะผสม และ เนื้อผงผสมว่านสบู่เลือด
    5.3 รูปเหมือนพระอาจารย์ทองเฒ่า เนื้อผงผสมว่านสบู่เลือด
    5.4 พระยอดขุนพล เนื้อผงผสมว่าน
    5.5 รูปเหมือน 2 หน้า หน้าหนึ่งรูปอาจารย์ทองเฒ่า อีกหน้าหนึ่งรูปหลวงพ่อคง
    5.6 พระขุนแผนออกศึก เนื้อผงผสมว่าน
    5.7 พระสิวลี เนื้อผงผสมว่าน
    5.8 เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อคงรุ่นแรก พ.ศ.2516
    5.9 ตะกรุด ลูกอม ผ้ายันต์
      ฯลฯ
   ความเห็นที่ 38 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 06 - มี.ค. - 51  เวลา 00:03:31  ,ip :61.91.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1204736823.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ประวัติการสร้างพระเทพนิมิตรและพระขุนแผนออกศึก

เขียนโดยอาจารย์ชุม ไชยคีรี
หลวงปู่คงปรมาจารย์ขุนแผน(นักรบขุขศึกจอมขมังเวทย์สมัยอยุธยา)
หลวงปู่คงอยู่วัดตาลหรือวัดแคเมืองสุพรรณบุรีสมัยอยุธยาเป็นราชธานี เป็นพระอาจารย์ขุนแผนองค์แรก ท่านได้สร้างพระเครื่องทรงขุนแผนเรือนแก้วมอบไว้ให้กับขุนแผนบูชาติดตัว เมื่อพ.ศ.๒๔๙๖ ท่านได้มาเข้าประทับทรงข้าราชการผู้หนึ่งที่จังหวัดพัทลุง บอกตำราสร้างพระผงให้กับอาจารย์ชุม ไชยคีรี ชนิดหนึ่งเรียกว่า พระผงเทพนิมิต ในขระทีกำลังทำพิธีพุทธาภิเศกนั้น ท่านได้เข้าประทับทรงช่วยปลุกเศกอีกตลอดไตรมาส ๓เดือน ยิ่งกว่านั้นท่านได้ขอร้องให้อจ.ชุม ช่วยเอากระดูกของท่านและผงพระยอดขุนพล ผงพระขุนแผน ขึ้นจากใต้ฐานเจดีย์ที่ท่านได้บรรจุไว้ที่วัดตาลแต่ครั้งโบราณ อาจารย์ชุม ไชยคีรี ได้ขออนุญาตทำการขุดจากกรมศิลปกร คณะศิษย์ทราบเรื่องได้ขอร้องให้อาจารย์ชุม ไชยคีรี สร้างพระขุนแผนและพระเทพนิมิต พระอาจารย์พิจารณาว่าหากสร้างขึ้น จะมีโอกาสนำเงินรายได้ไปสร้างพระอุโบสถวัดบ้านสวน ควนขนุน พัทลุงถวายหลวงพ่อคง และแจกทหารตำรวจที่ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ ไว้เป็นเครื่องรางป้องกันตัวในคราวเดียวกัน
พระขุนแผนออกศึกและพระเทพนิมิต มีมวลสารเนื้อว่านยา๕๐๐กว่าชนิดที่หลวงพ่อคงและอาจารย์ชุม ไชยคีรี สะสมได้ผ่านพิธีมาแล้วเป็นเวลานานกว่า๔๐ปี ผสมกับผงก้นกรุของหลวงปู่คง เนื่องจากรัฐบาลมีหนังสือเวียนให้วัดสร้างพระแจกทหารออกศึกในสงครามอินโดจีน พ.ศ.๒๔๙๗ อาจารย์ชุม ไชยคีรี จึงนำผงส่วนหนึ่งผสมดินให้มีมวลสารมากเพียงพอในการสร้างพระแจกทหาร นักสะสมพระเครื่องจึงเรียกพระรุ่นนี้เป็นรุ่นแรก ผงว่าส่วนที่เหลือก็นำไปปลุกเสกนานถึง๑๔ปี ๑๗ครั้ง เพิ่มเติมผงกรุ๑๐๘กรุ ผงยันต์วิเศษ คือ ผงยันต์อิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห นะปะถะมัง ผงยันต์นอโมพระอินทร เนื้อขาวแบบพระสมเด็จ และพระอาจารย์ไชย ปสญ ณจิต โต ได้ทำพิธีชักยันต์อีก๓เดือนเต็ม เรียกพระผงรุ่นนี้ว่าพระผงวิเศษ คงไชยชุม เพราะอาจารย์๓องค์รวมกันทำโดยบริสุทธิ์ใจ เพื่อแจกทหการและสร้างอุโบสถวัดบ้านสวน เริ่มทำพิธ๊ผสมผงโดยปู่คงและขุนแผนเข้าประทับทรง พิมพ์พระโดยอาจารย์ทั้ง๓ เมื่อวันอังคารที่๑๗ มีนาคม เข้าพิธีพุทธาภิเศกวันศุกร์ที่๑-๙พ.ค.๒๕๑๓

คาถากำกับพระขุนแผน ของ อาจารย์ชุม ไชยคีรี
“ นะร้องไห้ ๆ นะมาเข้าหา นะจิตตัง มานิมามา จิตังมานิมามา “ ท่อง 3 จบ
ตามด้วย นะโม 3 จบ
แล้วว่า "อิสะวาสุ สุสะวาอิ อะสังวิสุโล ปุ สะ พุ พะ “ อีก 3 จบ
   ความเห็นที่ 39 โดยคุณ : ninjao วันที่ : 06 - มี.ค. - 51  เวลา 00:07:03  ,ip :61.91.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.