อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
***VCDสารคดีประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณสมัยหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่เก่ามากๆหายาก***
***VCDสารคดีประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณสมัยหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่เก่ามากๆหายาก***

[img]http://img87.imageshack.us/img87/10/1siy5.jpg[/img]
part 1
[code]http://www.upchill.com/download.php?id=349f84800fddf7e614175bf850faac09[/code]
part 2
[code]http://www.upchill.com/download.php?id=44a550d8245eefb9a272608edddcb66b[/code]
part 3
[code]http://www.upchill.com/download.php?id=344aee573e911b0e9cdc39db22d7305f[/code]

ประวัติ ชื่อเสียง เกียรติคุณ ท่านพระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณโณ
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
[img]http://img218.imageshack.us/img218/3760/msg060703184618457cv3.jpg[/img]
[img]http://img100.imageshack.us/img100/8643/18mc9.jpg[/img]
[img]http://img218.imageshack.us/img218/5986/19dm6.jpg[/img]



ภาพ"หลวงปู่แหวน" ที่ "ในหลวง" ทรงฉายภาพเอง....
[img]http://www.gmwebsite.com/upload/phuttawong.net/webboard/untitled2.bmp[/img]


หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้ท่องธุดงค์และจำพรรษาอยู่ทางภาคเหนือหลายแห่ง ต่อเนื่องกัน เป็นเวลาหลายปี โดยไม่ได้ไปที่ภาคอื่นอีกเลย เพราะอากาศในภาคเหนือ ถูกกับอัธยาศัย และถูกกับธาตุขันธ์ ของท่าน ที่เรียกว่า เป็นสัปปายะสำหรับท่าน

ในปี พ.ศ.๒๔๘๙ หลวงปู่แหวน พักจำพรรษาอยู่องค์เดียวที่วัดป่าบ้านปง (ปัจจุบันคือ วัดอรัญญวิเวก) ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง เชียงใหม่

ในพรรษานั้น หลวงปู่ เกิดอาพาธเนื่องจากแผลที่ขาอักเสบ ได้รับความทรมานมาก ไปบิณฑบาตไม่ได้ ภิกษุสามเณรอื่นก็ไม่มี ช่วงนั้นเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองใหม่ๆ เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านก็ไม่ได้มาดูแลเอาใจใส่หลวงปู่

ช่วงนั้น หลวงปู่หนู สุจิตฺโต (ชาวจังหวัดยโสธร) พักจำพรรษาอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว อยู่ห่างจากที่หลวงปู่แหวนอยู่มากกว่า ๕๐ กม ได้เกิดนิมิตในขณะนั่งภาวนาในเวลากลางคืน เห็นหลวงปู่แหวนนอนอยู่บนพื้นดิน

เมื่อออกจากสมาธิ หลวงปู่หนู จึงนำนิมิตมาใคร่ครวญดู แน่ใจว่าคงมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น กับหลวงปู่แหวนอย่างแน่นอน เมื่อฉันเช้าเสร็จ หลวงปู่หนู ก็รีบเดินทางไปวัดป่าบ้านปงทันที

หลวงปู่หนูพบว่า หลวงปู่แหวนกำลังอาพาธหนักด้วยแผลอักเสบ จึงให้ชาวบ้านไปตามหมอมา ชื่อ หมอจี้ อดีตเคยเป็นทหารเสนารักษ์

หมอมาถึงประมาณ ๕ โมงเย็น (๑๗.๐๐ น.) ก็บอกว่าต้องผ่าตัดแผลหลวงปู่อย่างไม่รอช้า โดยตัดเอาเนื้อตายออกให้หมด

การผ่าไม่มีการฉีดยาชา หรือใช้ยาระงับความปวดแต่อย่างใด

ก่อนลงมือผ่าแผล หลวงปู่หนู ได้ขอโอกาสท่านว่า “ตอนนี้หมอเขาจะผ่าเอาความเจ็บปวดออก ผ่าเอาโรคร้ายออก เขาไม่ได้ผ่าท่านอาจารย์นะ เขาผ่าดิน น้ำ ลม ไฟ ต่างหาก"

หลวงปู่พุดคำเดียวว่า "เออ" แล้วท่านก็กำหนดจิตเข้าสู่สมาธิทันที

หมอลงมือตัดเนื้อบริเวณปากแผลออกจนหมด ใช้เวลาเกือบ ๑ ชั่วโมง หลวงปู่คงนอนสงบ นิ่งเหมือนคนนอนหลับ ไม่มีอาการเคลื่อนไหวใดๆ

เมื่อหมอทำการผ่าตัด เย็บบาดแผล และพันผ้าเสร็จแล้ว หลังจากนั้นอีกสัก ๕ นาฑี หลวงปู่จึงออกจากสมาธิ ลืมตาขึ้น

หลวงปู่หนู ถามว่า “พระอาจารย์เจ็บไหม”

หลวงปู่พูดว่า “พอสมควร"

ไม่มียาแก้ปวดใดๆ ถวายหลวงปู่เลย เพราะช่วงหลังสงคราม ในถิ่นห่างไกลเช่นนั้น ไม่ต้องพูดถึงหยูกยากัน

รุ่งขึ้นอีกวัน หมอจี้ ก็มาล้างแผลให้ หลวงปู่พูดว่า “วันนี้เบาๆ หน่อยนะ เมื่อวานนี้มือหนัก ไปหน่อย" แล้วท่านก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ท่านยังคงอยู่สงบเย็นตามปกติ เว้นไว้แต่ยังลุกเดินไม่ได้ เท่านั้น

หลวงปู่หนู อยู่เฝ้าพยาบาล ๗ วัน ท่านต้องกลับดอยแม่ปั๋งตามพระวินัย เพราะอยู่ในช่วงเข้าพรรษา ก่อนกลับได้กำชับชาวบ้าน ให้ดูแลอย่าทอดทิ้งหลวงปู่เหมือนที่ผ่านมา

หลวงปู่อาพาธอยู่นาน จนถึงเดือนเมษายน ปีต่อมา ( ร่วม ๑๐ เดือน) อาการเจ็บปวดบาดแผล จึงทุเลาลงมาก แต่แผลยังไม่หายสนิท ยังเดินไปไหนไกลๆ ไม่ได้

๑๔๓. ดำริของหลวงปู่หนู

คนที่รู้จัก หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ จะต้องรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ หลวงปู่หนู สุจิตฺโต แน่นอน เพราะหลวงปู่หนู เป็นเจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋ง เป็นลูกศิษย์ที่อุปัฎฐากและดูแล หลวงปู่แหวนในทุกเรื่อง จนถึงวาระสุดท้ายของหลวงปู่

ถ้าพูดให้ชัดลงไปก็ต้องว่า “ถ้าไม่มีหลวงปู่หนู พวกเราก็คงไม่ได้รู้จักหลวงปู่แหวน อย่างแน่นอน”

หลวงปู่หนู ท่านเป็นพระจากจังหวัดยโสธร เป็นพระธุดงค์สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านมีความเคารพศรัทธาหลวงปู่แหวน ในฐานะเป็นครูอาจารย์กรรมฐานของท่าน

นับตั้งแต่หลวงปู่หนู ไปรักษาพยาบาล หลวงปู่แหวน ที่วัดป่าบ้านปงครั้งแรกแล้ว หลังจากนั้น ท่านก็แวะเวียนไปเยี่ยมหลวงปู่อยู่บ่อยๆ

หลวงปู่หนู ท่านคิดจะนิมนต์หลวงปู่แหวนไปอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งด้วย เพราะหลวงปู่อายุมากแล้ว ต้องอยู่องค์เดียว พระเณรที่จะอุปัฎฐากก็ไม่มี อาศัยศรัทธาชาวบ้านคอยดูแลก็ไม่สม่ำเสมอ ถ้าหลวงปู่มาอยู่ที่ดอยแม่ปั๋งด้วย ก็จะได้ดูแลอุปัฎฐากได้ง่ายขึ้น ท่านเองก็ไม่ต้องเที่ยวไปๆ มาๆ เพราะเดินด้วยเท้าไปกลับเที่ยวละ ๕๐ กม. ไม่ใช่เรื่องที่สนุกแน่

แต่สมัยนั้น ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ยังไม่มีอะไร กุฏิสักหลังก็ไม่มี ศรัทธาญาติโยมก็มีไม่กี่คนที่รู้จักหลวงปู่แหวน

ดังนั้น หลวงปู่หนู จึงต้องคิดและเตรียมการให้รอบคอบ ต้องปรึกษาคณะศรัทธาญาติโยม ที่วัดดอยแม่ปั๋งด้วย

เมื่อยังไม่ตัดสินใจ หลวงปู่แหวน ก็ยังคงพำนักอยู่ที่วัดป่าบ้านปง เพียงองค์เดียวเรื่อยมา

ด้านหลวงปู่หนู ก็เทียวไปเทียวมา เยี่ยมเยียนท่านอย่างสม่ำเสมอ

๑๔๔. นิมนต์หลวงปู่มาอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ยังคงพำนักอยู่ที่วัดป่าบ้านปง อำเภอแม่แตง จนถึงปี พ.ศ.๒๕๐๕ ขณะนั้น ท่านอายุได้ ๗๕ ปี

คืนหนึ่ง หลวงปู่หนู กำลังนั่งภาวนา ก็ได้นิมิตเป็นเสียง หลวงปู่แหวนว่า “จะมาอยู่ด้วยนะ"

หลวงปู่หนูยังไม่ได้คิดอะไร คิดว่าอาจเป็นเพราะท่านคิดถึงหลวงปู่ จึงจึงสร้างเป็นเสียงพูดของหลวงปู่ขึ้นมาก็ได้

ต่อจากนั้นอีก ๓ วัน ก็มีศรัทธาจากวัดป่าบ้านปง ขึ้นมานิมนต์หลวงปู่หนู ให้ไปรับไทยทาน ที่วัดบ้านปง

หลวงปู่หนู จึงนำความคิดที่จะนิมนต์ หลวงปู่แหวน ปรึกษากับคณะศรัทธาว่าจะเห็นเป็นอย่างไร คณะศรัทธาบ้านแม่ปั๋งไม่ขัดข้อง และยินดีถ้าหลวงปู่หนูสามารถนิมนต์หลวงปู่มาได้

พอถึงวันนิมนต์ ให้ไปรับไทยทานที่วัดป่าบ้านปง หลวงปู่หนู ได้พาศรัทธาจากบ้านแม่ปั๋งไปด้วย พอไปถึง หลวงปู่แหวนถามว่า “มีศรัทธามาด้วยกี่คน"

หลวงปู่หนูตอบว่า “มีมา ๒ คนครับ"

หลวงปู่ได้พูดว่า “ดีแล้ว วันนี้รับไทยทานเสร็จแล้ว ให้เอาบริขารของอาตมาไปด้วย จะไปอยู่แม่ปั๋งด้วย”

หลวงปู่หนู และโยม ๒ คนที่ไปด้วย สุดแสนดีใจที่หลวงปู่แหวน ท่านออกปากเอง โดยไม่ต้องนิมนต์

๑๔๕. หลวงปู่ออกเดินทาง

เมื่อเสร็จพิธีรับไทยทานที่วัดป่าบ้านปงแล้ว หลวงปู่แหวน หลวงปู่หนู และศรัทธาจากบ้านแม่ปั๋งสองคน ก็ออกเดินทางทันที

คณะของหลวงปู่ มาหยุดพักที่ วัดป่าบ้านช่อแล อำเภอแม่แตง หนึ่งคืน

วันรุ่งขึ้น เมื่อรับไทยทาน และฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น ก็ออกเดินทางจากบ้านช่อแล ผ่านมาตามเส้นทางบ้านใหม่ บ้านแม่วะ เดินลัดเข้าป่า ข้ามเขา ข้ามลำห้วย มาบ้านแม่ตอง เดินขึ้นเขา ลงห้วย บุกป่า ลัดเลาะมาตามไหล่เขา

แม้หลวงปู่แหวน จะอายุ ๗๕ ปี อยู่ในวัยชรา และสุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ การเดินทางมา ตามเส้นทางดังกล่าว จึงนับว่า หลวงปู่ท่านมีความอดทนเป็นอย่างมาก

คณะของหลวงปู่ เดินทางมาถึงดอยแม่ปั๋ง ในวันนั้นเอง คือ ถึงวัดดอยแม่ปั๋ง ประมาณ  ๑๙.๐๐ น ใช้เวลาเดินทางจากบ้านช่อแลมา ๙ ชั่วโมง ถ้าวัดระยะทางเส้นทางถนนในปัจจุบัน จากช่อแลถึงแม่ปั๋งก็ประมาณ ๔๐ กิโลเมตร

หลวงปู่แหวน ในวัย ๗๕ ปี เดินทางไกลเช่นนั้นมาถึงภายในวันเดียว โดยไม่ต้องพักค้างคืน ระหว่างทาง จึงนับว่าท่านมีความทรหดอดทนอย่างมากทีเดียว

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พำนักที่วัดป่าบ้านปง ๒ ช่วง รวมระยะเวลาทั้งหมด ๑๑ ปี กุฏิของท่านนั้นทาง หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญปทีโป เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ยังคงเก็บรักษาไว้เป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงหลวงปู่มาจนทุกวันนี้

เมื่อหลวงปู่มาถึง วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว ท่านได้พำนักที่กุฏิไม้หลังน้อย พื้นอยู่ติดพื้นดิน มีความกว้าง ๓.๒๔ เมตร และยาว ๕.๒๓ เมตรเท่านั้น อยู่ท่ามกลางดงไม้สัก อันเป็นที่สถานสงบตามธรรมชาติ เหมาะแก่การปฏิบัติภาวนา สำหรับผู้แสวงหาความวิเวกยิ่งนัก

๑๔๖. ได้หลวงพ่อเปลี่ยนมาแทน

พูดถึงเหตุการณ์ในวันที่หลวงปู่แหวน เดินทางออกจากวัดป่าบ้านปง(วัดอรัญญวิเวก) นั้น เมื่อคณะศรัทธาถวายไทยทานเสร็จ และกลับไปหมดแล้ว หลวงปู่แหวน หลวงปู่หนู กับศรัทธาชาวแม่ปั๋งอีกสองคน ก็ออกเดินทางจากวัดบ้านปงไปโดยไม่ได้บอกลาญาติโยมเลย

เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวว่า หลวงปู่แหวน ไปดอยแม่ปั๋งกับหลวงปู่หนูแล้ว จึงพากันโจษขานว่า "ท่านพระอาจารย์หนูไปรับไทยทานแล้ว ขากลับได้ขโมยเอาหลวงปู่แหวนไปด้วย"

หลังจากที่หลวงปู่แหวน ไปอยู่ดอยแม่ปั๋งแล้ว คณะศรัทธาชาวบ้านปง ได้พร้อมใจไปอาราธนาหลวงปู่ให้กลับไปประจำที่วัดป่าบ้านปง อยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้ง หลวงปู่ท่านนิ่งเสียไม่พูดอะไรเลย จึงทำให้คณะศรัทธาได้รับความผิดหวังกลับไปทุกครั้ง

แต่คณะศรัทธาบ้านปง ก็ยังเดินทางไปกราบหลวงปู่ ไปถวายไทยทาน ถวายเครื่องสักการะหลวงปู่ที่ดอยแม่ปั๋งเป็นประจำ

แม้ชาวบ้านปงไม่ได้หลวงปู่แหวน กลับไปแต่ก็ยังโชคดี ที่ต่อมาไม่นานนัก มีพระธุดงค์หนุ่ม คือหลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญปทีโป จากสกลนคร มาอยู่ฉลองศรัทธาที่วัดป่าบ้านปง มาจนถึงปัจจุบัน และมีพระกรรมฐานองค์อื่นๆ มาพำนักอยู่เสมอไม่ขาด

พระกรรมฐาน ที่เป็นบูรพาจารย์องค์สำคัญๆ ที่เคยมาพำนักที่วัดป่าบ้านปง หรือวัดอรัญญวิเวก ในปัจจุบัน ตามที่วัดได้บันทึกไว้ ได้แก่

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต (๑ พรรษา)

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ (๑๑ พรรษษ)

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม (๓ พรรษา)

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ (๒ พรรษา)

หลวงปู่คำแสน คุณาลงฺกาโร (๓ พรรษา)

หลวงปู่สม (๒ พรรษา)

หลวงพ่อคำอ้าย จิตธมฺโม (๑๔ พรรษา)

หลวงปู่สาม อภิญฺจโน (๒ พรรษา)

หลวงพ่อชม (๒ พรรษา)

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร (๒ พรรษา)

ที่จำพรรษาอยู่ ๑ พรรษามี หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี, หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่ถิร จิตธมฺโม, หลวงปู่บุญ ชินวํโส, หลวงปู่ชอบ ฐานสโม, หลวงปู่พร, หลวงปู่ภัสร, พระครูอ่อนสี, หลวงปู่วิรัช, หลวงปู่โค้ง, พระอาจารย์สาร, พระอาจารย์สมัย ทีฆายุโก, พระอาจารย์หนูบาล, พระอาจารย์รังษี,

ส่วนครูบาอาจารย์ที่มาพำนักบำเพ็ญเพียร แต่ไม่ได้จำพรรษามี ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท), พระอาจารย์จวน กุลเชฎฺโฐ, พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺวโร, พระอาจารย์เพียร วิริโย, หลวงพ่อไท ฐานุตฺตโม, พระอาจารย์สุภาพ ธมฺมปญฺโญ, หลวงปู่สิม พุทธจาโร, พระอาจารย์มหาปราโมทย์ ปาโมชฺโช, พระอาจารย์จันดี เขมปญฺโญ, พระอาจารย์ศรีจันทร์, พระอาจารย์เครื่อง, พระอาจารย์สุธรรม, หลวงพ่อคพ, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร,

๑๔๗. ข้อตกลงและสัจจะอธิษฐาน

เมื่อหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้มาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งและเข้าพักที่กุฏิไม้หลังน้อย เป็นที่เรียบ ร้อยแล้ว หลวงปู่จึงได้มีข้อตกลงกับหลวงปู่หนู ดังนี้ :-

" หน้าที่ต่างๆ เช่น การดูแลรักษาเสนาสนะก็ดี การปกครองพระภิกษุสามเณรก็ดี การต้อน รับแขกก็ดี การเทศนาสั่งสอนอบรมประชาชนก็ดี และกิจอื่นๆ บรรดามีที่จะเกิดขึ้นภายในวัดและ นอกวัด ให้ตกเป็นภาระของพระอาจารย์หนูแต่ผู้เดียว"

สำหรับตัวของหลวงปู่แหวนเอง ท่านขออยู่ในฐานะพระผู้เฒ่า ผู้ปฏิบัติธรรม จะไม่รับภาระใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากการปฏิบัติธรรมอย่างเดียว

นอกจาการปล่อยวางภาระทุกอย่างแล้ว หลวงปู่ ยังได้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า

" ต่อไปนี้ จะไม่รับนิมนต์ไปที่ไหนๆ ไม่ว่าใครจะนิมนต์ ไม่ขึ้นรถ ลงเรือ แม้ที่สุดถึงจะเกิด อาพาธป่วยไข้หนักเพียงใดก็ตาม จะไม่ยอมเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะทรงตัวอยู่ตลอดไปไม่ได้ ก็จะให้สิ้นไปในป่า อันเป็นที่อยู่ตามอริยโคตรอริยวงศ์ ซึ่งบูรพาจารย์ท่านเคยปฏิบัติแล้วในกาลก่อน"

๑๔๘. กุฏิย่างกิเลส

หลังจากที่หลวงปู่แหวน มาพำนักที่วัดดอยแม่ปั๋ง ไม่นานนัก ท่านก็เริ่มอาพาธอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้เกิดเป็นตุ่มคันไปทั้งตัว นับวันแต่จะเป็นมากขึ้น

ปกติร่างกายของหลวงปู่ นั้นผ่ายผอมอยู่แล้ว พอเกิดตุ่มคันทั้งตัวเช่นนั้น ก็ทำให้ท่านฉันไม่ ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายท่านก็ยิ่งทรุดโทรมจนแทบจะว่ามีแต่หนังหุ้มกระดูก

หลวงปู่หนู ต้องเป็นผู้ขวนขวาย ในการรักษาพยาบาลท่านอย่างสุดความสามารถ ซึ่งเป็น เรื่องที่ลำบากมากในสมัยนั้น เพราะทางวัดขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง

เมื่ออาการของโรคกำเริบมากขึ้น การรักษาด้วยการฉีดยา ฉันยาก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น แต่เป็นเพียงทุเลาลงบ้างเล็กน้อย

เมื่อเห็นว่า การรักษาด้วยยาไม่มีทางหาย หลวงปู่จึงบอกให้หลวงปู่หนู ช่วยสร้างเตาผิงไว้ในกุฏิสำหรับอบตัวท่าน

หลวงปู่หนูจึงบอกให้ชาวบ้านมาช่วยกันสร้างเป็นกุฏิโรงไฟขึ้น ซึ่งมีที่ก่อไฟอยู่กับพื้นดิน แล้วยกพื้นอีกด้านหนึ่งให้สูงขึ้นสำหรับเป็นที่นอนของหลวงปู่

กุฏิโรงไฟหลังนี้ ไม่ว่าไม้พื้น ฝา และประตู ล้วนทำจากไม้โลงผี ที่ชาวบ้านเผาศพ แล้วเอา โลงมาไว้ที่วัด

กุฏิหลังนี้ อยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ เก็บไว้ให้เห็นเป็นอนุสรณ์มาจนปัจจุบัน ลูกศิษย์ลูกหา เรียกว่า กุฏิโรงไฟ แต่หลวงปู่ท่านเรียกว่า กุฏิย่างกิเลส

ภายในกุฏิ จะมีไฟก่อด้วยฟืนลุกโชนอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง หลวงปู่ก็จะอยู่ภายในกุฏินี้ ตลอดเวลา จะออกมานอกกุฏิบ้างเฉพาะเวลาฉันอาหาร เวลาสรงน้ำ และออกมาเดินจงกรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้างเท่านั้น

เวลานอกจากนั้น ท่านจะอยู่ในกุฏินี้ตลอด ติดต่อกันหลายปี ไม่ว่าหน้าแล้ง หน้าฝน หรือ หน้าหนาว

๑๔๙. รักษาโรคตุ่มคันหายขาด

การอาพาธ ด้วยโรคตุ่มคันของหลวงปู่ ต้องรักษากันอยู่หลายปี ใช้ทั้งวิธีย่างไฟ การฉีดยา การฉันยา แต่ก็ยังไม่หาย ภาระนี้ตกอยู่กับหลวงปู่หนูทั้งหมด

ต่อมาได้มีโยมชื่อ คุณแม่บู่ทอง กิติบุตร ได้มีจิตศรัทธาให้ความอุปถัมภ์วัด ให้ความอุปถัมภ์หลวงปู่ ได้มารับภาระในการจัดหายา และปัจจัยจำเป็นอื่นๆ มาถวาย ทำให้ภาระหนักของหลวงปู่หนูผ่อนคลายลงไปได้บ้าง

ขณะที่การอาพาธ จากตุ่มคันตามร่างกายของหลวงปู่ไม่ดีขึ้น วันหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่กองปราบโรคเรื้อนของกระทรวงสาธารณสุข ขึ้นไปกราบหลวงปู่ที่วัด หลวงปู่หนูได้เล่าอาการอาพาธของ หลวงปู่ให้เจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นฟัง

ก่อนลากลับ เจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าวได้ถวายยาไว้ให้หลวงปู่ฉันจำนวนหนึ่ง หลวงปู่ฉันยานี้ แล้ว ปรากฏว่า อาการคันทุเลาลงตามลำดับ เมื่อยาใกล้หมด หลวงปู่หนูได้ไปจัดหามาเพิ่ม

ปรากฏว่า หลวงปู่ ฉันยาไม่นาน โรคตุ่มคันก็หายสนิท ผิวหนังของท่านดูดำไปทั้งตัว ต่อมา หนังก็ลอกออกเป็นแผ่นๆ เหมือนงูลอกคราบ

หลังจากนั้น ผิวหนังของหลวงปู่ก็ดูสดในเป็นปกติ จึงกล่าวได้ว่า อาพาธเกือบเอาชีวิตไม่รอดของหลวงปู่ในครั้งนั้น รักษาหายด้วยยาของเจ้าหน้าที่ชุดปราบโรคเรื้อนของกระทรวงสาธรณสุขชุดนั้นโดยแท้

๑๕๐. ย้ายไปอยู่กุฏิหลังใหม่

แม้ว่าหลวงปู่จะหายจากโรคร้ายนั้นแล้วก็ตาม ท่านก็ยังคงพักในกุฏิโรงไฟ หรือกุฏิย่างกิเลส ของท่านเหมือนที่เคยอยู่มา คือ ก่อไฟตลอด ๒๔ ชั่วโมง และออกจากกุฏิเฉพาะตอนฉัน ตอนสรงน้ำ และออกมาเดินจงกรมเปลี่ยนอิริยาบถเท่านั้น

ท่านอยู่อย่างนั้นทุกฤดูกาล ทุกวันไม่เปลี่ยนแปลง

หลวงปู่หนูเห็นว่า เมื่อโรคร้ายของหลวงปู่หายแล้ว ก็ควรจะหยุดก่อไฟได้แล้ว จึงไปกราบเรียนหลวงปู่ ซึ่งท่านก็อนุญาตให้เลิกกองไฟนั้นได้

ต่อมามีผู้มีจิตศรัทธาสร้างกุฏิถวายหลวงปู่หลังหนึ่ง ตอนแรกๆ หลวงปู่ก็ไปพักฉลองศรัทธา ให้เฉพาะเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืน ท่านก็ลงมาพักจำที่กุฏิโรงไฟของท่านอย่างเดิม

เมื่อท่านหายจากอาพาธ จนมีกำลังแข็งแรงเป็นปกติแล้ว ในฤดูแล้ง เวลากลางวัน บางวัน ท่านก็จะขึ้นไปพักภาวนาอยู่ในกุฏิหอเย็นตลอดวัน จะลงมาเมื่อถึงเวลาสรงน้ำ

เป็นอันว่า หลวงปู่มีกุฏิพักอยู่ ๓ หลัง กลางคืนพักที่กุฏิโรงไฟ กลางวันไปพักภาวนาที่กุฏิหลังใหม่บ้าง ที่กุฏิหอเย็นบ้าง

ต่อมาภายหลัง โยมอุปัฎฐากคือ คุณแม่บู่ทอง กิติบุตร ได้สร้างกุฏิถวายหลวงปู่หลังหนึ่ง หลวงปู่ก็ได้มาพำนักฉลองศรัทธาตราบจนมรณภาพ

๑๕๑. รุกขเทพบนต้นไทรใหญ่ 

หลวงปู่แหวนเล่าว่าในสมัยที่ท่านอาพาธอยู่ที่กุฏิโรงไฟนั้น บนต้นไทรใหญ่เหนือกุฏิ เป็นวิมานที่อยู่อาศัยของบรรดารุกขเทพ

เมื่อหลวงปู่เข้าไปอยู่ในกุฏิหลังนั้น พวกรุกขเทพทั้งหลายต้องลงมาอยู่บนพื้นดิน ทำให้พวกเขาได้รับความลำบากกัน

เมื่อหลวงปู่เห็นเช่นนั้น จึงได้บอกให้พวกเขาย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ ในป่าลึกเข้าไปอีก พวกเขาก็ปฏิบัติตามโดยความเคารพ

หลวงปู่เล่าว่า พวกเทพนั้นไม่ว่าจะเป็นเทพชั้นต่ำหรือชั้นสูง ความเคารพที่เขามีต่อพระนั้น เสมอกัน เขาจะไม่ยอมล่วงคารวธรรมเป็นอันขาด

การเข้าการออกเวลามาเขาไป ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูแล้วงามตาชื่นใจ

ไม่เหมือนมนุษย์เรา ซึ่งแล้วแต่ความพอใจ อยากจะแสดงอย่างไรก็ทำไป ไม่คำนึงถึงความเหมาะสม ความควรไม่ควร

การแสดงออกของมนุษย์ไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะได้รับความเสียหายอย่างไรหรือไม่ ขอให้ได้แสดง ออกตามความเห็น ตามความพอใจของตนนั้นแหละเป็นการดี

บางครั้งการแสดงออกเช่นนั้นไม่ถูกกาลถูกเวลา แต่ก็แสดงออกมาจนได้ โดยไม่มีความ ละอายแก่ใจบ้างเลย



อดีต ก็เป็นทำเมา อนาคตก็เป็นทำเมา จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้อยู่ในปัจจุบัน ละอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเป็นพุทโธ เป็นธัมโม ปัจจุบันก็พอแล้ว อดีต และอนาคตไม่ต้องคำนึงถึง เกิด แก่ เจ็บ ตาย วัน คืน เดือน ปี สิ้นไป หมดไป อายุเราก็หมดไป สิ้นไป หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนาต่อไป



นามเดิม ญาน กำเนิด 16 ม.ค. 2430 สถานที่เกิด จ.เลย อุปสมบท อุปสมบท ณ วัดบ้านสร้างถ่อ อ.หัวตะพาน จ.อุบลราชธานี เมื่อพ.ศ. 2452 มรณภาพ 2 ก.ค. 2528 อายุ 99 ปี 77 พรรษา
หลวงปู่สืบเชื้อสายมาจากชาวหลวงพระบาง ราชธานีเดิมของราชอาณาจักรลาว หลวงปู่บวชเณรเมื่ออายุได้ 12 ปี ตามคำขอร้องของมารดา และยาย ซึ่งขอให้หลวงปู่บวชตลอดชีวิต
นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการกำเนิดอริยะสงฆ์อีกองค์หนึ่ง ของไทย

หลังจากบวชได้ 2 ปี หลวงปู่ได้เข้าพำนัก และฝึกปฏิบัติธรรมที่วัดบ้านสร้างถ่อ ต.หัวตะพาน จ.อุบลราชธานี ซึ่งมี พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม เป็นเจ้าอาวาส
กระทั่งอุปสมบทจึงได้ออกธุดงค์แสวงหาสัจธรรมตามป่าเข าต่างๆ หลายแห่ง และเข้ากราบนมัสการ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี พระอาจารย์มั่น ได้กล่าวคำสอนแก่หลวงปู่ว่า "ต่อไปนี้ให้ภาวนา ความรู้ที่เรียนมาให้เอาใส่ตู้ไว้ก่อน"
เพียงคำพูดเดียวนี้เอง หลวงปู่เกิดเลื่อมใสศรัทธาในพระอาจารย์มั่น และถวายตนเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่นในเวลาต่อมา หลวงปู่เปลี่ยนญัตติเป็นธรรมยุตินิกาย ณ วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่
หลวงปู่อยู่เผยแพร่ศาสนาในแถบภาคเหนือหลายปี ก่อนจะเข้าจำพรรษาในช่วงบั้นปลายชีวิตที่วัดดอยแม่ปั ๋ง และในช่วงนี้ นับเป็นช่วงที่ชื่อเสียง คุณงามความดีของหลวงปู่ได้เป็นที่รับรู้ของเหล่าสาธุ ชนทั่วประเทศ ถนนทุกสายวิ่งตรงสู่ดอยแม่ปั๋ง โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ การได้กราบนมัสการอริยสงฆ์แห่งวงการพุทธศาสนา หลวงปู่แหวน สุจิณโณ




หลวงปู่แหวน สุจิณโณ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ พระอเสขบุคคลผู้บรรลุพระนิพพานธรรม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เกิดในตระกลูของช่างตีเหล็ก เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2430 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน ณ บ้านนาโป่ง ตำบลหนองใน อำเภอเมือง จังหวัดเลย โดยเป็นบุตรของนายใสกับนางแก้ว รามสิริ โดยมีน้องสาวร่วมบิดา- มารดาอีกหนึ่งคนคือ นางเบ็ง ราชอักษร และบิดามารดาของท่านได้ ตั้งชื่อว่า ''ญาณ'' ซึ่งแปลว่า ปรีชา กำหนดรู้

พอท่านมีอายุ ได้ประมาณ 5 ขวบเศษ โยมมารดาของท่านก็ล้มป่วย แม้จะได้รับการดูแลเยียวยารักษา เป็นอย่างดีจากสามี แต่อาการของท่านก็มีแต่ทรงกับทรุด ในที่สุดเมื่อท่านรู้ตัวว่า คงจะไม่รอดชีวิตไปได้แน่แล้วท่านจึงได้เรียกหลวงปู่แ หวน เข้าไปใกล้ แล้วกล่าวความฝากฝังเอาไว้ว่า ''ลูกเอํย...แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ล้วน กี่โกฎก็ตามแม่ไม่ยินดี แม่จะยินดีมากลูกจะบวชให้แม่ เมื่อลูกบวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมา มีลูกมีเมียนะ...'' หลวงปู่แหวนพยักหน้า รับคำเท่านั้น ดวงวิญญาณของท่านก็ออกจากร่างไป มาอีกไม่นาน ดึกสงัดของค่ำคืนวันหนึ่งขณะที่คุณยายของหลวงปู่แหวน กำลัง นอนหลับสนิทก็เกิดฝันประหลาด อันเป็นมงคลนิมิตหมายที่ดีงาม ท่านจึงได้นำเอาความฝันมาเล่าสู้ลูกหลานและหลวงปู่แห วนฟัง ในวันรุ้งขึ้นว่า ''เมื่อ คืนนี้ ยายนอนหลับและได้ฝันประหลาดมาก ฝันว่าเจ้าไปนอนอยู่ในดงขมิ้น จนกระทั่งเนื้อตัวของเจ้าเหลือง อร่ามไปหมด ดูแล้วน่ารักน่าเอ็ดดูยิ่งนัก ยายเห็นว่า เจ้านี้จะมีอุปนิสัยวาสนาในทางบวชฉะนั้นยายขอให้เจ้า บวช ตลอดชีวิตและขอ ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมา มีลูกมีเมียเจ้าจะทำได้ไหม''



บรรพชา
จากนั้น วันเวลาผ่านมาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2439 ท่านมีอายุได้ 9 ขวบ คุณยายของท่านที่ได้เลี้ยงดูแล เอาใจใส่มาอย่างทะนุถนอม ได้เรียกท่านพร้อมกับ หลานชายอีดคนหนึ่ง ที่เป็นญาติสนิทรุ่นราวคราวเดียวกัน เข้าไปหาแล้วพูดว่า ''ยายจะให้เจ้าทั้งสองบวชเป็น สามเณร เมื่อบวชแล้วไมต้องสึก เจ้าจะบวชได้ไหม'' ท่านหันมามองหลวงปู่แหวน แล้วอย่างตั้งใจฟังคำตอบ หลวงปู่แหวนก็พยักหน้ารับ พอใกล้เข้าพรรษา คุณยายของท่านจึงได้ตระเตรียมเครี่องบริขาร จนครบเรียบร้อยแล้ว จึงได้พาเด็กชายทั่งสองเข้าถวาย ตัวต่อพระอุปัชฌาย์ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า เข้าพรรษาเป็นสามเณร ณ วัดโพธิ์ชัย พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็นเด็กชาย ''ญาณ'' เป็นสามเณร แหวนนับแต่นั้นมา



รัศมีเปล่งจากกาย รัศมีโอกาสเปล่งจากกาย
ตลอดพรรษาที่ได้บรรพชา เป็นสามเณรนั้น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ได้แต่ทำวัตร สวดมนต์บ้างตามโอกาส เท่าที่พระภิกษุและ สามเณร ภายในวัดจะร่วมกันทำสังฆกรรม นอกจากนั้นก็จะใช้เวลา ไปในทางเล่นซุกซนตามประสาเด็ก ในที่สุดพระอาจารย์อ้วน ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่าน มองเห็นว่าหากปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ จะทำให้สามเณรน้อยไม่มีความรู้ จึงพาไปฝากฝังถวาย เป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนังตยาคโน ณ วัดบ้านสร้างถ่อ อำเภอกษมสีมา จังหวัดอุบลราชธานี

เป็นที่น่าอัศจรรย์ ขณะที่พระอาจารย์อ้วนกำลังพาสามเณรน้อย เดินฝ่าเปลวแดดสีทองมุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณวัดในยามบ่า ยนั้น พระอาจารย์สิงห์ขนัง ศิษย์สำคัญสูงสุดของพระอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานคือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กำลังมองที่ร่างสามเณรน้อย พลันก็ บังเกิดฤทธิ์อำนาจ แห่งอภิญญาณทำให้ท่านเห็นรัศมีเป็นแสงสว่างโอกา ส เปล่งประกายออกมาจากร่างของสามเณรน้อยผู้นี้ เป็นผู้ที่มีบุญญาธิการมาเกิด ดั้งนั้นพระอาจารย์สิงห์ จึงได้ถ่ายทอดความรู้ตลอดจนข้อวัตรปฎิบัติทั้งหมดให้

ปี พ.ศ. 2464 ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาธรรมกับ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์

ปี พ.ศ. 2478 ได้เข้าพบ ท่านเจ้า คุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากมหานิกายเป็น ธรรมยุติ และได้รับฉายาว่า ''สุจิณโณ'' จากนั้นได้ออกจาริกแสวงบุญต่อ ขณะที่ศึกษาธรรมกับพระอาจารย์มั่นฯ ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ จังหวัดอุบลราชธานี มีศิษย์พระอาจารย์มั่นฯ ที่มีอัธยาศัย ที่ตรงกัน 2 ท่านคือ หลวงปู่ขาว อนาลโย และ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม เช่นเดียวกับคราวที่ จากท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ก็ได้ หลวงปู่ขาว จาริกแสวงธรรมเป็นเพื่อนจนถึงเมืองหลวงพระบาง

ปีพ.ศ.2489 หลวงปู่แหวนจำพรรษาที่วัดป่าบ้านปง อ.แม่แตง ในพรรษานั้นท่านอาพาธเป็นแผลที่ขาอักเสบต้องผ่า ตัด โดยมีพระอาจารย์หนู สุจิตโต ซึ่งเดินทางมาจากดอยแม่ปั๋งพยายามอยู่ใกล้ๆ เมื่อครบ 7 วัน ต้องกลับไปดอยแม่ปั๋ง เพราะอยู่ระหว่างพรรษา จนกระทั่งเดือนเมษายนในปีต่อมา อาการอาพาธจึงดีขึ้นแต่ก็ยังไม่หายสนิทยังเดินไปไหนไกลๆ ไม่ได้

นับแต่นั้นมาอาจารย์หนูได้พยายามอยู่ใกล้ๆ เพื่อดูแลหลวงปู่แหวน ต่อมาท่านอาจารย์หนูได้ดำริว่า ปัจจุบันหลวงปู่มีอายุมากแล้ว ไม่มีพระภิกษุสามเณรอยู่ด้วย เพื่อเป็นอุปัฏฐาก ถ้านิมนต์มาอยู่ที่ดอยแม่ปั๋งก็จะได้ถวายการดูแลได้โ ดยง่ายไม่ต้องไปๆ มาๆ อยู่อย่างนี้ แต่ก็ต้องเป็นเพียงความคิดของพระอาจารย์หนูเท่า นั้น เพราะในเวลาดังกล่าว ดอยแม่ปั๋งยังไม่มีอะไรพร้อมแม้แต่กุฏิก็ยังไม่ มี
ปีพ.ศ.2505 ขณะที่หลวงปู่แหวนมีอายุ 75 ปี คืนวันหนึ่งท่านอาจารย์หนูนั่งภาวนาอยู่เกิดเป็นเสีย งหลวงปู่ดังขึ้นมาที่หูว่า จะมาอยู่ด้วยคนนะ หลังจากวันที่ได้ยินเสียงหลวงปู่แหวนอีกสามวัน พระอาจารย์หนูได้ถูกนิมนต์ไปที่วัดบ้านปงสถานที่ที่ห ลวงปู่อยู่ และถือโอกาสนิมนต์หลวงปู่แหวนมาที่วัดดอยแม่ปั๋งด้วย

เมื่อหลวงปู่แหวนได้มาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ครั้งแรกท่านพักอยู่ที่กุฏิหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง การมาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งนี้ ท่านได้มีข้อตกลงกับพระอาจารย์หนูว่า หน้าที่ต่างๆ และกิจทุกอย่างที่มีขึ้นในวัด ให้ตกเป็นภาระของพระอาจารย์หนูแต่เพียงผู้เดียว

ส่วนท่านจะอยู่ในฐานะพระผู้เฒ่าผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่ม ีภาระใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้นหลวงปู่จะไม่รับนิมนต์โดยเด็ดขาด แม้ที่สุดถึงจะเกิดอาพาธหนักเพียงใดก็ตาม ท่านไม่ยอมนอนรักษาที่โรงพยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะทรงอยู่ต่อไปไม่ได้ก็จะให้สิ้นไปในป่า อันเป็นที่อยู่ ตามอริยโคตรอริยวงศ์ ซึ่งบูรพาจารย์ท่านเคยปฏิบัติมาแล้วในกาลก่อน

นับตั้งแต่หลวงปู่แหวนได้ขึ้นไปทางเหนือ ท่านไม่เคยไปจำพรรษาที่ภาคอื่นเลย เพราะอากาศทางภาคเหนือสัปปายะสำหรับท่าน
หลวงปู่แหวนได้มรณภาพลงที่วัดดอยแม่ปั๋งแห่งนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2528 สิริอายุ 98 ปี

************************************


หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

“คนเรามันรักสุข เกลียดทุกข์นี่ หนักก็หนักอยู่ตรงนี้แหละ ไม่รับความจริง” เราเกิดมา นินทา สรรเสริญก็ดี อย่าไปรับเอามาหมักไว้ในใจ ปล่อยผ่านไปเสีย…ความรัก ความชัง ความโลภ ความหลง เกิดขึ้นก็เพราะกิเลสมันเสวนากันอยู่…จาโค ปฏินิสฺสคฺโค สละคืนถอนออกจากใจนี้เสีย…

ตัณหาทั้งหลายก็ไหลมาจากเหตุ ให้ละวางเสียให้หมด ให้ตั้งอยู่ในศีล ในทาน ในการบำเพ็ญกุศล ละบาปเสียให้หมดทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่ทุจริตละเสียให้หมด…รักษากาย วาจา ใจที่สุจริตไว้ เมื่อนำทุจริตออกหมดแล้ว จะเหลือแต่สุจริตธรรมตั้งอยู่ในศีล กายก็เป็นศีล วาจาก็เป็นศีล ใจก็เป็นศีล เป็นธรรม เป็นมรรค เป็นผล ตั้งขึ้นในจิตใจ สุจริตธรรมตั้งอยู่แล้วจิตก็เบาสบาย…”

“…อดีตเป็นธรรมเมา อนาคตเป็นธรรมเมา จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน ตัดตัณหา ตัดกิเลส ตัดมานะทิฏฐิ ตัดความยึดมั่นถือมั่นของตนให้เสร็จลงก็สงบได้… ”


เป็นบทความที่ติดไว้เตือนใจตัวเองบนโต๊ะทำงาน เมื่อใดที่ทุกข์เกิดขึ้น ก็ได้อาศัยข้อธรรมะนี้เตือนใจตัวเองให้ละวางทุกข์นั้ น ความสงบเย็นแห่งธรรมะนี้ได้ช่วยให้ผ่านทุกข์ต่าง ๆ มาได้ด้วยสติและใจสงบเสมอครับ

หวังว่าธรรมะนี้จะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คนนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใครที่กำลังมีทุกข์ ไม่ว่าในเรื่องใด ก็ขอให้ธรรมะจากหลวงปู่แหวนที่คัดลอกมานี้ ได้ช่วยให้เกิดความร่มเย็นในจิตใจ ผ่านพ้นทุกข์ได้ด้วยสติและใจอันสงบ เกิดปัญญาแก้ปัญหาได้ และปลูกสร้างศรัทธาให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปครับ

หากท่านใดชอบใจ จะคัดลอกต่อเพื่อเผยแพร่ต่อ ๆ กันไป ก็ยินดี และขอร่วมอนุโมทนาด้วยครับ


"การละอารมณ์"

มรณา ตัวนี้ตัวเดียว ทั้งโลกเต็มแผ่นดินนี้มีแต่มรณาทั้งนั้น เราก็คนหนึ่ง เราเกิดมาแล้ว มันต้องมีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทุกรูปทุกนาม มันเป็นกงจักรใหญ่ให้มนุษย์และสัตว์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในโลกอันนี้ ในไตรโลกทั้งสามนี้แหละ ไม่พ้นไปสักที

ตัดอดีตอนาคตเป็นอันเดียวกัน อดีตอนาคตมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ทำดีก็ดี ทำร้ายก็ดี มุ่งอยู่ที่กามตัณหานี่แหละ ความพอใจก็ตัณหา ความไม่พอใจก็ตัณหา ภวตัณหาก็ดี วิภวตัณหาก็ดี ทั้งสามนี้ เหล่านี้ ละให้สิ้น มันเกิดขึ้นในใจ ก็นำออกจากจิตจากใจของตนเสีย

ศีลห้า อยู่ที่ขาสอง แขนสอง หัวหนึ่ง
ผู้โพสต์ : naruphol   วันที่ : 29 - มี.ค. - 51  เวลา 16:47:15   , ip : 125.25.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   


เข้ามาช่วยแก้ code ให้ครับ

http://cpic.uploadd.com//2008/A51/4B11B624B5%5B7L8VZYRJ44YOWNVWK81234.jpg

Part 1
http://www.upchill.com/download.php?id=404fb9de09d8349f26a4c98369e62fd1


Part 2
http://www.upchill.com/download.php?id=501c632588cbef6eb556725279e33303


Part 3
http://www.upchill.com/download.php?id=61cbef3de9aa4f2f816c40354110ce9d


Part 4
http://www.upchill.com/download.php?id=db03d42889e962ad94c8e855fd09f45c

ขอบคุณคุณ naruphol สำหรับสิ่งดีๆที่นำมาฝากกันครับ 
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 30 - มี.ค. - 51  เวลา 11:36:11  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอโทษครับ เกิดผิดพลาดสับกระทู้กันเล็กน้อย
ที่ถูกต้องเป็นข้างล่างนี้ครับ

http://img87.imageshack.us/img87/10/1siy5.jpg

part 1
http://www.upchill.com/download.php?id=349f84800fddf7e614175bf850faac09
part 2
http://www.upchill.com/download.php?id=44a550d8245eefb9a272608edddcb66b
part 3
http://www.upchill.com/download.php?id=344aee573e911b0e9cdc39db22d7305f

ประวัติ ชื่อเสียง เกียรติคุณ ท่านพระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณโณ
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
http://img218.imageshack.us/img218/3760/msg060703184618457cv3.jpg

http://img100.imageshack.us/img100/8643/18mc9.jpg

http://img218.imageshack.us/img218/5986/19dm6.jpg


ภาพ"หลวงปู่แหวน" ที่ "ในหลวง" ทรงฉายภาพเอง....
http://www.gmwebsite.com/upload/phuttawong.net/webboard/untitled2.bmp

   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 30 - มี.ค. - 51  เวลา 11:43:10  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


แต่...แต่...ยังไงก็ดี ผมอดคิดถึงด้านลิขสิทธิ์ไม่ได้ เกรงว่าเจ้าของจะมาโวยวาย เรียกร้องค่าลิขสิทธิ์อะไรไหม ?

ทางที่ดี ผมว่า webmaster แกะกระทู้นี้ไปเก็บก่อนดีกว่านะครับ เพราะเปิดโอกาสให้โหลด..เอ๊ย...อ่านกันนานพอแล้ว....
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 01 - เม.ย. - 51  เวลา 11:26:28  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.