อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
พระกริ่ง
    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายของ "พระกริ่ง" ว่า "...พระเครื่องที่ทำด้วยโลหะ ข้างในกลวง มีก้อนโลหะคลอน เขย่าดังกริ่งๆ..."[๑]

    พระกริ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายของศาสนาพุทธนิกายมหายาน นิยมสร้างกันในประเทศจีน ทิเบต และกัมพูชา ในประเทศไทยมีหลักฐานเกี่ยวกับพระกริ่งปรากฏเป็นครั้งแรกว่าใช้เป็นเครื่องประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในหมวดเครื่องพระมูรธาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ดังปรากฏในจดหมายเหตุพระบรมราชาภิเษกในกรุงรัตนโกสินทร์ว่า

    "ณ วันพฤหัสบดี เดือนหก ขึ้นสิบห้าค่ำ เป็นวันวิศาขบุรณมีอุดมมหามงคลฤกษ์ ได้ตั้งสวดพระพุทธมนต์ ณ วันจันทร์ขึ้นสิบสองค่ำ เจ้าพนักงานได้จัดการปลูกโรงพิธีพราหมณ์หน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยนั้น...แล้วจัดในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ...ตั้งพระไชย พระพุทธบุศยรัตน์ และพระแก้วเชียงแสน พระแก้วเรือนทอง พระไชยเงิน พระไชยเนาวโลหะ พระไชยผ้าห่มลงยาราชาวดี พระไชยพิธี พระห้ามสมุทรสององค์ รวมสิบสององค์ ครอบพระกริ่ง [ ๒] หนึ่ง..."[๓]

    พระกริ่งที่สร้างขึ้นในประเทศไทยส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลทางรูปแบบศิลปะมาจากพระกริ่งจีน มีอยู่ด้วยกัน ๕ พิมพ์ใหญ่ๆ คือพระกริ่งจีนใหญ่ พระกริ่งจีนกลาง พระกริ่งจีนเล็ก พระกริ่งบาเก็ง และพระกริ่งหนองแส แต่ละพิมพ์มีขนาด รูปทรง และพุทธลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อยในรายละเอียด แต่ลักษณะทางประติมานวิทยาโดยรวมเหมือนกัน คือเป็นพระพุทธรูปประทับขัดสมาธิเพชรบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย แสดงปางมารวิชัย พระวางหัตถ์ขวาบนพระชานุ พระหัตถ์ซ้ายถือวัชระ (ในแนวดิ่ง) วางบนพระเพลา อันเป็นลักษณะทางประติมานวิทยาของพระพุทธเจ้าในพุทธศาสนามหายานที่มีนามว่าอักโษภยะ [๔]

  พระอักโษภยะพุทธเจ้าเป็นต้นตระกูลวัชระ ในรูปของยิดัม (เทพผู้พิทักษ์) พระอักโษภยะจะถือวัชระและกระดิ่งเป็นสัญลักษณ์ วัชระเป็นสัญลักษณ์แห่งความจริงสูงสุดเรียกว่าศูนย ส่วนกระดิ่ง (ซึ่งอาจแทนด้วยกริ่งในองค์พระ) เป็นสัญลักษณ์ของปรัชญา ซึ่งส่งเสียงดังไปไกลและทั่วทุกทิศ

  คัมภีร์วิมลกีรตินิเทศกล่าวถึงพระอักโษภยะว่าประทับอยู่ที่อภิรดีนคร โลกธาตุทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นดินแดนที่มีแต่ความน่ารื่นรมย์ ทุกคนล้วนหมดจดงดงาม สตรีสามารถคลอดบุตรได้โดยไม่เจ็บปวด ในสวรรค์อภิรดีนี้ พระพุทธสาวกไม่ต้องออกบิณฑบาต เพราะเมื่อถึงเวลา อาหารจะปรากฏขึ้นตรงหน้า และเมื่อฉันเสร็จ บาตรจะหายไปเอง ไม่ต้องแสวงหาจีวรด้วยการย้อมและตัดเย็บด้วยตนเองเพราะจะได้จีวรเหล่านั้นเมื่อปรารถนา ในสวรรค์ชั้นนี้ไม่มีการเทศนาเรื่องบาปบุญคุณโทษ เพราะไม่มีใครทำบาป [๕]

    ชาวจีนรู้จักพระอักโษภยะและพุทธเกษตรทางด้านตะวันออกของพระองค์ตั้งแต่ช่วงแรกที่พุทธศาสนามหายานได้แผ่เข้ามาถึงประเทศจีน เนื่องจากได้มีการแปลพระสูตรเกี่ยวกับพุทธเกษตรของพระอักโษภยะออกเป็นภาษาจีนตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๘ แต่พระพุทธเจ้าองค์นี้ก็ไม่เป็นที่นิยมนับถือของพุทธศาสนิกชนชาวจีนเหมือนกับพระอมิตาภะ และไม่มีลัทธิเป็นของตนเอง คงรู้จักกันในฐานะหนึ่งในพระพุทธเจ้าประจำทิศทั้งสี่ (ด้านตะวันออก) เท่านั้น [๖]

  อย่างไรก็ดี พระกริ่งที่สร้างขึ้นในประเทศไทยบางครั้งอาจมีลักษณะทางประติมานวิทยาและสิ่งของที่ทรงถือในพระหัตถ์แตกต่างออกไปจากประติมากรรมต้นแบบ เช่น ถือดอกบัว คนโท หรือหม้อน้ำมนต์ ลูกประคำ เป็นต้น และมักถือกันว่าเป็นรูปสมมุติของ "พระไภษัชยคุรุไวฑูรยะประภาราชพุทธเจ้า" หรือพระพุทธเจ้าแพทย์ตามคติความเชื่อของพุทธศาสนามหายาน

  เหตุที่นำมาซึ่งความเชื่อดังกล่าว อาจเกิดจากเมื่อครั้งที่สมเด็จพระสังฆราชแพ (ติสสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ยังทรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสมโพธิ์อยู่นั้น สมเด็จพระวันรัต (แดง) พระอุปัชฌาย์ในพระองค์ได้อาพาธเป็นอหิวาตกโรค ครั้งนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเสด็จมาเยี่ยม รับสั่งว่าเคยเห็นกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระอุปัชฌาย์ของพระองค์ อาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐานขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วให้คนไข้เป็นอหิวาตกโรคกินแล้วอาการหายเป็นปรกติ พระองค์จึงรับสั่งให้นำพระกริ่งมาอาราธนาแช่น้ำอธิษฐานขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วนำไปถวายสมเด็จพระวันรัต (แดง) และเมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์แล้ว อาการของโรคก็บรรเทาหายเป็นปรกติ [๗]

  พระไภษัชยคุรุเป็นหนึ่งในพระพุทธเจ้าของพุทธศาสนานิกายมหายานที่มีผู้นิยมนับถือกันมากที่สุดพระองค์หนึ่ง โดยเฉพาะในประเทศจีน ทิเบต ญี่ปุ่น และกัมพูชา มีประวัติความเป็นมาว่า เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงตั้งปณิธานไว้ ๑๒ ประการเพื่อช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ที่เกิดจากโรคทางกายและทางใจ และช่วยให้สัตว์โลกมีชีวิตยืนยาว

  ลักษณะทางประติมานวิทยาของพระไภษัชยคุรุโดยทั่วไป คือจะทรงฉลองพระองค์แบบนักบวช ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ขวาทำปางประทานพร หรือวางบนพระเพลาถือโอสถ พระหัตถ์ซ้ายทำปางสมาธิ บางครั้งถือบาตร [๘]

  ในทิเบต รูปพระไภษัชยคุรุมีด้วยกันหลายรูปแบบ แบ่งออกได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งมี ๘ องค์ อีกกลุ่มหนึ่งมี ๙ องค์ แต่ละองค์มีความสามารถในการขจัดโรคภัยเฉพาะโรคแตกต่างกัน ส่วนในกลุ่ม ๙ องค์ จะเพิ่มองค์ที่ ๙ เข้าไปเท่านั้น ประกอบด้วย

ไภษัชยคุรุ  หัตถ์ขวาถือผลสมอ หัตถ์ซ้ายทำปางสมาธิ
สิงหนาท  หัตถ์ขวาทำปางวิตรรกะ หัตถ์ซ้ายทำปางสมาธิรองรับบาตร
สุปริกีรติตนามศรี  หัตถ์ขวาทำปางวิตรรกะหรือประทานอภัย หัตถ์ซ้ายทำปางสมาธิ
สวรโฆษราช  หัตถ์ขวาทำปางประทานพร หัตถ์ซ้ายทำปางสมาธิ
สุวรรณภัทรวิมลรัตนประภาช  ทำปางธรรมจักรหรือประทานพรประทานอภัย
อโคโกตตมศรี  ทำปางสมาธิ
ธรรมกีรติสาครโฆษะ  ทำปางธรรมจักร
อภิฌาราช  หัตถ์ขวาทำปางประทานพร หัตถ์ซ้ายทำปางสมาธิ
ศิขิน  หัตถ์ขวาทำปางประทานอภัย หัตถ์ซ้ายทำปางสมาธิ [๙]

  ในศิลปะเขมร ประติมากรรมรูปพระไภษัชยคุรุมักทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางสมาธิ มีวัตถุทรงกรวย (ผอบที่มีฝาปิด) วางอยู่บนพระหัตถ์ [๑๐] หรือเป็นพระพุทธรูปกุมภาชนะด้วยพระหัตถ์ทั้งสองในระดับพระอุระ[๑๑]

  ในประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า “ยากูชิ เนียวไร” เป็นพระพุทธเจ้าที่คนญี่ปุ่นให้ความนับถือมากองค์หนึ่ง โดยรูปประติมากรรมของพระองค์ในช่วงต้นๆ นั้น พระหัตถ์จะทำปางประทานอภัยและประทานพร แต่ในสมัยต่อมามักจะถือหม้อยาไว้ในพระหัตถ์ซ้ายเสมอ [๑๒] ส่วนในศิลปะจีน รูปพระไภษัชยคุรุมักทำเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งหรือยืนบนดอกบัว ถือผลไม้ทองคำหรือหม้อยา [๑๓]

  ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งหมดมีลักษณะทางประติมานวิทยาที่แตกต่างจากพระกริ่งที่นิยมสร้างกันโดยทั่วไป


เชิงอรรถ
๑ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. (กรุงเทพฯ: ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๔๖), หน้า ๖๘.
๒ ครอบพระกริ่งคือภาชนะสำริดรูปทรงคล้ายขัน มีเชิง มีฝาครอบ ที่ก้นภายในติดพระกริ่ง ใช้สำหรับบรรจุน้ำพระพุทธมนต์
๓ กรมศิลปากร, เรื่องราชาภิเษกและจดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๕ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนาวาอากาศตรีสมภพ สุตสุนทร (พระนคร: โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๐๙), หน้า ๑๖.
๔ ผาสุข อินทราวุธ. พุทธปฏิมาฝ่ายมหายาน (กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์อักษรสมัย, ๒๕๔๓), หน้า ๑๐๑, ภาพที่ 3b หน้า ๑๓๗.
๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕๘ - ๕๙.
๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๙๒.
๗ นิพัทธ์ จิตประสงค์,อาณาจักรพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ รูปหล่อ เหรียญหล่อ นางกวัก สังกระจาย ( กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๗), หน้า ๒.
๘ ผาสุข อินทราวุธ. เรื่องเดิม, หน้า ๖๒ - ๖๓.
๙ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๓.
๑๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๙๗.
๑๑ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “อโรคยาศาล: ความรู้ทั่วไปและข้อสังเกตเบื้องต้น” เมืองโบราณ ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๓ (กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๔๗): ๓๗.
๑๒ ผาสุข อินทราวุธ. เรื่องเดิม, หน้า ๒๑๑ - ๒๑๒
๑๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๙๒.
ผู้โพสต์ : Punchai   วันที่ : 16 - ม.ค. - 52  เวลา 09:56:27   , ip : 118.172.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   



Warning: getimagesize(images/board/3_1232074792.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

กริ่งนเรศวรเมืองงาย วัดพระสิงห์ปี 2512
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 16 - ม.ค. - 52  เวลา 09:59:52  ,ip :118.172.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.