อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
***อยากถามความเห็น พี่ๆเรื่องการที่วัดให้เช่าวัตถุมงคลเพื่อเอาไปพัฒนาวัด***
ในปัจจุบันมีการสร้างวัตถุมงคลจากวัดๆต่างๆโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำปัจจัยไปสร้างไปพัฒนาวัด.ในหลายๆปีที่ผ่านมา มีหลายครั้งที่ผมช่วยทำบุญบูชาวัตถุมงคลเพื่อหวังให้วัดนำเงินนำปัจจัยไปใช้บรรลุประสงค์ แต่หลังจากเวลาผ่านไป ข่าวคราวความคืบหน้าในการนำปัจจัยไปใช้ ไม่เห็นมีวัดไหนประกาศแจ้งให้สาธุชนทั้งหลายทราบเลย บางครั้งวัดกลับออกวัตถุมงคลมาอีกด้วยวัตถุประสงค์ใหม่บ้างวัตถุประสงค์เดิมแต่ปัจจัยไม่พอบ้าง หลังๆผมแทบจะไม่ค่อยทำบุญแบบนี้อีกแล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่บรรลุประสงค์ที่แท้จริง บางคนก็บอกว่าให้แล้วทำบุญไปแล้วก็แล้วไปซิ ให้เพื่อละความตระหนี่ ก็ใช่นะครับ แต่มิจฉาชีพทั้งหลายก็อาศัยข้ออ้างตรงนี้หากินกับคนดีๆเสมอๆ  ผมเองทำบุญด้วยความงกบุญครับ อยากให้เงินเราก่อให้เกิดประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่ออกผลเป็นรถของพระอาจารย์บ้าง ออกผลเป็นเครื่องเพิ่มพูนกิเลสแก่พระบ้าง.
หลังๆผมมีความเชื่อว่า การสร้างพระ สร้างถาวรวัตถุ ไม่ได้เป็นสิ่งที่สืบทอดพระศาสนาจริงๆ เมื่อเวลาผ่านไปจนศาสนาเสื่อมก็เหลือเป็นแค่ซากปรักหักพังที่บางทีสืบหาที่มาที่ไปไม่ได้ แต่การน้อมนำพระธรรมคำสอนน้อมมาสู่ตัวเพื่อการเข้าใจธรรมตามแต่ปัญญาเราจะขบคิดพิจารณาต่างๆต่างหากที่จะสืบต่อพระศาสนาไปได้อีกนานๆ.....วันก่อนดูรายการโทรทัศน์ที่ไปถ่ายทำที่วัดสวนแก้ว ก็ไม่มีการสร้างวัตถุมงคล แต่มีปัจจัยเข้าบำรุงมาตลอด ก็ทำให้คิดได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเอาวัตถุมงคลเท่านั้นในการระดมปัจจัยเข้าวัด...ไม่รู้ว่างานนี้ผมจะโดนผู้ที่เชื่อว่าต้องทำบุญด้วยทรัพย์บำรุงพระศาสนาโดยเฉพาะที่เน้นการสร้างวัตถุมงคลว่าบ้างไหมครับ     
...บุญที่ได้จากบริจาคทานเมื่อเทียบกับการทำบุญวิธีอื่นๆนั้นน้อยมากๆ ยังเทียบไม่ได้กับการสมาทานศีลห้า กับการยึดพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง เหมือนกับที่ด้านหลังภาพหลวงปู่ดวงดี พิมพ์แจกเมื่อฉลองอายุครูบาท่านเมื่อปี๔๘ว่า" ลูกหลานเอ๋ย...รักษาศีลห้าให้ดี ศีลห้าจะนำไปสู่สวรรค์ เป็นทางสู่พระนิพพาน" หลวงปู่ไม่ได้บอกให้เร่งทำทานเลย...    
ผู้โพสต์ : กิตติ   วันที่ : 21 - ธ.ค. - 48  เวลา 10:12:52   , ip : ..xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   


  พระในวัดทั้งหลาย ก็เป็นคนที่มาจากสังคมของเรานี่เองครับ ถ้าเป็นคนที่มีการศึกษาดี มีความคิด เราก็จะได้พระที่มีความคิดดี ฉะนั้น เราควรส่งเสริมให้คนดีคนเก่งได้เข้าไปเป็นพระมากกว่า แต่ก็ยากลำบาก เพราะคนเก่งคนดีมักจะมีชีวิตที่ก้าวหน้า และภาระรอบตัวที่ต้องแบกรับอยู่
  ในสภาพการณ์ในปัจจุบัน วัดกลายเป็นที่รองรับคนที่มีความประพฤติต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น เพราะญาติโยมหวังจะให้วัดเป็นที่เปลี่ยนแปลงนิสัย และความประพฤติของคนที่เข้ามาบวช ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ได้ผล
    ฉะนั้น จึงมักมีข่าวที่ไม่ดีๆมาให้ได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอๆ

      แนวความคิดของคุณกิตติ ผมเข้าใจดี และคิดว่า เมื่อกระแสความคิดของสังคมส่วนใหญ่แปรเปลี่ยนไป วัดก็คงต้องปรับปรุงไปตามกระแสศรัทธา
   
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 21 - ธ.ค. - 48  เวลา 15:22:41  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


สัตว์ทั้งหลายกำเหนิดมาจามสภาวะของวาสนา สั่งสมสิ่งใดไว้ก็จะแสดงออกตามวาสนาที่ตนเองมี จะฝืนสภาวะนั้นไม่ได้ ดั่งพุทธพจน์ที่ว่า...กัมมุนา วัตตะตีโลโก ดังนั้นเราควรคำนึงถึงวาสนาคนเองให้มาก อย่าไปสนใจวาสนาผู้อื่น เขาทำเช่นไรช่างเขา
    จริงๆแล้วศาสนาจะดำรงอยู่ได้มิใช่เกิดจากผู้ใดผู้หนึ่งรักษา ด้วยทานศีลหรือภาวนา แต่จริงๆแล้วเกิดแต่บารมีแห่งพุทธองค์เป็นหลัก ท่านสั่งสมบารมีมาก อายุของศาสนาจะมาก เรื่องนี้อธิบายเป็นตัวอักษร ค่อนข้างจะลำบาก เพราะใช้จิ้มเอากว่าจะได้ตาละตัว แหะๆ.....นานเหลือใจ
    ทาน..ศีล  ภาวนา เหมือนห่วง3ห่วงที่คล้องกันอยู่ ไม่ได้แยกกันอยู่ มีทานจะมีศีลและภาวนาไปพร้อมๆกัน เพียงแต่ผู้สร้างมีวาสนาตัวใดเป็นหลักก็จะเน้นไปทางนั้น แต่ทุกๆครั้งที่ทำก็จะมีครบทั้งสาม อยู่ในครั้งเดียวเลย จะบอกว่าทะทานอย่างเดียวไม่ตั้งใจมีศีลไม่ได้ แม้จันั่งเฉยๆ บางครั้ง ทานศีลและภาวนาก็ครบสมบูรณ์ทุกขณะจิต แต่ที่ท่านสอนแยกนั้นเพื่อผู้เริ่มปฏิบัติ หรือเริ่มศึกษาเท่านั้น
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : เด็กวัด วันที่ : 21 - ธ.ค. - 48  เวลา 15:44:41  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ทานศีลภาวนา ไม่เกี่ยวกับวัตถุ เลย เกิดแต่ใจล้วนๆ เมื่อใจเป็นทานใจมีศีล ใจเป็นสมาธิ ไม่ต้องมีอาการทางกายก็มีผลบุญอย่างมหาศาล  แต่คนระดับเราๆใจไม่เป็นทานเลยต้องฝึกทำทาน ใจไม่มีศีลจึงต้องรักษา ใจไม่มีสมาธิจึงต้องภาวนา
สังเกตุว่าไม่มี......เมื่อไม่มีจึงต้องแสวงหา ดังนั้นพวกเราจึงแสวงหาทานกันเพราะทานเป็นบาทแห่งบุญ ไม่มีทานแล้วโอกาศจะทำต่ออย่างอื่นยาก เมื่อไม่มีทานศีลภาวนาก็ไม่เกิด เมื่อไม่เกิด ปัญยาก็ไม่มี เมื่อปัญญาไม่มี ก็ทำทานไม่ถูกต้อง เมื่อทำทานไม่ถูกต้องเลยเป็นทุกข์
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : เด็กวัด วันที่ : 21 - ธ.ค. - 48  เวลา 15:54:59  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


พระพุทธองค์ชาติแรกที่พระองค์บวช เราว่าท่านจะบริสุทธิ์ผุดผ่องเลยหรือไม่ ย่อมไม่แน่นอน ท่านก็คงเหมือนพระทั่วๆไปที่เราเห็นๆกันนีแหละครับ
   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : เด็กวัด วันที่ : 21 - ธ.ค. - 48  เวลา 16:01:11  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1135167113.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

      เนื้อหาในกระทู้ของผมเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2548 ที่ลงไว้ใน
http://www.amulet2u.com/board/q_view.php?c_id=3&q_id=1120

อาจจะพอสะท้อนภาพอะไรบางอย่างได้บ้าง....ไม่มากก็น้อยนะครับ 

วงล้อธรรมจักรไม่เคยหยุดนิ่ง
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 21 - ธ.ค. - 48  เวลา 19:11:53  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ผมว่าได้ไม่เสียหาย....ถ้าราคาไม่แพงมาก  ค่าโลหะ ค่าผง ค่านิมนต์พระปลุกเสก(ยิ่งหลวงพ่อท่านปลุกเสกเองก็ไม่เสียค่านิมนต์เลย)  เพราะฉนั้นราคาสมมุติลงทุน  เหรียญละ 20  ขาย 100 บาทก็เต็มที่แล้ว...สิ่งที่กลัวมากก็คือบรรดาศิษย์ก้นกุฏิทั้งหลาย  แม้นแต่หลวงพี่เอง  พอจำหน่ายพระหมดหรือใกล้จะหมดจากวัด หลวงและพี่ท่านเล่นปั่นราคาสะ....ญาติโยม  เดินหน้าละห้อยลงจากกุฏิอย่างนี้สิไม่ไหว 
หมายเหตุหลวงปู่หลวงพ่อไม่รู้หรอก  ปลุกให้อย่างเดียว
   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : ลูกขนุน วันที่ : 25 - ธ.ค. - 48  เวลา 10:37:40  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.