อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
*** นายทุน,โฆษณา และ พระเครื่องยุคใหม่***
...ไม่คาดคิดว่าจะมานั่งเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เพราะกลัวเดี๋ยวจะเป็นเรื่องเป็นราว...อย่างที่กระทู้เดิมเคยเกริ่นไปว่าพระเครื่องยุคใหม่มีการจัดสร้างเพื่อวัตถุประสงค์ในการระดมปัจจัยบำรุงพระศาสนา.ความเชื่อและความศรัทธาของคนไทยยังเหนี่ยวแน่นอยู่กับคติการทำทานโดยเฉพาะทำบุญแล้วได้พระเครื่อง ในสมัยก่อนการทำบุญตามวัด พระเกจิอาจารย์ท่านมีเจตนาสร้างพระเพื่อให้ชาวบ้านที่ได้มาทำบุญได้พระกลับไปติดตัว โดยไม่ได้คำนึงถึงว่า ต้องทำบุญเท่านี้ จะได้รับพระองค์แบบนี้ ทำบุญเท่านั้นจะได้รับพระองค์แบบนั้น.ท่านสร้างแบบเดียวกันหมด กรรมกงกรรมการก็ไม่มีการป่าวประกาศทำนองว่ากรรมการทำบุญเยอะเท่านี้จะได้ชุดนี้ กรรมการวัดในอดีตนั้นจะจัดสร้างกันเองไม่เผยแพร่ในทำนองเพื่อให้ชาวบ้านต้องทำบุญมากๆแล้วจะได้เหมือนในปัจจุบัน.พระท่านก็ไม่ได้กำหนดราคาเช่าพระ แล้วแต่ศรัทธา พระบางองค์ท่านก็ไม่ได้กำหนดอีกว่า ทำบุญเท่านี้ได้กี่องค์ แล้วแต่จะหยิบ.แต่บางทีคนเราก็งกใช่ที่ พระท่านก็เลยต้องกำหนดว่าคนละองค์บ้าง(ถ้าสาธุชนมามากๆ ขืนให้คนนี้หลายองค์ เดี๋ยวไม่พอแจก)....ตรงนี้ผมต้องการชี้ให้เห็นว่า ในอดีตการสร้างพระแจกไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหาปัจจัยเข้าวัดอย่างเดียว แต่ลองเทียบกับพระเกจิในปัจจุบันดูซิครับว่าต่างกันอย่างไร...แล้วนายทุนเข้ามาอย่างไร    
ผู้โพสต์ : กิตติ   วันที่ : 22 - ธ.ค. - 48  เวลา 09:07:01   , ip : ..xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   


...นายทุน ในปัจจุบันคงรวมถึงศูนย์พระเครื่องต่างๆ  คงต้องยอมรับกันว่า พระเครื่องใหม่ๆเข้าสู่ระบบธุรกิจแบบเต็มตัว มีการจัดแจงแบ่งแผนกบริหารให้เห็นชัดเจน บางคนตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม มีการจัดจ้างพนักงานที่จบด้านบัญชี ด้านการโฆษณา หรือด้านคอมพิวเตอร์อย่างชัดเจน...ผมว่าผมคงบาปที่จะพยายามเปรียบเทียบพระเครื่องและเกจิออกมาในรูปธุรกิจ...ไม่รู้ว่าตกนรกไปขุมไหนแล้ว กลุ่มนายทุนทั้งหลายนั้นผมเห็นว่าส่วนใหญ่ผันตัวจากกลุ่มนักเล่นพระเครื่องและกลุ่มศูนย์พระเครื่องเกือบทั้งนั้น คาดว่าพระเครื่องเก่านั้นมีความจำกัดเรื่องอุปทาน คือมีจำนวนจำกัด ยิ่งในปัจจุบันมีผู้กระโดดเข้ามาวงการมากขึ้น แย่งกันหาพระเครื่องเก่ามากขึ้น แถมถ้าไม่แม่นจริงต้องกระอักเลือด พูดง่ายๆคือ มีการลงทุนสูงกว่าจะมีความชำนาญและสร้างแบรนด์สร้างเครดิตขึ้มาได้  เทียบกับพระเครื่องใหม่ที่สามารถคาดการณ์ถึงต้นทุนในขั้นต้น รวมทั้งรู้กำไรหลังจบโครงการ ถ้าโชคดี พระเครื่องที่สร้างติดลมบนและตุนไว้บ้าง ฟันกำไรรอบสอง....นี่คือเหตุผลที่คนพยายามผลักดันตัวเองขึ้นมาเป็นผู้สร้างพระ..ขั้นตอนก็เหมือนกับธุรกิจอื่นๆครับ คือกว้านหาก่อนว่า พระเกจิรูปไหนมีโอกาสจะดัง หรือไปหาดาราขึ้นมาเพื่อปั้นเองก็ได้ เลือกพระอายุมากๆพรรษาเยอะหน่อย ดูแล้วน่าเชื่อถือ...จากนั้นก็เริ่มสร้างตำนาน เรื่องเสริมความน่าศรัทธาของพระเกจิ  รุ่นแรกอาจยอมเจ็บตัวบ้าง สร้างแล้วไปบ้างไม่ไปบ้าง ถ้าเทียบกับธุรกิจ คือ หาProductที่ตลาดต้องการ...ตรงนี้อาศัยวิสัยทัศน์ของนายทุนว่ามองการณ์ไกลแค่ไหน...
....นิสัยของนายทุนคือ  เอากำไรให้มากที่สุด กลวิธีก็ไม่ยากครับ อย่างแรกกดต้นทุนก่อนครับ  ต้นทุนมีอะไรบ้างครับ  อย่างแรก วัตถุมงคลก็ไม่ลงทุนมาก เนื้อหามวลสารก็กดราคาต้นทุน ใช้ทองแดงธรรมดา เป็นปูนในเนื้อเยอะๆ แต่โฆษณาเสียเวอร์ มีผงสุดยอดแต่ไม่บอกว่ามีแค่ช้อนเดียว แต่สร้างพระเป็นแสนองค์ ที่เหลือเป็นผงปูน ต่อมาลดต้นทุนด้วยการตกลงการบริจาคกับเกจิกับวัด...บอกว่าผมสร้างห้าพันองค์ครับ หลังพิธีให้หลวงพ่อไว้สองพันครับ แต่ที่ไหนได้ปั๊มไว้สองหมื่น ไม่รู้ว่าเวลาจัดพิธีเอามาเข้าเท่าไหร่ บางทีก็กำหนดกับวัดไปว่า ถ้าพระเครื่องไปได้หมดจะบริจาคให้วัดสองแสนสามแสน แต่ถ้าไม่ไปก็บริจาคตามส่วน
ถ้าพระเครื่องที่ผมช่วยออกให้ทำบุญเหลือห้าสิบ ผมก็บริจาคแค่ครึ่งเดียวก่อน ถ้าจำหน่ายได้หมดจะมาบริจาคที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง...ใครจะรู้ว่าพระในมือของนายทุนจำหน่ายได้เท่าไหร่ และที่เหลือจะตามมาให้วัดเมื่อไหร่ คงชาติหน้าโน่นมั้งครับ  ต้นทุนที่ต้องตัดคือ พิธีครับ ลดตรงไหนได้ลดทันที บางทีจัดชุดทำบุญวันพิธีมีชุดพิเศษเจ้าภาพพิธีบ้าง---ไปตกลงกับวัดว่า ถ้าออกได้ไม่หมด ต้องไปหักเปอร์เซ็นต์กับวัดด้วยนะ.อันนี้รวมทั้งในซองที่ถวายพระเกจิที่มาร่วมพิธี บางองค์ท่านเดินทางมาไกลได้ปัจจัยไม่พอค่าเดินทางเลย เผลอๆบางงานท่านได้ซองเปล่ากลับไป โดยบอกว่าเดี๋ยวทางวัดที่ทำพิธีจะถวายหลังงาน...
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 22 - ธ.ค. - 48  เวลา 09:29:10  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


...หลังจากกดต้นทุนให้ต่ำ ก็มามองหาวิธีที่จะทำยังไงให้มีรายได้เข้ามาให้มากที่สุด...โฆษณาเป็นสิ่งจำเป็นแล้วครับ เริ่มจากประชาสัมพันธ์งานให้ใหญ่ตั้งแต่ก่อนจะมีงานจริงๆ หลังออกวัตถุมงคลก็ต้องอัดโฆษณาต่อ บางคนมีแคมเปญออพชั่นเพิ่ม วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ร่อนจดหมายไปเล่าประสบการณ์ตามนิตยสารพระเครื่อง อันนี้ผมพิสูจน์ไม่ได้ว่าบุคคลมีตัวตนจริงไหม...อีกวิธีหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เข้ากระเป๋าเพิ่มก็ชุดพิเศษชุดกรรมการที่สร้างไว้นี่แหละ จารพิเศษ มวลสารพิเศษ สามารถเพิ่มมูลค่าให้พระเครื่องได้และเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด ดึงราคาเช่าหาได้มากที่สุด วิธีต่อมาคือการตอกหมายเลข หมายเลขสวยๆก็เหมือนป้านทะเบียนรถสวยๆที่คนแย่งประมูลกัน ความจริงชุดกรรมการก็รวมกับชุดที่สร้างจำนวนน้อยๆ.....แค่สามวิธีนี้ ดึงราคาสร้างคุณค่าในจิตใจแก่ผู้เช่าได้อย่างดี
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 22 - ธ.ค. - 48  เวลา 09:36:55  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


...นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราทำบุญเพื่อให้เงินเข้าวัดเพื่อสร้างถาวรวัตถุแล้วเราไม่เห็นถาวรวัตถุสักที เพราะเงินเรารั่วไปเข้ากระเป๋านายทุน ดังนั้นกว่าจะสำเร็จก็สร้างกันหลายรอบ...
...ผมได้ข้อสังเกตง่ายๆจากอาจารย์ประพนธ์ว่า พระเครื่องที่มีการโฆษณามากๆ ผมไม่เช่า...ข้อนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะวัดเสียเงินไปกับโฆษณามากเกินแทนนี่จะเอาเงินไปสร้างถาวรวัตถุ
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 22 - ธ.ค. - 48  เวลา 09:41:26  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


...เคยลองเปิดหนังสือนิตยสารพระเครื่องสมัยเก่าๆไหมครับ หน้าโฆษณาพระเครื่องน้อยมาก อาจเป็นเพราะค่าโฆษณาอาจจะแพง หรืออาจเป็นว่าโฆษณาส่วนใหญ่เป็นแค่การแจ้งให้ทราบข่าวสาร เนื้อความที่จะเขียนทำนองว่า ประสบการณ์แบบเหลือเชื่อน้อยมาก...อันนี้ผมขอเรียกว่าโฆษณาชวนเชื่อมีน้อยมากครับ...ผมเชื่อว่าคนทำนิตยสารในยุคก่อนมีจรรยาบรรณสูงกว่าในยุคปัจจุบัน อะไรที่ชวนเชื่อเหลือเชื่อ แม้แต่คนทำยังยากจะเชื่อหรือเห็นว่าโอ้อวดไร้ความจริง ก็ไม่นำเสนอให้คนอ่านสับสน พาลจะเข้าใจคนทำนิตยสารไปผิดๆ ผมเข้าใจว่าคนทำนิตยสารเขารักนิตยสารของเขาครับ อะไรที่จะสื่อไปในทางที่ให้นิตยสารเสื่อมเสียเขาจะไม่ยอมทำ ไม่เหมือนบางคนที่ยอมทำอะไรก็ได้ให้ได้เงินเข้าหนังสือเยอะๆ ให้หนังสืออยู่ได้ ไม่สนว่าเนื้อความเนื้อหาในนิตยสารเป็นยังไง ขอให้จ่ายเงินค่าโฆษณาตามตกลงเป็นพอ...แล้วลองกลับไปอ่านบทความของนักเขียนยุคเก่าๆบ้างไหมครับ ความรู้ล้วนๆไม่มีการโอ้อวดตัวผู้เขียนเอง ไม่อ้างอิงตัวบุคคลเพื่อให้คัวเองน่าเชื่อถือ และแทบจะไม่มีการเล่าประสบการณ์แบบเกินจริง
...มีคนเคยบอกว่า ในบ้านเรานั้น คนไม่เคยชอบฟังความเป็นจริง ชอบฟังอะไรๆที่เกินจริง  มิน่าล่ะครับ ผมเดินเข้าไปแผงนิตยสารพระเครื่องทีไร เหมือนกำลังฝันซะทุกที....
...ตราบใดที่สาธุชนยังมีความเชื่อในเรื่องวัตถุมงคลแบบนี้ ช่องทางในธุรกิจแบบนี้สำหรับนายทุนก็ยังสามารถโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่หลักแสนหือหลักล้านนะครับ เขาได้ทีเป็นสิบล้านครับ...เงินเข้ากระเป๋าล้วนๆ ไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงรัฐ ชาวบ้านทำงานได้เงินเดือน เสียเงินบำรุงรัฐเต็มที่ นายทุนที่รู้ช่องกลับกอบโกยได้โดยไม่ต้องบำรุงรัฐ
   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 22 - ธ.ค. - 48  เวลา 10:08:25  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


...คนไทยเรานั้น มีนิสัยประหลาดอยู่อย่างครับ เวลาเดือดร้อนทุกข์ใจอะไรก็ชอบบนบานศาลกล่าว ไม่ชอบจะช่วยเหลือตัวเอง  เราไม่ยอมจะศึกษาว่าตัวเราเองเป็นต้นเหตุให้เกิดเหตุอันเป็นปัญหาหรือเป็นทุกข์อย่างไร จะปรับปรุงจะระวังไม่ให้เหตุแห่งปัญหาเกิดขึ้นอีกได้อย่างไร กลับไปบนบานขอโน่นขอนี่ให้ปัญหาพ้นตัวเป็นวันๆ อีกไม่นานก็กลับมาอีก...จริงๆปัญหาความทุกข์มันก็ไม่เที่ยง มันอยู่ไม่นานหรอกครับ แต่เราทนอยู่กับมันจนมันสุดสิ้นไม่ได้เอง เราทนไม่ได้ก่อนแล้วดิ้นรน ปัญหาทุกอย่างมีเหตุถึงเกิด แต่เราจะเห็นบ่อเกิดแห่งปัญหาได้หรือไม่เท่านั้นเองครับ....
...เคยมีคนถามหลวงปู่ชาเรื่องปัญหาความทุกข์ใจ หลวงปู่ชาท่านก็ถามว่า"ลองผลักก้อนหินก้อนเล็กนั้นได้ไหม...ได้ใช่ไหมล่ะ"
  "แล้วลองไปผลักก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนนั้นได้ไหม...ใหญ่เกินแรงใช่ไหมล่ะ"
  "แล้วหลวงปู่จะให้ทำอย่างไรครับ"
  "ก็รอให้กาลเวลากร่อนหินให้เล็กลง แล้วค่อยผลักสิ แล้วจะผลักได้เอง"
....นี่แหละครับ เราไม่รู้จักรอ ไม่รู้จักแก้ในส่วนที่แก้ได้ก่อน ไม่รู้จักกำจัดเหตุอันเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหา...แล้วพอมานั่งทุกข์ ก็บ่นว่าเพราะสิ่งนั้น เพราะคนนี้ แล้วขอไปทั่ว ขอให้พระช่วย ขอให้เทวดาช่วย....มันไม่พ้นสักทีครับ 
   
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 22 - ธ.ค. - 48  เวลา 10:19:54  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1135316505.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ผมว่าพี่ กิตติ ต้องมีอะไรเกี่ยวกับธุรกิจพระเครื่องสมัยนี้แน่นอนเลยครับ ผมเองก็มีความคิดเห็นเหมือนพี่กิตติครับ ผมเห็นช่วงกระแสอะไรต่าง ๆในหลาย ๆปีที่ผ่านมาเหมือนกะที่พี่กิตติที่กล่าวกันเอาไว้ในนี้เลย  แต่แปลกนะครับก็ยังมีพวกที่พยายามทำตัวตามกระแส เหมือนกลัวตกเทรนด์อะไรประมาณนั้น ราคาที่ปั่นหรือไม่ปั่นก็ตามเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ  เจ้าของทุนรวยมาเยอะแล้วครับ วัดได้ไม่เกิน สามสิบเปอร์เซนต์ครับนอกนั้น นายทุนเอาไปหมดครับ ที่เห็น ๆ ก้อรวยกันหลายรุ่นแล้วครับ ไม่ถึงวัดครับ สรรพากรเรียกเก็บภาษีไม่ได้ด้วยคับ ผมว่า พวกนี้เก่งและโกงในเวลาเดียวกันครับ พ้ม  ต้องรอกาลเวลาอย่างหลวงชาว่าไว้ครับ คนโง่ก็คงต้องเป็นเหยี่อของคนฉลาด และ ใครที่สร้างข่าวอะไรที่มีปาฏิหารย์มากมาย แต่จริงเพียงแค่อยากให้เศษโลหะ เศษอิฐ เศษปูนมีราคาก็ต้องมีหนังสือพระช่วย โฆษณามากขึ้น ครับ อย่างนี้สิเรียก "รวย ด้วยเศษวัสดุ"ครับ มีอะไรอยากระบายมากมายครับ  เดียวขอเวลารวบรวมข้อมูลก่อนครับแล้วค่อยมาว่าก้นใหม่ ง่ะ 
   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : ขม วันที่ : 23 - ธ.ค. - 48  เวลา 12:41:45  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ผมน่ะ โง่ประจำเลยครับ...... โดนนายทุนหลอกประจำเลย.......
ที่สำคัญ โดนหลอกแล้วยังถูกด่าซ้ำมาอีก............ฮา!................
คนโง่ ย่อมเป็นเหยื่อของ คนฉลาด.......... 
เมื่อไม่กี่วัน ผมเจอเหตุการณ์หนึ่งครับ
มีผู้ชายคนหนึ่งซื้อพระจากคนขายพระ ( ไม่ใช้คำว่า เซียน )
ราคาประมาณ ๒๐๐๐ บาท เขาบอกว่า เขานับถือมากจะเอาไปแขวน เก็บเงินเก็บทองมานานกว่าจะได้มา ๒๐๐๐ บาท นี่ได้แล้วจะเลี่ยมแขวนเลย......... เยี่ยม ความศรัทธาสุดยอด แต่ดูพระไม่เป็น.......   พอผู้ชายคนนี้เขาเดินออกไป...... ผมถามคนขายพระว่า......... เอ็งทำใจได้งัยว่ะ ให้พระเก๊เขาไปแขวน เอาเงินเขามาใช้ เขาก็เหมือนเอ็งที่เขาต้องมีลูกเมียต้องดูแล เงินที่เขาซื้อพระเก๊เอ็ง เขาเอาไปเลี้ยงลูกเมียได้เป็นเดือน แต่ต้องเอามาเลี้ยงลูกเมียเอ็งแทน แล้วถ้าเขาไปเจออุบัติเหตุ พระเก๊เอ็งช่วยเขาไม่ได้เหมือนที่เขาหวัง.......เอ็งจะรู้สึกเป็ยบาปมั่งไหมเนี๊ยะ...................... 
คนขายพระตอบผมว่า..... พี่...... ผมบอกให้เขามาซื้อพระผมรึป่ะ อาชีพผม ผมขายพระหากินนะครับ ผมไปรับผิดชอบชีวิตใครไม่ได้ ผมรับผิดชอบลูกเมียผมก็พอแล้ว ใครดูพระแล้วชอบก็ซื้อ ไม่ชอบก็ไม่ต้องซื้อ.......... ว่าแต่พี่เถอะ เอาพระผมไปแขวนซะองค์ไหมพี่..............
ผมเลยเตะคนขายพระ ไปป๊าปหนึ่ง.....................
แต่...........................
ยังเก็บความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ในใจ ถึงผู้ชายคนนั้น.......
สำหรับผม............... ผมซื้อพระเก๊ได้ ไม่เป็นไร................ เจ็บซิบเป๋ง ( เสียดายตังค์ )  แต่............... ผมจะไม่ขายพระที่ผมทราบว่าเก๊ให้ใครไปแขวนเด็ดขาด ( ความรู้สึกที่ถึงผู้ชายคนนั้น ) 
   ความเห็นที่ 7 โดยคุณ : mahachai วันที่ : 23 - ธ.ค. - 48  เวลา 13:00:41  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


อีกสองสามวัน เจอกัน คุณกิตติ..............
   ความเห็นที่ 8 โดยคุณ : mahachai วันที่ : 23 - ธ.ค. - 48  เวลา 13:02:34  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


คุณขมครับ...ผมเป็นเพียงผู้เช่าเท่านั้นครับ อาศัยการเก็บข้อมูลจากการพูดคุยกับเพื่อนๆที่สะสมเหมือนกัน อย่างผมเนี่ย ทั้งวัดทั้งนายทุนและศูนย์พระเครื่องคงเกลียดชะมัดเลยครับ  ที่ผมรู้เนี่ยผมว่าในวงการของนายทุนเองนั้น เป็นหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ผมว่ายังมีหลักสูตรขั้นก้าวหน้าขั้นคัมภีร์เก้าอิมอีก แต่ผมตามไม่ทันจริงๆ ที่เล่ามานั้นก็จำพี่ๆที่เล่าให้ฟังเท่านั้น จนบางครั้งผมคิดว่าวงการนี้ไม่สะอาด เคยมีพี่ที่รู้จักกันบอกว่า ผมพูดผิด ผมก็แย้งว่าทำไมหรือครับ พี่เขาว่า วงการนี้มันโค-ตรสกปรก มันมากกว่าที่ผมเข้าใจ...งานนี้ฮาครับ...    
...ผมว่าตรงไหนไม่สะอาดก็อย่าไปเดินผ่านแล้วกันครับ เลือกไปในที่ดีๆดีกว่าครับ...    
...เฮียมหาชัยครับ ช่วงนี้ไปบุกอะไรมาอีก ได้ยินข่าวว่ากระเป๋าไปเยอะนี่ครับ แต่ผมลืมไปครับกระเป๋าเบา แต่ที่ใส่ตุ่มไว้ที่บ้านกับที่ฝังไว้มีอีกเยอะนี่ครับ...
   
   ความเห็นที่ 9 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 23 - ธ.ค. - 48  เวลา 14:17:21  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


อ้อ....ต้องขอโทษพี่กิตติด้วยครับ ผมนึกว่าพี่เคยเป็นผู้สร้างหรือเคยสร้างมาก่อนาจึงสามารถรับรู้ได้ถึงพลัง หรืออำนาจอะไรบ้างอย่างที่แฝงมากับความดีของบุคคล หรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ บอกในกลุ่มต่าง ๆว่าตนเองดีและไม่เคยทำเหตุการณ์ชั่วช้าต่าง  ๆครับ แต่ด้านมืดกลับทำตัวเป็นพวก สันดานโหด ป่าเถือน  อุบาทว์ ไม่มีการศึกษา สกปรกหรือเรียกว่า "มันโคตร สกปรก"ก็ได้ครับ ผมว่าพี่คงฮาไม่ออกแน่  ๆครับ เพราะพวกเหลือบพวกนี้มีเงินเยอะครับเพราะมันสร้างมาเยอะเลยครับ ผมว่าวงจร นักสร้าง นายทุน พวกอุบาทว์พวกนี้เยอะครับ ผมเองยังงง  ๆเลยครับว่า พวกนี้มันอยู่ได้ก้อเพราะ นักการทหาร นักการเมือง นักเลง และพวกนักอะไรหลาย ๆอย่างครับ ที่มันมีความสัมพันธ์ด้วยครับ
   ความเห็นที่ 10 โดยคุณ : ขม วันที่ : 23 - ธ.ค. - 48  เวลา 22:10:04  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ผมว่าพี่รู้ทันนะครับ แต่ข่าวสารอาจไปถึงหลังจากพี่ได้จอง ไอ้เศษวัตถุต่าง ๆที่ราคาไม่ถึง 10บาท แต่ราคาจอง มากกว่า 100 บาทครับ เรานึกว่าของนี้เป็นมงคลครับแต่ในที่สุดก็เป็นวัตถุที่ทำให้ อ้ายพวกทั้งหลายเป็นพวกวายร้ายที่อยู่ทุก  ๆอณูของสังคมที่ท่านอยู่กันครับ  พวกนี้ด้านนอกทำเป็นพวกนักบุญ ลงทุนเพื่อพระพุทธศาสนา โดยมีพระที่มีฐานอันดร (ที่แต่งตั้งขึ้น) มาออกหน้าแทน สร้างอะไรก็บอกว่ามันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ วัตถุอันนี้มันสามารถสะท้อนพลังสกปรกออกไปจากชีวิตตนเองได้ ผมก็งงครับ มันจะบ้าหรือเปล่า คุณ 
พี่กิตติครับ ผมอยากจะบอกว่า  มนุษย์ทุกคนไม่รอดพ้นบ่วงกรรมที่ตนเองได้สร้างมาได้หรอกครับ  สร้างอะไรมาก้อได้อย่างนั้น ปลูกบุญได้บุญ ปลูกบาปได้บาปครับ ไม่ใช่ปลูกบุญได้ของแถม เป็นต้นครับ อวดอ้างปาฎิหารย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนิมิตบ้างละ อภินิหาร เหนือธรรมชาติบ้างละ ฝนตกปรอย ๆบ้างละ ฟ้าผ่าบ้างละ หรือแม้กระทั้ง จันทร์หรืออาทิตย์บ้างละ ลำบากนะครับ สร้างราคาด้วยการปั่น แล้ว สวด  ไอ้บ้าเอ๊ย เข้ากันหมดทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว อุบาทว์จริง ๆ
   ความเห็นที่ 11 โดยคุณ : ขม วันที่ : 23 - ธ.ค. - 48  เวลา 22:25:39  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


เขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วว่ามันเลว แต่หลายคนก็ต้องยกย่องกันต่อไปเพราะมีผลประโยชน์ครับ หากไม่มีผลประโยชน์มันอยู่กันไมได้หรอกครับ เงินไม่มีหาเพื่อนไม่เจอครับในวงการนักสร้างครับ ผมเห็นมาหลายกรณีแล้วครับ  ซึ่งวันนี้พิสูจน์ได้แล้วว่า "ไม่มีมิตรที่แท้ในวงการพระเครื่อง" เงินและผลประโยขน์ที่ลงตัวเท่านั้นครับ ที่จะอยู่ได้สำหรับวงการผู้สร้าง ยกเว้น ผู้เช่าก้อเหมือนคนโง่คนหนึ่งครับ ต้องสตางค์จ่ายแล้วเอามาแขวนคอ ผมยังสงสารตัวเองครับ และสมเพชตัวเองว่า "ตายห่  โคตรโง่เลยโดนอีกแล้ว"  เมือไหร่พวกเลว... พวกนี้จะสำเนียกตัวเองแล้วทำตัวเป็นผู้ปล่อยพระมีคุณธรรมหน่อยไม่ใช่ "มือถือสากปากอม..."
   ความเห็นที่ 12 โดยคุณ : ขม วันที่ : 23 - ธ.ค. - 48  เวลา 22:35:01  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ท่าจะยากครับ คุณขม..... ตราบใดที่ยังมี คนโครตโง่ .....อยู่อีก ฮา!.....
และที่สำคัญ...... คนโครตโง่นี่ พวกเก่าตายไป พวกใหม่ก็เกิดอีก...... ฮา! 
ก็เลยไม่มีความจำเป็นต้องสำนึกครับ.... เพราะยังมีคนเอาตังค์มาให้อยู่ครับ
เดี๋ยวจะมีพวกมาบอกว่า........ กิตติชง ขมซด มหาชัยจิบ............... ฮา! 
   ความเห็นที่ 13 โดยคุณ : mahachai วันที่ : 23 - ธ.ค. - 48  เวลา 23:59:33  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ผมเคบฟังคนเฒ่าคนแก่แถวบ้านแพ้วเล่าว่า พระครูรอด วัดบางน้ำวน สร้างพระหล่อสามเหลี่ยม หล่อแซยิดนี่เพราะ.... ท่านต้องพายเรือจากวัดบางน้ำวนมาขอบริจาคปัจจัย ( ขอทำบุญสำรับคาวหวาน ) จากชาวบ้าน สำรับละ 10 บาท ท่านก็จะตอบแทนผู้บริจาคสำรับละ ๑ องค์........... และ.....หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ต้องล่องเรือในแม่น้ำท่าจีนมาขอบริจาคข้าวเปลือก และตอบแทนผู้บริจาคด้วยพระเนื้อดิน.............................. ท่านทั้งสองต้องรอนแรมมาขอบริจาคปัจจัยเอาไปให้พระลูกวัด....................แต่ ท่านทั้งหลายในปัจจุบัน ไม่ต้องขอบริจาคครับ ออกวัตถุมงคล เดี๋ยว คนมาเอาที่วัดเอง........... ฮา! 
   ความเห็นที่ 14 โดยคุณ : mahachai วันที่ : 24 - ธ.ค. - 48  เวลา 00:05:18  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


Hi How are you today? เป็นจังใด๋ กันบ้างละ  ช่วงนี้หายไปไหนกันหมดหว่า........หรือเฝ้าโรงพยายม เอ้ย ไม่ใช้โรงพยาบาล ระวังไม่ได้เอาเงินไปใช้กันนะ เที่ยวบ้างเถอะ หมอ เดี่ยวโรคภัยจะถามหา แล้วท่านผู้จัดการ เป็นไงบ้าง ช่วงนี้ หาเก็บ หาเกี่ยวอะไรกันบ้างละ ส่วนไอ้กระผม ฮ้า ๆ  ๆ  ๆ Ha ha Ha
ผมเก็บเหมือนกันครับ เก็บตัวครับ
ปีใหม่นี้ อยากได้อะไรก็คิดเอาเองครับ ไม่เกิน เวร เกิน กรรม ของทุก ๆคนครับ ฯ HO ho ho ho 
   ความเห็นที่ 15 โดยคุณ : pallop วันที่ : 25 - ธ.ค. - 48  เวลา 13:50:28  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


    เรื่องสร้างพระผมมีประสบการณ์ตรงเลยครับ    อย่างที่พี่กิตติเล่ามาก็ OK ครับ บอกได้ว่า "รู้เช่น เห็นชาติ"  คนที่อยู่ในอาชีพนี้    ตอนที่ผมเป็นกรรมการสร้างพระรุ่นรวมใจ  มวลสารที่ได้มาจากเพื่อนสมาชิกทั่วประเทศ  ต้องตำกันร่วมเดือนว่าจะเสร็จ  พอยกไปที่โรงงานก็บอกว่า " เนื้อมวลสารล้วน "  คำตอบที่ได้กลับมาคือ  "ทำไม่ได้"  ต้องใช้มวลสาร 40% และ เนื้อของเขา 60%  มิเช่นนั้นพระจะร่วน  และ ไม่คงทน      พลันผมก็เหลือบไปเห็นมวลสารก้อนหนึ่ง มีลักษณะเหมือนหินดินแดง  ขนาดใหญ่กว่ามะม่วงน้ำดอกไม้สักเล็กน้อย  ผมก็ถามว่านั่นอะไร  เจ้าของโรงงานบอกว่า  เป็นมวลสารที่วัดให้มาผสมกับพระที่สั่งให้สร้างจำนวน 1แสนองค์ .....  พระเจ้าช่วยกล้วยปิ้ง  มวลสารของผมหนึ่งถังปูน สร้างพระแบบเข้มข้นเต็มกำลังได้ 4พันองค์  แต่มวลสารของวัดนั้น น้อยกว่าผมร่วมยี่สิบเท่า    แต่สร้างพระได้มากกว่าผม 25 เท่า

        ต้นทุนการสร้างพระผมบอกได้โดยประมาณว่า  ถ้าเป็นแม่พิมพ์เหล็กอย่างดี  ให้รายละเอียดของพระที่สร้างออกมาได้งดงาม  จะมีค่าแกะบล๊อคอยู่ที่ห้าพันบาท  แต่ถ้าเป็นบล๊อคพลาสติกเคมีทำฟัน  ก็จะถูกลงมาครึ่งหนึ่ง  ( ความคงทน และ รายละเอียดจะสู้แม่พิมพ์เหล็กไม่ได้ )    ส่วนค่าปั๊มพระออกมาก็ตกองค์ละหกสลึง ถึง สามบาท  แล้วแต่เนื้อหา    ถ้ามีการใส่กล่องกำมะหยี่ด้วย  ก็อีกสามบาท  เอาเป็นว่า  ต้นทุนต่อองค์ พร้อมกล่องอยู่ที่ ห้าบาท  ค่าแม่พิมพ์ต่างหากห้าพันบาท

        ติ๊ดต่างว่า สร้างพระออกมา 1 หมื่นองค์จะมีต้นทุนการสร้างอยู่ที่ ห้าหมื่นห้าพันบาท  ต้นทุนตรงนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อไปเทียบกับค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์  ยิ่งถ้าออกโบรชัวร์ด้วย  พร้อม ประวัติ  ตำนาน  เรื่องโม้มากๆหน่อย  เรื่องจริงน้อยๆหน่อย  เล่าที่มาของสุดยอดมวลสาร  ความเก่งกาจของเกจิ  ลงไปหลายๆฉบับหน่อย    เฉพาะค่าโฆษณาตรงนี้ผมก็ว่าเป็นแสนแล้วครับ  ไหนจะค่าพิธีอีกราวๆ ห้าหมื่นบาท ( ไม่ใหญ่ )  แต่ถ้าพิธีใหญ่หน่อยก็ร่วมแสน

      เอาเป็นว่าต้นทุนการสร้าง พร้อมประชาสัมพันธ์ ก็สองแสน เป็นอย่างน้อย  เงินสองแสน ถ้าคนทำธุรกิจ  ต้องได้เงินคืนเท่าไหร่ครับ    คงไม่มีใครคิดว่าจะขายพระได้หมด  เอาอย่างเก่ง 50%  ก็ถือว่า แจ๋วแล้ว  หลังจากออกโบรชัวร์ และ ลงโฆษณาตามหน้าหนังสือแล้ว  ก็รอดูยอดสั่งจองเข้ามา  ถ้ายังไม่กระเตื้อง  หรือยังไม่ได้ผลตามที่ต้องการ  ก็ต้องอัดฉีดลง  โหมโฆษณาลงไปอีก  ทั้งนี้ก็คือทุนทั้งนั้นแหละครับ      หลายคนทำแล้วประสบความสำเร็จ  หลายคนทำแล้วเจ๊ง  ตรงนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ที่จะมองตลาดออกหรือไม่

        พระรุ่นไหน  สายไหน  ที่ได้รับความนิยมก็จะทำกำไรได้ง่าย  ยิ่งถ้าได้ผูกขาดในการสร้างด้วยแล้วล่ะก็  รวยเละเทะเลยครับ    สิ่งที่ผมไม่ชอบใจเป็นที่สุดคือ  การสร้างของเนื้อพิเศษ พิมพ์พิเศษ  หรือ อะไรก็ตาม ที่พิเศษต่างๆ แต่ไม่ได้อยู่ในโบรชัวร์  ต้องให้เสร็จพิธีก่อน  แล้ว ออกมาปรากฎโฉมในโบรชัวร์ชุดที่สอง  ประมาณว่า  เอ็งต้องตามมาเก็บของพิเศษ  ในฤกษ์  ในพิธีอีกนะ  ไม่งั้นเอ็งไม่เจ๋งจริง .............  ใครเคยมีประสบการณ์แบบนี้มั่ง  ยกมือขึ้น
   ความเห็นที่ 16 โดยคุณ : niwat วันที่ : 29 - ธ.ค. - 48  เวลา 11:11:43  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


          ประสบการณ์  พระรุ่นรวมใจ  ได้สอนอะไรผมมากมาย หลายอย่าง  ความเห็นเหนื่อยที่ประสบตั้งแต่การวิ่งหาโรงงาน  หาแบบ  ตามงาน  ตำมวลสาร    แล้วก็แบกพระไปให้พระเกจิอธิฐานจิต  แบกพระไปขอเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก ( ไม่มีปัญญาจัดเอง )  พอเสร็จครบถ้วน  5 พิธี 16 เกจิ  ก็เอาพระมาจัดส่งให้กับผู้ที่ส่งมวลสารมาร่วมสร้าง    ต้องคอยประสานงา  และ แก้ต่าง กับโคลนที่ถูกสาดลงมาจากคนที่  รู้ข้อมูลทั้งหมด  แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น  ทำตัวเป็นอีแอบ  เปลี่ยนชื่อ  ปลอมสกุล  ส่งเมลล์ด่า  แต่อย่างว่าครับ    ของอย่างนี้ มันหนีกันไม่พ้น    งานนี้ทำให้รู้เลยว่า  ใครเป็นอย่างไร ..............
   ความเห็นที่ 17 โดยคุณ : niwat วันที่ : 29 - ธ.ค. - 48  เวลา 11:15:03  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ไม่คาดคิดเช่นกันครับ ว่า คุณขม คุณmahachai คุณกิตติ และคุณ niwat ได้แบ่งปันประสบการณ์การเช่า การจัดทำโฆษณา (โหมโรง) ต่าง ๆให้พวกเราได้รับทราบว่าการผลิตวัตถุมงคลออกมาแต่ละชุดนั้นมีขั้นตอนเป็นอย่างไรบ้าง ครับ ผมเองได้รู้ ดังที่คุณ niwat ได้แจ้งเอาไว้ครับ ว่าหลักการสร้างพระผงรุ่นต่าง ๆหรือแม้พระพุทธรูปต่าง ๆที่เป็นเนื้อโลหะเป็นอย่างไรบ้าง ผมว่าปัจจุบันนี้ พระร่นไหน หรือสายไหนก็ตามที่ได้รับความศรัทธากะความนิยม(จอมปลอม) จะหากำไรกับพวกที่ฉลาดน้อยได้อย่างมากครับ เพราะอย่างไรเหรอครับ เพราะพวกนี้ชอบอ่านหนังสือพระไงครับ หน้าพระใหม่ อภินิหารย์ ปาฏิหารย์ ที่ไม่มีใครทราบ บอกว่า ของอย่างนี้ท้าได้ คุณภาพคับแก้ว  บารมีเหนือสิ่งอื่นใด แต่ทุกท่านผู้เช่าทั้งหลายคงลืมไปมั้งครับว่า ปาฏิหารย์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเฉียดตาย หรือ อะไรต่าง ๆย่อมมีความเป็นธรรมะ เข้าไปแทรกอยู่ทุก อณูครับ เอาไปคิคดู หลาย ๆเรื่องมีคนยืนยันและนอนยัน แต่ก็ยังเอาวัตถุมงคลชิ้นนั้นมาปล่อยทำไมเขาไม่เก็บเอาไว้บูชาละ ถ้าแน่ ถ้ามีอภินิหารย์จริง  ๆ บางครั้งก็หาอะไรแปลก ๆ มาเล่น หาอะไรเล่นไม่ได้ก็หาอักขระที่มันไม่มีมาเล่นกัน (มันจะบ้ากันหรือเปล่าครับ) ชุดที่แสบที่สุดผมเห็นด้วยกะคุณนิวัฒน์นะครับ คือ ชุดในฤกษ์  หรือในพิธีนั้นเองครับ ไอ้ชุดนี้จะมาหลังจากการยอดชุดจองพระเรียบร้อยแล้วค่อยทำโบรชัวร์ออกมาทีหลังเพื่อจะได้ให้นักสะสมเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก ว่าครั้งหนึ่งพวกท่านได้แสดงความโง่โดยการจ่ายเงินมาก ๆเพื่อแลกโลหะมาไว้ในบ้านครับ
          กำไรที่เยอะที่สุดคือทำวัตถุมงคลในแต่ละรุ่นให้มากที่สุดเพราะหากทำยอดมาก ๆ ราคาที่จะให้กะทางโรงงานน้อยลงครับ แล้วหากมียอดจองเข้ามาเพิ่มในช่วงแรกเป็นเพียงเพื่อแบ่งเบาภาระผู้ลงทุนไปครับ แต่หากช่วงหลังราคาดีวันดีคืนก็ค่อยทยอยออกมาเรื่อย ๆครับ อย่างไม่มีวันจักหมดจักสิ้น แต่บอกสาธารณชนว่า ของปล่อยออกไปหมดแล้ว ไม่มีแม้แต่องค์เดียว ทำให้ราคาก็เพิ่มขึ้นไปอีก ผมว่าต่อไปหาจะเช่าหาอะไรที่เป็นวัตถุมงคลนี้นะครับต้องคิดใหม่แล้ว เอาให้เงินมันถึงวัดจริง ๆครับ แต่ก็ต้องเข้าใจครับ วัดสร้างพระไม่ค่อยสวยครับ
นายทุนสร้างพระสวย แขวนแล้วลอย(เงิน)ครับ    หรือมันรู้สึกเท่ห์เป็นอย่างมากครับหากพระได้การตอบสนองจากตลาด ประสบการณ์ได้สอนเอาไว้ครับว่า อย่าพยายามเช่าหาอีกครับ ต้องดูดี ๆครับ ตอนนี้ ยิ่งเงินหายาก ๆ
   ความเห็นที่ 18 โดยคุณ : pallop วันที่ : 29 - ธ.ค. - 48  เวลา 18:14:28  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ศิษย์ท่านขุนโดนคุณมังกร(เฮียเต๋า)ข่มขู่ในกระทู้ก่อนๆ ให้รีบเขียนตอนต่อโดยเร็วมิเช่นนั้นจะเขียนเอง
ผู้เขียนกลัวถูกแย่งนามปากกาเพราะรู้ดีว่าเฮียเต๋าสามารถเขียนเรื่องทั้งหมดได้ไม่ต่างจากผู้เขียนแน่นอน
เพราะอยู่ในเหตุการณ์โดยตลอดเช่นกัน จึงรีบจับปากกาเขียนตอนต่อเฉพาะกิจนี้ขึ้นซึ่งจะไม่เหมือนที่เขียนส่งให้นะโม
เรียกว่าเขียนขึ้นตามคำขู่เพื่อแฟนๆ Website โดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อไม่ต้องผ่านเซ็นเซอร์จึงเขียนำด้อย่างตรงไปตรงมา
ซึ่งเนื้อหาสาระอาจถูกใจบางคนที่ชอบความจริงแต่อาจไม่ถูกใจบางคนที่งมงายอยู่กับสื่อหรือประเภทเช่าพระตามสื่ออย่างเดียว


ดังที่ผู้เขียนได้เคยเขียนไว้หลายครั้งว่าคนพื้นที่คือคนนครศรีธรรมราชกับคนกรุงเทพฯ หรือภาคอื่นเล่นพระไม่เหมือนกันชนิดต่างกันสุดขั้ว
คนนครฯเล่นพระด้วยตาที่เห็นเองเห็นจริง ส่วนคนกรุงเทพฯก็เล่นพระด้วยตาเช่นกัน หากแต่เป็นตาที่เห็นแต่ในสื่อ
ซึ่งบางครั้งคนนครฯที่ได้อ่านถึงกับงงเป็นไก่ตาแตกเกาหัวแกรกๆ เพราะเรื่องราวที่สื่อนำเสนอไม่ตรงกับความเป็นจริงแม้แต่น้อยนิด
อะไรที่คลุมด้วยสีเทาดำๆที่คนนครฯซึ่งอยู่ในพื้นที่รู้กันทั้งเมืองก็ถูกฟอกจนขาวสะอาดด้วยปลายปากกาที่น้ำหมึกเจือด้วยน้ำเงินถูกหยด
ให้คนกรุงเทพฯและภาคอื่นๆได้อ่านแล้วหลงเชื่อตามนั้น เรียกว่าเขียนตามใบสั่งทั้งๆที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหรือมาในพิธีสักครั้ง
เหตุวิบัติไฟไหม้กุฏิ คนนครฯรู้กันทั้งเมืองว่าเป็นอาเภทก็นำมาเต้าข่าวว่าเป็นอภินิหาร


จัดพิธีมีแต่กล่องเปล่าเข้าปลุกเสกแล้วโยงสายสิญจน์ไปที่รถสิบล้อซึ่งก็เป็นกล่องเปล่าเพื่อให้หลงเข้าใจว่าพระเยอะเอาเข้าพิธีได้ไม่หมด
แต่ก็ตบตาคนเมืองนครฯที่อยู่ในพิธีไม่ได้ เพราะแผ่พลังจิตไปแล้วว่างเปล่าไม่มีกระแสสนองตอบ
เมื่อเสร็จพิธีถึงกับคุยกันว่าเรามาปลุกเสกโบสถ์ปลุกเสกพระประธานกันแท้ๆ พระเถระผู้ใหญ่ถึงกับตำหนิอาจารย์เจ้าของพระ
ซึ่งก็ปฏิเสธเป็นพัลวันว่านายทุนมอบเงินให้แล้วขอใช้ชื่อวัดจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับความไม่ของมาพากลของพิธีเสกกล่องเปล่าครั้งนี้
หลังพิธีไม่กี่วันข่าวจากสื่อก็ออกมาว่าสุดยอดพิธีสุดเยี่ยม วัตถุมงคลที่ควรค่าแก่การแนะนำให้เช่าหาบูชา
เต้าข่าวจนคนศรัทธาที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่วิ่งเร่ไปตามศุนย์ฯ ตกเป็นเหยื่ออันโอชะโดยไม่รู้ตัวขณะที่คนนครฯสืบเสาะพากันสาปส่ง
จนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
ผู้เขียนไม่บอกนะครับว่ารุ่นไหนสืบเสาะสอบถามคนนครฯกันเอาเองก็จะรู้ความจริงว่าที่กล่าวมานี้จริงแท้แน่นอนล้านเปอร์เซนต์


แล้วศิษย์ท่านขุนเล่าก็นับเป็นสื่อคนหนึ่งดีเลิศประเสริฐศรีมากมายหรืออย่างไร ก็คงต้องคอบว่าไม่ถึงขนาดนั้น
แต่ก็กล้ายืนยันว่าทุกตัวอักษรทุกข้อความทุกประโยคทุกบรรทัดสามารถติดตามตรวจสอบได้ว่าเขียนไปแล้ว
ทั้งก่อนหน้าและหลังเป็นไปตามนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่คือคน
นครฯจะรู้ดีกว่าว่าใครว่าจริงหรือไม่
หรืออย่างที่มีผู้สอบถามวันมาว่าจากพิธีกรรมของวัตถุมงคลรุ่นพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองตั้งแต่พิธีวัดเขาอ้อ พิธีปลุกเสกกลางทะเล
พิธีศาลหลักเมือง พิธีวัดพระมหาธาตุ พระอาทิตย์ทรงกลด พระจันทร์ทรงกลดหรือไม่ ก็ต้องตอบกับแบบตรง ๆ ชนิดไม่โกหกพกลม
หรือปากกาพาไปว่าไม่เกิดเลยสักครั้งเดียว ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่
นครศรีธรรมราชเจอแต่มรสุมฝนตกทุกวันหนักบ้างเบาบ้าง
ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันมาโดยตลอด ขืนแหกคอกเขียนไปว่าพระอาทิตย์ทรงกลด พระจันทร์ทรงกลดคนนครฯในพื้นทีคงหัวเราะก๊าก
แล้วร้องว่า "ขี้จุ๊เบ่เบ๋ ขี้ห๊กตาละล้า" ถ้าเช่นนั้นในเมื่อไม่เกิดแล้วจะเจ๋งเป้งได้อย่างไรใช่ไหมครับ



ก็เลยต้องยืมคำพูดของหลาย ๆ คนมาบอกว่า พระอาทิตย์ทรงกลด พระ
จันทร์ทรงกลดกลายเป็นเรื่องเด็ก ๆ เล็ก ๆ ไปเสียแล้ว
เมื่อเทียบกับปาฎิหาริย์ที่เทพยดาฟ้าดินบันดาลให้กับพิธีที่ศาลหลักเมืองและพิธีที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เรื่องพระอาทิตย์ทรงกลด พระจันทร์ทรงกลด
ดูเป็น เรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับนักนิยมพระชาวกรุงเทพฯแต่ที่นครฯกลับไม่ได้
ใส่ใจให้ความสำคัญแม้แต่น้อยนิด
ยิ่งเดี๋ยวนี้มีการถ่ายรูปเก็บไว้ก่อนเจอทรงกลดที่ไหนวันไหนก็ถ่ายไว้แล้วนำภาพมาใช้ภายหลังจึงมีทั้งทรงกลดจริงทรงกลดปลอม


บางรูปทรงกลดอยู่เหนือยอดต้นมะพร้าวแทนที่จะอยู่เหนือเจดีย์ เหนือโบสถ์ เหนือศาลา
บางรุ่นประชาสัมพันธ์มาตั้งแต่แรกจนบัดนี้เกือบสองเดือน ไม่เคยเห็น ไม่เคยแจ้งไม่เคยบอกอยู่ ๆ ไปถ่ายทรงกลดเหนือต้นไม้ที่ไหนก็ไม่รู้
แล้วเพิ่งจะเอามาลงโชว์ในหนังสือพระเครื่องซึ่งผู้เขียนบังเอิญเปิดเห็นเข้าถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ว่าจะไม่บอกแล้วเชียว แย้มไต๋ให้สักนิดก็ได้ว่าก็รุ่นเสกกล่องเปล่านั่นไง



เรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะมีสาระหรือไม่อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการ
พิจารณาของแต่ละคน
ผู้เขียนไม่ได้เขียนเพื่อนให้ท่านเชื่อเพียงแต่เขียนให้ท่านรู้ และยินดีรับผิดชอบทุกบรรทัดที่เขียนไป
ผ่านเรื่องหนัก ๆ ก็ย้อนกลับมาถึงเรื่องเบา ๆ สบาย ๆ ต่อจากตอนที่แล้วที่บรรยายถึงเรื่องการประกอบพิธีกรรมในศาลหลักเมือง
ซึ่งมีการเลี่ยงประชาสัมพันธ์ว่าเป็นที่วิหารสูงข้างศาลหลักเมือง หรือแม้กระทั่งชื่อรุ่นก็ต้องมีการพิจารณาเปลี่ยนไปด้วย
ท่านทราบไหมครับว่าชื่อรุ่นแต่แรกกำหนดวันไว้ว่ารุ่น

"พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง "

ซึ่งมีความหมายว่า
พระเสื้อเมืองท้าวจตุคาม และพระทรงเมืองท้าวรามเทพ เทพยดาอยู่เป็นพระหลักแห่งเมืองนครศรีธรรมราช

แต่มาบัดนี้เมื่อพิธีกรรมได้ผ่านพันไปแล้วหากจะนำชื่อรุ่น


"พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง"

มาใช้ใหม่ก็ไม่น่าจะผิดกติกาวันใดเพราะความจริงก็เป็นเช่นนั้น



การจัดสถานที่ ณ บริเวณลานกว้างหน้าวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหา
วิหารรวมทั้งราชวัตรฉัตรธงเพื่อเตรียมพร้อม
สำหรับการประกอบพิธีกรรมดำเนินการเมื่อตอนเย็นจองวันที่ ๒๒ ธันวาคมท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดระยะ
เต้นท์หลังใหญ่ประกอบขึ้นเตรียมพร้อมสำหรับกันฝนให้วัตถุมงคลรวมทั้งที่นั่งพระนั่งปรก ๘ รูป
รอบในและเต้นท์ทุกหลังเล็กกำลังงาม ๘ หลังรอบทิศสำหรับพระนั่งปรกรอบนอก ๘ รูป ซึ่งกว่าจะแล้วเสร็จก็ทำเอาเหน็ดเหนื่อยเปียกปอนไปตาม ๆ วัน
คณะกรรมการทุกคนเริ่มทำใจเพราะดูอย่างไรฝนฟ้าคงไม่ปราณี แต่ถึงอย่างไรพรุ่งนี้พิธีกรรมก็ต้องอุบัติขึ้นแน่นอน
ทุกคนเดินคอตกกลับไปพักผ่อนหลับนอนรอรับชะตากรรมซึ่งจะต้องได้รับในวันพรุ่งนี้


เช้าวันรุ่งขึ้นดังเช่นเคย สิ่งแรกที่กระทำทันทีที่ลงจากเตียงนอนก็คือตรงรี่ไปที่หน้าต่างค่อย ๆ แย้มผ้าม่าน
เรียกว่าลุ้นระทึกหวังจะเจอภาพเบื้องหน้าที่คล้าย กับวันพิธีที่ศาลหลักเมือง แต่แล้วผู้เขียนต้องผิดหวังถอนหายใจเฮือกใหญ่
เพราะฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนพื้นถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ทุกคนเดินทางมารวมตัวกันบ้านคุณ ณสรรค์ พันธรักษ์ราชเดช
ซึ่งขณะนั้นกำลังอัญเชิญพระรูปเหมือนท้าวจตุคามและท้าวรามเทพขึ้น
รถบรรทุกคันแล้วคันเล่า
รวมทั้งกล่องพระเครื่องอีกมากมายเป็นภูเขาเลากา


เมื่อแล้วเสร็จก็ต้องคลุมผ้าใบกันน้ำฝนอย่างมิดชิด รอเวลาที่จะเดินทางไปที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
บัดนี้ทุกคนตระหนักดีแล้วว่าคำอธิษฐานที่ต่างคนต่างขอบอกกล่าวคือคำว่า"ขออย่าให้มีฝนตกในขณะประกอบพิธีกรรม"
ผู้เขียนเองเป็นบุคคลเดียวที่จะต้องหน้าแตกเพราะเคยพูดไว้ก่อนอย่างหนักกแน่นว่าเจตนาดีฟ้าดินย่อมรับรู้
ขอให้เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรองว่าที่หลักเมืองและวัดพระมหาธาตุฯฝนไม่ตกแน่


เมื่อได้ฤกษ์รถบรรทุกออกเดินทางฝ่าสายฝนมุ่งหน้าสู้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
ทุกคันได้รับคำสั่งว่าเมื่อถึงแล้วให้อัญเชิญพระเข้าสู่ประจำพิธีได้เลยเพราะใกล้เวลาประกอบพิธีกรรมแล้ว
หลังจากนั้นอีกราวชั่วโมงผู้เขียนและคณะจึงออกเดินทางตามไปและตลอดทางก็ยังคงมีสายฝนโปรยปรายลงมาแต่เริ่มเป็นลักษณะเบาบาง
เมื่อไปถึงที่วัดพบว่าพระทั้งหมดได้อัญเชิญเข้าสู่มณฑลพิธี ที่เป็นกล่องบรรจุพระเครื่องก็คลุมผ้าขาวมิดชิดดูสะอาดตา
ที่เป็นพระบูชาก็ตั้งเรียงรายกันเต็มพื้นที่ไร้สิ่งปิดบังเป็นการพิสูจน์กันให้เห็นเต็มตาว่าทั้งหมดได้มาอยู่ภายในมณฑลพิธีนี้ทั้งหมดแล้ว
ใครจะนับองค์ใครจะจับผิดอย่างไรก็เชิญได้ถามอัธยาศัย


ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารไม่มีฝนสักหยดแม้แต่ละอองก็ไม่ปรากฎ
คณะที่อัญเชิญพระมากล่าวว่าฝนขาดเม็ดทันทีที่เปิดผ้าใบออก


ผู้เขียนตรวจสอบดูที่วัตถุมงคลก็ไม่เห็นมีน้ำเกาะสักหยดจึงเชื่อในคำพูดแต่ขณะนั้นผู้เขียนยังอยู่ที่บ้านคุณณสรรค์ พันธรักษ์ราชเดช
ซึ่งอยู่ห่างวัดราว ๕ กิโลเมตรฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย หมายความว่ารอบบริเวณวัดฝนตกแต่ในวัดฝนไม่ตกอย่างนั้นหรือ
ใครไม่เชื่อแต่ผู้เขียนเชื่อรวมทั้งผู้ที่ทยอยมาในพิธีต่างก็เชื่อเพราะขณะเดินทางมาฝนก็ยังคงตกอยู่เพิ่งจะขาดเม็ดเมื่อเข้าบริเวณวัดนี้เอง
แต่ทุกคนก็ยังคงต้องลุ้นระทึกกันต่อไปเพราะกว่าจะเสร็จพิธีก็คงไม่ต่ำกว่าสี่ทุ่มเวลายังยาวนานเหลือเกิน

๑๔.๓๙ น. พราหมณ์ประกอบพิธีบัดพลีอัญเชิญเทพยดาฟ้าดินทั่วท้องจักรวาลอัญเชิญองค์พระเสื้อเมือง ท้าวจตุคาม และพระทรงเมืองท้าวรามเทพ

๑๕.๔๙ น. รองนายกเทศมนตรีนคร นครศรีธรรมราชจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ผู้ทรงคุณ ๙ รูป สวดเจริญพระพุทธมนต์

๑๗.๑๙๙ น. พระราชธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จุดเทียนชัย คณะพราหมณ์เป่าสังข์ลั่นฆ้องชัย
จากนั้นพระราชธรรมสุธีอ่านโองการประกาศเทวดา

๑๗.๔๙ น. คุณเอกวิทย์ ยอดระบำ ศิษย์เอกท่านขุนพันธ์ เจ้าพิธีกรรมประกอบพิธี จุดธูปเทียนสวดคาถา บูชาเทพยดาประจำทิศ ๑๖ รูป เท่าจำนวนโสฬส เข้าประจำที่
พระพิธีธรรม ๔ รูป จากวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นำโดย พระมหาไมตรี สวดเจริญพระคาถาพุทธาภิเษก พระเกจิอาจารย์ แผ่พลังจิตปลุกเสกวัตถุมงคล

๒๑.๑๙ น. พ่อท่านนวล วัดไสหร้าดับเทียนชัย จากนั้นโปรยข้าวตอกดอกไม้พระเกจิอาจารย์ ประพรมน้ำพระพุทธมนตร์สู้วัตถุมงคล
บัดดลนั้น ละอองฝนเบาบางโปรยปรายลงมาเพียงชั่วครู่ มหาชนนับหมื่นในพิธียกมือท่วมหัวรับน้ำมนตร์จากเทพยดาพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง
ผู้ที่อยู่ในเต้นท์ต่างรีบออกมาอยู่กลางแจ้งเพื่อรับน้ำพุทธมนตร์จากสรวงสวรรค์

๒๑.๓๙ น. ประกอบพิธี เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภช เจ้าพิธีกรรมอ่านโองการส่งเทพยดา พลุ ๙๙ นัด พุ่งสู่ท้องฟ้าเป็นเสร็จพิธี

บัดนั้นผู้เขียนและคณะกรรมการ ทุกท่านตระหนักแล้วว่าเจตนาดีพิธีเข้มขลัง
เทพยดาฟ้าดิน ย่อมรับรู้อำนวยอวยชัย ทุกสิ่งที่วิตกมลายหายสิ้น
ทุกคนในมณฑลพิธีเชื่ออย่างศรัทธาและสนิทใจว่า เมื่อได้ฤกษ์พระเกจิอาจารย์ประพรมน้ำพระพุทธมนตร์สู่วัตถุมงคล
เทพยดาอารักษ์ ก็ได้ร่วมอนุโมทนา ประพรมน้ำมนตร์ละอองฝนโปรยปราย
ลงมาพร้อมเพรียงกัน อย่างน่าอัศจรรย์ แล้วขาดเม็ดไปทันที


ผู้เขียนประจักษ์แล้วว่า ศรัทธาที่มหาชนมอบให้ แก่พิธีกรรมมหามงคลพุทธาภิเษก เทวาภิเษก วัตถุมงคลรุ่น "พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง"
มากมายเป็นเรือนหมื่นชนิดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในทุก ๆ พิธีกรรม
ของคุณณสรรค์ พันธรักษ์ราชเดช ต่างปลื้มปิติยินดี
ที่ได้ประสบแก่ตนเองถึงปาฎิหาริย์เทพยดาประทานน้ำมนตร์จากสรวงสรรค์
ด้วยเหตุนี้เมื่อเสร็จพิธี
จึงต่างรุมล้อมบูชาวัตถุมงคลกันอย่างเนืองแน่น



จึงเป็นที่ประจักษ์ได้ว่า วัตถุมงคลทุกองค์ ล้วนนำเข้าในมณฑลพิธีทั้งสิ้น
เสร็จพิธีบูชาได้เลย ไม่ว่าจะแบบไหนพิมพ์ไหน
ทุกอย่างมีพร้อมสรรพ สด ๆ ร้อน ๆ อุ่นด้วยพลังพุทธคุณจนรู้สึกได้ ขอย้ำอีกครั้งว่า
ไม่เคยมีวัตถุมงคลใดในนครศรีธรรมราชทำได้เช่นนี้เสร็จพิธีบูชาได้เลย เพราะไม่ได้ปลุกเสกกล่องเปล่า


ผู้เขียนยังคงปักหลัก อยู่ในนครศรีธรรมราช เพื่อเสาะหาข่าวความเคลื่อนไหวของวัตถุมงคลรุ่น "พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง "


วันรุ่งขึ้น ๒๔ ธันวาคม ฝนก็เริ่มตกหนักบ้างเบาบ้าง เหมือนเช่นเคย
จึงยิ่งตอกย้ำถึงความมหัศจรรย์ในพิธีกรรมสองวาระสุดท้ายที่ผ่านมา
ที่เทพยดาฟ้าดินรับรู้อนุโมทนาในความยิ่งใหญ่ เข้มขลังอลังการของวัตถุมงคลที่มีนามอันเป็นมหามงคลรุ่นนี้



หากจะถามว่า ความเคลื่อนไหวเป็นอย่างไรบ้างก็ต้องตอบอย่างยินดีว่า "ดังระเบิดเทิดเถิง ขอรับกระผม"
บอกแล้วไงว่าคนนครฯเช่าบูชาพระด้วยตาที่เห็น เมื่อเห็นดีเห็นชอบก็เกิดศรัทธา
เฮโลกันไปที่วัดหน้าพระบรมธาตุ ศูนย์พระเครื่องราชา และทุก ๆ แห่ง ทั้งในนครศรีธรรมราช
สุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง หาดใหญ่ ผลปรากฎว่า พระผงสุริยันจันทรา
ขนาด ๕ ซม. เนื้อมหาว่านดำ แดง ขาว หมดเกลี้ยงในพริบตา ส่งผลให้ขนาด ๗ ซม.ที่บางท่านติว่าใหญ่ไป
รวมทั้งเนื้อดินเผาเคลือบ เนื้อลายเบญจรงค์ เหรียญและวัตถุมงคลทุกแบบ
กลายเป็นวัตถุมงคลในดวงใจมหาชนตามมา
เพราะเกรงว่าจะหมดไปเสียก่อนเข้าทำนองว่า พระดีแบบนี้ ไม่มีไม่ได้แล้ว แม้แต่กำไลขุนพันธ์ฯให้กำไรก็สวมใส่อยู่บนข้อมือของบุรุษ สตรี แม้กระทั่งเด็กให้เห็นจนเจนตา



ในวันพิธีผู้เขียนได้มีโอกาส รู้จักบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งขอสงวนนาม
บอกได้แต่ว่าอยู่บริษัท เบลลอยย์ จำกัด
ได้จองวัตถุมงคล รุ่น "พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง"ไว้ที่ศูนย์คุณสุรชัย เซ็นทรัลพระราม ๓
และที่ พ.ราชเดช เดอะมอลล์บางกะปิ ได้เดินทางมานครศรีธรรมราช ตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ปักหลักอยู่จนถึงวันที่ ๒๔ ธันวาคม
เหตุผลก็คือ อยากเห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาว่าวัตถุมงคลรุ่นนี้ดีแค่ปลายปากกาเขียนเชียร์หรือเปล่า
และประสงค์ขอรับวัตถุมงคลทั้งหมดสู่กรุงเทพด้วยความศรัทธาและมั่นใจเต็มเปี่ยม
ได้ยินคำพูดที่หลั่งไหล ไม่ขาดปากว่า พระรุ่นนี้ ที่สุด ของที่สุดจริง ๆ ได้เห็นกับตา ได้ประจักษ์ในปาฎิหาริย์
ชนิดที่ไม่เคยพบพานในพิธีใดมาก่อนเลย ป่านนี้คงสาธยายเหตุการณ์ให้คุณสุรชัยฟังกันแล้ว


ผู้เขียนเกือบลืม พระของขวัญจิ๋วแต่แจ๋วไปเสียแล้ว หลังจากที่มอบเป็นของขวัญปีใหม่
แก่มหาชนทุกท่านในพิธี ตั้งแต่นั้นมา ก็ฮิตติดลมกันไปทั้งเมืองนครฯ มีการแสวงหาเช่ากันจ้าละหวั่น
ทั้งเนื้อมหาว่านดำ แดง ขาว และเนื้อพิเศษ คือเนื้อยาวาสนามหาจินดามณี ผสมไม้ตะเคียนเก่าหลักเมืองปัดทอง
ซึ่งบัดนี้ชาวนครฯ เปลี่ยนชื่อจากพระของขวัญ มาเรียก เป็นพระแสตมป์ปัดทองกันถ้วนหน้า
ยังไงก็ได้ครับจะเป็นพระของขวัญหรือพระแสตมป์ก็มาแรงแซงทุกโค้งเช่นกัน
ผู้ที่สั่งจองวัตถุมงคลรุ่นพระหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ทุกท่านมีสิทธิ์รับพระของขวัญที่กำลังฮิตสุดขีด
อย่าลืมทวงถาม จากหน่วยจอง ที่ท่านจองไว้นะครับ



ส่วนพระผงสุริยันจันทราเนื้อมหาว่าน ดำ แดง ขาว ที่หมดไปก่อนนั้น ทราบว่ามีการแสวงหากันเพิ่มจากราคาจองกันแล้ว
จากค่าบูชา ๑๐๐ บาท ขยับกันไป ๓๐๐ - ๕๐๐ บาท ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึง
ชุดนำฤกษ์ ที่บางคนสู้ราคาถึง ๑๕,๐๐๐ ก็ยังหาไม่ได้
รวมทั้งเนื้อผงยาวาสนามหาจินดามณีหน้าองค์เงิน หลังองค์เงิน ซึ่งก็หมดไปแล้วเช่นกันสำหรับแฟนพันธ์แท้
เนื้อไม้ตะเคียนเก่าหลักเมืองเจิมผงเบญจภาคี และผงในหลวงพระราชทาน คือผง จิตรลดา ก็เป็นที่นิยม เสาะแสวงหา
ซึ่งค่าบูชาอยู่ในระหว่าง ๓,๕๐๐ ถึง ๔,๐๐๐บาท ผู้เขียนเห็นองค์จริงเพราะได้รับเป็นที่ระลึก ๑ องค์ บอกได้คำเดียว ช่างดูสวยงาม เข้มขลังอะไรปานนี้


เรื่องราวเกี่ยวกับปาฎิหาริย์พิธีกรรม ทั้งที่ศาลหลักเมือง และวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ซึ่งสามารถสอบถามได้ จากชาวนครฯที่อยู่ในพิธี รับรองไม่ได้นั่งเทียนเขียนให้หวือหวา น่าศรัทธาทั้ง ๆที่เป็นเรื่องไม่จริง
หลอกคนอื่นนั้นหลอกได้ แต่หลอกคนนครฯหลอกไม่ได้แน่และไม่อยากได้ยินคำว่า "ชี้จุ๊เบ่เบ๋ ขี้ห๊กต่าหละล้า"

ศิษย์ท่านขุน
คัดลอกมาจาก เรืองสุรัตน์พระเครื่อง ครับ
ลองอ่านดูผมว่า เข้าท่าครับ
   ความเห็นที่ 19 โดยคุณ : ขม วันที่ : 06 - ม.ค. - 49  เวลา 16:53:12  ,ip :..xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.