อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
พระปิดตาและพระสังกัจจายน์....ตามคติการสร้างพระเครื่องและเรื่องราวในพระไตรปิฎก

เมื่อคืนนี้ก่อนจะเข้านอน ผมบังเอิญไปนั่งอ่านกระทู้ในเวปสวนขลัง มีคนถามว่าพระมหากัจจายนเถระกับพระปิดตานั้นเป็นองค์เดียวกันหรือไม่.....ผมก็ค้นหาข้อมูลโดยใช้กูเกิลเป็นหลัก...ได้พบอะไรน่าสนใจหลายอย่าง

ลองมาอ่านข้อความความเชื่อของเซียนพระสองท่านต่อคติการสร้างพระปิดตาและพระมหากัจจายนเถระ ดังนี้
"พระภควัมบดี เป็นคติการสร้างรูปจำลองแห่งพุทธสาวก คำว่า "ภควัมบดี" หรือ "ภควัมปติ" แปลว่า "ผู้มีความงามละม้ายเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้า" อันเป็นอีกนามหนึ่งของ พระมหาสังกัจจายนะ หนึ่งในพระสาวกผู้ทรงเอตทัคคะ (เป็นเลิศ) ๘๐ รูป ของพระพุทธองค์.พระมหาสังกัจจายนะ เกิดในวรรณพราหมณ์ ณ กรุงอุเชนี มีผิวกายประหนึ่งทองคำมาตั้งแต่เกิด จึงได้นามว่า "กาญจนะ" และได้อุปสมบทโดยเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา (พระพุทธเจ้าทำการบวชให้)
พระมหาสังกัจจายนะ มีความเป็นเลิศทางการย่อพระธรรมคัมภีร์ให้สั้นลง และอธิบายความหมายให้ผู้ฟังเข้าใจได้อย่างละเอียดแจ่มแจ้ง พระมหาสังกัจจายนะมีรูปร่างและผิวกายงดงามมากและด้วยความงดงามแห่งรูปกายนี้เอง ก่อให้เกิดความหลงใหลคลั่งไคล้จากฝูงชนทั้งชายหญิง จนเกิดเรื่องพิพาทกันไม่รู้จักหมดสิ้น ทำให้พระมหาสังกัจจายนะเกิดสลดสังเวชในใจ พิเคราะห์ดูว่า การมีรูปกายงดงาม ก่อให้เกิดทุกข์มากมาย ท่านจึงตั้งสมาธิอธิษฐานเปลี่ยนสรีระรูปร่างกายเป็นต่ำเตี้ย พระอุทรพลุ้ย ศีรษะใหญ่ ขาสั้น อันเป็นลักษณะของ "พระสังกัจจายน์" ที่เห็นในปัจจุบัน.แม้จะอธิษฐานเปลี่ยนสรีระแล้ว ผลแห่งกุศลในอดีตชาติยังส่งผลให้ "พระสังกัจจายน์" เป็นที่รักใคร่นิยมยินดี มีแต่ผู้ให้ลาภสักการะสรรเสริญ
ในพุทธประวัติกล่าวถึงเรื่องราวความเป็นเลิศ ในด้านลาภสักการะของพระสังกัจจายน์ไว้ว่า
ครั้งหนึ่ง พระศาสดาพร้อมด้วยพระสาวก ๕๐๐ รูป เดินทางธุดงค์เรื่อยมาจนถึงทางสามแพร่งแห่งหนึ่ง ก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี ทางสามแพร่งแห่งนี้มีอยู่ ๒ เส้นทางสำคัญที่จะไปยังจุดหมาย.เส้นทางแรก เป็นระยะทางอันสั้น จัดเป็นเส้นทางลัดที่ใช้เวลาเพียงน้อยนิด ไปสู่จุดหมายได้รวดเร็ว.เส้นทางที่สอง เป็นเส้นทางที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าเส้นทางแรกหลายเท่า กว่าจะไปถึงจุดหมายเส้นทางแรก เป็นเส้นทางลัดก็จริง แต่ในระหว่างทางแทบจะไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย จัดเป็นเส้นทางที่แห้งแล้งทุรกันดาร ถ้าเดินทางธุดงค์ผ่านไปก็จะเดือดร้อนเรื่องของขบฉัน.ครั้นพอตกกลางคืน สมเด็จพระบรมศาสดาได้แสดงพระธรรมเทศนาตามกิจวัตรของพระธุดงค์ ซึ่งเมื่อตกกลางคืนก็จะมาสนทนากัน และในเวลานี้ก็มีพรหมเทพเทวดาทั้งหลายได้พากันมาสดับพระธรรมเทศนาของพระองค์ ด้วย.ณ ที่ประชุม พระศาสดาทรงมีพุทธดำรัสตรัสถามในที่ประชุมสงฆ์ว่า จะใช้เส้นทางใดในการเดินทางธุดงค์ไปยังจุดหมาย ในที่ประชุมสงฆ์นั้นก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะใช้เส้นทางใด.พระศาสดาจึงมีรับสั่งถาม
ว่า "ในที่ประชุมนี้พระสีวลี (หรือพระฉิมพลี-ผู้เป็นเลิศทางลาภสักการะ) เดินทางมาด้วยหรือไม่" พระสาวกทั้งหลายกราบทูลตอบว่า "พระสีวลีมิได้เดินทางมาด้วย"
พระศาสดาจึงตรัสถามต่อไปว่า "หากว่าพระสีวลีไม่มาแล้วพระสังกัจจายน์มาด้วยหรือไม่" พระสาวกทั้งหลายกราบทูลตอบว่า "มาด้วย"
พระศาสดาจึงทรงมีพุทธบัญชาให้ใช้เส้นทางลัด อันเป็นเส้นทางทุรกันดาร เป็นเส้นทางในการเดินทางไปสู่จุดหมาย
หลังจากเลือกใช้เส้นทางลัดดังกล่าวเป็นข้อยุติแล้ว พระศาสดาจึงมีพุทธบัญชาปิดประชุม พระศาสดาและพระสาวกทั้งหลาย ต่างแยกย้ายกันไปจำวัดยังกลดของตน
การประชุมสงฆ์ดังกล่าว ทำให้พระสังกัจจายนะบังเกิดความพิศวงเป็นยิ่งนักว่า ทำไม? พระศาสดาจึงต้องเลือกเสด็จไปทางลัดอันทุรกันดาร โดยให้มีท่านเดินทางไปด้วย? ท่านนั้นมีดีอะไรหรือ?
คิดดังนั้นแล้ว จึงตั้งจิตอธิษฐาน ยกมือทั้งสองปิดหน้า เรียกว่า เข้านิโรธสมาบัติปิดตาอธิษฐานลาภ เพื่อจะตรวจดูตัวท่านเองว่า มีความโดดเด่นอะไรหรือ?
และท่านก็ได้ประจักษ์กับความจริงว่า ท่านเคยเป็นหมอยา (ในอดีตชาติ) รักษาโรค ได้บำเพ็ญทานบารมีด้วยการแจกยารักษาโรคให้ผู้คนทั่วไป โดยมิได้คิดค่ารักษา
ด้วยอานิสงส์ผลบุญจากทานบารมีดังกล่าว ทำให้ท่านเป็นผู้มีความบริบูรณ์ในโภคทรัพย์ และลาภสักการะ
ครั้นพอรุ่งเช้า พระศาสดาพร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย จึงออกเดินทางธุดงค์ไปยังจุดหมาย โดยใช้ทางลัดที่ทุรกันดาร ซึ่งปรากฏว่า ด้วยบารมีธรรมของพระสังกัจจายนะ ทำให้มีทั้งมนุษย์และอมนุษย์ (เทพยดาพรหมทั้งหลาย) พากันมาใส่บาตรถวายแด่พระศาสดา และพระสาวกกันมากมาย ทำให้พระศาสดาและพระสาวกทั้งหลายไม่เดือดร้อนเรื่องภัตตาหาร ของขบฉันต่างๆ จนสามารถเดินทางถึงยังจุดหมายโดยสวัสดิภาพ
ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีคติความเชื่อว่า พระสังกัจจายนะมีความโดดเด่นทางด้านโภคทรัพย์และลาภสักการะ จึงมีการสร้างรูปจำลองของพระมหากัจจายนะในปาง "เข้านิโรธสมาบัติปิดตาอธิษฐานลาภ" ซึ่งมีลักษณะเป็นพระอ้วนพุงพลุ้ย มือทั้งสองปิดอยู่ที่หน้า (ตา)
ปางที่เป็นรูปของพระสังกัจจายนะนั่งสมาธิแบมือบ้าง มือทั้งสองกุมอยู่ที่ท้องบ้าง ขึ้นมาบูชาเป็นสัญลักษณ์ของพระแห่งโชคลาภ จนแพร่หลายอยู่กระทั่งทุกวันนี้
โบราณาจารย์ได้จำลองลักษณะแห่งพระภควัมบดี ในรูปพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น โดยแสดงความหมายที่สำคัญของพระภควัมปติ อันเป็นผู้มีความละม้ายเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้า".......เรื่องเล่าจากเซียนท่านแรก

เรื่องเล่าจากเซียนท่านที่สอง...
""พระปิดตาหลวงพ่อ... วัด.... เป็นการสร้างตามแบบของพระภควัมบดี แปลว่าผู้มีความงามละม้ายคล้ายพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นพระนามหนึ่งของพระมหากัจจายนะ ซึ่งมีความเด่นด้านผู้มีลาภสักการะ เมตตามหานิยม เกจิอาจารย์จึงได้สร้างรูปลำลองของพระมหากัจจายนะในปางเข้านิโรธสมาบัติปิด ตาอธิษฐานลาภ พระปิดตาหลวงพ่อ... เนื้อผงนั้นมีอยู่หลายพิมพ์ด้วยกัน คือ 1.พิมพ์ใหญ่ หลังแบบ 2.พิมพ์ใหญ่ หลังเรียบ หลังยันต์ 3.พิมพ์กลาง 4.พิมพ์เล็ก"

เรื่องเล่ามันยาวค่อยๆอ่านแล้วกันครับ
ผู้โพสต์ : กิตติ   วันที่ : 16 - เม.ย. - 52  เวลา 10:31:25   , ip : 118.172.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   



ผมอ่านดูแล้วมีคำศัพท์หลายคำที่ต้องเขียนไว้ก่อน
พระมหากัจจายนเถระ
พระควัมปติเถระ
ภควัมปติ
ภควัมบดี
สังกัจจายน์

สำหรับพระมหากัจจายนเถระ.....เท่าที่ค้นดูก็ไม่ปรากฎว่าในพระไตรปิฎกกล่าวถึงรูปร่างของท่านว่าอย่างไร มีแต่การกล่าวถึงว่าเป็นพระอสีติมหาเถระที่เป็นเอตทัคคะในทางผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร จะมีเพียงวรรคเดียวตอนที่โปรดธิดาเศรษฐีผู้มีผมงาม ดังนี้
"ในวันนั้น ธิดาเศรษฐีผู้มีผมดกนั้นเห็นพระมหากัจจายนเถระมีภิกษุ ๗ รูปเป็นบริวาร เดินมามีบาตรเปล่า คิดว่าภิกษุผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์รูปหนึ่ง มีผิวดังทองรูปนี้เดินไปบาตรเปล่าทรัพย์อย่างอื่นของเราก็ไม่มี" จึงรู้เพียงว่าท่านนั้นมีผิวดังทอง
"ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี ในวันตั้งชื่อเขา มารดาคิดว่า ลูกของเรามีสีกายดุจทองคำ เขาถือเอาชื่อของตนเองมา (แต่เกิด) ดังนี้จึงตั้งชื่อเขาว่ากัญจนมาณพทีเดียว. "....ตามที่มาดังนี้ อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๑. มหากัจจายนเถราปทาน ๕๓๑. อรรถกถากัจจายนเถราปทาน
ผมหาไม่เจอว่า....มีตอนไหนที่ท่านต้องแปลงรูปให้อ้วน มีแต่เรื่องของลูกชายโสไรยเศรษฐี ในโสไรยนครที่พูดถึงรัศมีจากกายท่านที่เปล่งดั่งทอง จนอยากได้ท่านมาเป็นภริยาจนถูกกรรมเปลี่ยนให้เป็นหญิง...มีแต่การเขียนเล่าเป็นเรื่องเป็นราว ผมพยายามหาในพระไตรปิฎกด้วยการป้อนคำค้นหาว่า"โสเรยยะ" "โสไรยย".....ก็ปรากฏแต่คำว่า"เมืองโสเรยยะ" มันน่าแปลกว่าในพระไตรปิฎกกล่าวถึงการแสดงฤทธิ์ของพระอรหันต์ไว้หลายองค์ อย่างพระภควัมปติก็มีพระสูตรพูดถึงการที่พระพุทธองค์ทรงให้พระภควัมปติแสดงฤทธิ์ในการหยุดน้ำในแม่น้ำไม่ให้ท่วม แต่กลับไม่มีบันทึกเรื่องนี้ หรือว่ามีแต่ผมค้นหาพระสูตรไม่เจอ

สำหรับพระควัมปติเถระ ผมก็หาอ่านดูก็ไม่พบว่ามีตรงไหนที่ระบุรูปร่างว่าคล้ายกับพระพุทธองค์ และไม่ได้มีการอ้างถึงการเข้านิโรธสมาบัติด้วยอาการยกมือปิดหน้า....
สำหรับพระภควัมนั้นกล่าวอ้างในวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน ตามที่ผมอ่านเจอตามเรื่อง พระภควัม: พระปิดตา - มหาอุตม์ กฤษฎา พิณศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เขียนในวารสารเมืองโบราณ ปี 2550 ฉบับที่33
เป็นที่เข้าใจว่าการสร้างพระปิดตาด้วยการอ้างถึงตำราหรือความเข้าใจว่า พระควัมปติเถระนั้นเป็นพระรูปเดียวกับพระมหากัจจายนเถระ จึงน่าจะเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน นอกจากนี้ยังมีคำว่า"พระภควัมบดี"ที่ให้ความหมายว่า"พระปิดตา".....ผมอ่านเอกสารนี้แล้วเข้าใจว่าการสร้างพระปิดตาน่าจะเป็นคติตามการสร้างพระเครื่อง เช่นเดียวกับคติการสร้างพระพุทธรูปตามยุคต่างๆที่มีลักษณะยุคต่างๆไม่เหมือนกัน
ตามอ่านเอกสารหลักในวารสารเมืองโบราณได้ที่
http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=153
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 16 - เม.ย. - 52  เวลา 10:43:42  ,ip :118.172.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



จากข้อความนี้ลองมาวิเคราะห์กันดูครับ
คำว่า "ภควัมบดี" หรือ "ภควัมปติ" แปลว่า "ผู้มีความงามละม้ายเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้า" อันเป็นอีกนามหนึ่งของ พระมหาสังกัจจายนะ หนึ่งในพระสาวกผู้ทรงเอตทัคคะ (เป็นเลิศ) ๘๐ รูป ของพระพุทธองค์.พระมหาสังกัจจายนะ เกิดในวรรณพราหมณ์ ณ กรุงอุเชนี มีผิวกายประหนึ่งทองคำมาตั้งแต่เกิด จึงได้นามว่า "กาญจนะ" และได้อุปสมบทโดยเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา (พระพุทธเจ้าทำการบวชให้)
พระมหาสังกัจจายนะ มีความเป็นเลิศทางการย่อพระธรรมคัมภีร์ให้สั้นลง และอธิบายความหมายให้ผู้ฟังเข้าใจได้อย่างละเอียดแจ่มแจ้ง

ผมลองสืบค้นดูจากคำว่า"พระมหาสังกัจจายนะ"ก็ไม่พบในพระไตรปิฎก....มีแต่พระมหากัจจายนะเถระ พระอสีติมหาเถระที่เป็นเอตทัคคะในทางผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร แล้วคำว่า"สังกัจจายน์"มาจากไหน ผมไปอ่านเจอข้อความในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ได้คัดลอกมาดังนี้

."ส่วนที่มาของชื่อ "สังกัจจายน์" นั้น สันนิษฐานว่าเป็นชื่อที่มาเรียกกันภายหลังในสมัยรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการขุดพื้นเพื่อฝังรากอุโบสถแห่งหนึ่งในวัดแถบธนบุรี ปรากฏว่าพบประติมากรรมพระมหากัจจายนะกับหอยสังข์ในบริเวณดังกล่าว ต่อมาภายหลังวัดแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า "วัดสังข์กระจาย" เพราะฉะนั้นชื่อ "สังกัจจายน์" น่าจะเป็นการกร่อนเสียงมาจากชื่อวัด เดิมทีแรกคงเรียกันว่า "พระวัดสังข์กระจาย" นานเข้าก็นำชื่อท่านคือ "กัจจายนะ" มาเรียกรวมกัน เลยกลายเป็น "พระสังกัจจายน์" ไปในที่สุด
อ้างอิงจาก:ศุภวิทย์ ถาวรบุตร. "พระอ้วนจีนและพระอ้วนไทยคือใครกัน?", ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 23 ฉบับที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545. กรุงเทพฯ : มติชน, 2545.........."

ส่วนคำว่า"ภควัม"นั้นตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายดังนี้ว่า
"ภควัม
ความหมาย
[พะคะ–] น. พระเครื่องรางชนิดหนึ่ง มีพระพักตร์ควํ่าและปิดทวารทั้ง ๙ คือ ตา ๒ หู๒ จมูก ๒ ปาก ๑ ทวารหนัก ๑ ทวารเบา ๑, โดยปริยายใช้เรียกคนที่ทําหน้าควํ่าหน้างอไม่รับแขกว่า ทําหน้าเป็นภควัม หรือหน้าควํ่าเป็นภควัม; หินชนิดหนึ่งซึ่งมีรูปร่างอย่างนั้น."

ส่วนคำว่า"บดี"มีความหมายคือ
"บดี
คำแปล
[บอ-ดี] (มค. ปติ) น. นาย, เจ้าของ, เจ้า, ผู้ครอง, ผู้บังคับบัญชา; ผัว, ในสันสกฤตมีเกณฑ์ว่าศัพท์นี้เมื่ออยู่เฉพาะหมายความว่า นาย หรือผัว, ถ้ามีศัพท์อื่นมาเข้าสมาสเป็นคำท้ายด้วย หมายความแต่ผัว. "
ตัวอย่าง..คำว่า"อธิการบดี"มาจาก"อธิการ"+"บดี"
"อธิการ"หมายถึงตําแหน่งสูงสุดของผู้บริหารในวิทยาลัย
"อธิการบดี"จึงหมายถึง ผู้เป็นเจ้าของตำแหน่งสูงสุดของผู้บริหารในวิทยาลัย
เช่นเดียวกับ คำว่า"คห" หมายถึงเรือน  "คหบดี"จึงหมายถึง ผู้เป็นเจ้าของเรือน ,ชายที่เป็นเจ้าบ้าน, ผู้มีอันจะกินซึ่งเป็นเจ้าบ้าน
คำว่า"ธน"ซึ่งหมายถึง ทรัพย์สิน,ทรัพย์,เงินตรา
"ธนบดี"ก็ย่อมหมายถึง เจ้าของทรัพย์ หรือผู้มีทรัพย์เป็นทุน

แต่คำว่า"ภควัมบดี" ไม่ได้มีความหมายใดๆ จะหมายถึงก็คือ ผู้เป็นเจ้าของพระเครื่องรางชนิดหนึ่ง มีพระพักตร์ควํ่าและปิดทวารทั้ง ๙

เมื่อมาดูอีกคำหนึ่ง"ควัมปติ" หมายถึง"พระควัมปติเถระ"ซึ่งเป็นพระอสีติมหาเถระ โดยไม่ได้รับการยกให้เป็นเอตทัคคะในด้านใดสักด้านหนึ่ง และนามเดิมของท่านคือ"ควัมปติ" เป็นนามตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาบวชกับพระพุทธศาสนา แถมในบันทึกประวัติท่านก็ไม่มีการเขียนกล่าวถึงรูปลักษณ์ที่คล้ายพระพุทธองค์เลย

ดังนั้นคำว่า"ภควัมบดี"....จึงเป็นเฉพาะเท่านั้น ไม่ได้หมายถึง "ผู้มีความงามละม้ายเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้า"

   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 16 - เม.ย. - 52  เวลา 11:55:53  ,ip :118.172.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



เมื่อลองค้นหาดูว่ามีการกล่าวถึงใครบ้างที่มีรูปลักษณ์คล้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็พบว่า
1.พระนันทะเถระ.....เอตทัคคะ:ผู้คุ้มครองอินทรีย์
เป็นพระอนุชาต่างมารดาของพระพุทธเจ้า
ครั้นทรงเจริญวัยแล้ว เจ้าชายนันทะมีรูปร่างสง่างามผิวพรรณดังทองคำ รูปพรรณสัณฐานคล้าย พระพุทธเจ้า องค์สมณโคดม ยิ่งนัก เพียงแต่ต่ำกว่า พระพุทธองค์แค่ ๔ นิ้วเท่านั้น
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้นันทะจะมีราคะกล้า แต่เป็นผู้มีกำลัง เป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใส นันทะเป็นผู้ เลิศยอด ในสาวก ของเรา ที่คุ้มครองสำรวมอินทรีย์ ทั้งหลาย ทั้งรู้จัก ประมาณในโภชนะ กระทำความเพียรใ ห้ตื่นอยู่ มีสติ สัมปชัญญะ อยู่เสมอ เหล่านี้ เป็นเหตุให้นันทะ สามารถประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ได้"

2.พระสารีบุตร
จากกามนิต-วาสิฏฐี ได้เขียนไว้ว่า
....พระภิกษุทั้งหลายก็ทราบได้ในขณะนั้น ว่าไม่ต้องไปตามหาพระพุทธเจ้าที่ไหนอีกพระศาสดาคงได้เสด็จแรมอยู่ในบ้านช่างหม้อ เพราะสาวกที่มีรูปลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้าก็คือพระสารีบุตร ซึ่งใครๆ ทราบกันอยู่

ผมหาไม่เจอว่ามีตรงไหนที่ระบุถึงพระมหากัจจายนเถระหรือพระควัมปติเถระว่ามีรูปกายคล้ายพระพุทธองค์
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 16 - เม.ย. - 52  เวลา 17:50:58  ,ip :118.172.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



สำหรับการโยงเรื่องที่พระควัมปติ หรือพระมหากัจจายนเถระเข้านิโรธสมาบัติปิดตาอธิษฐานลาภ ตรวจดูแล้วว่าอดีตชาติเป็นหมอยามาก่อน ก็ไม่ตรงตามพระไตรปิฎก
พระควัมปติเถระนั้นเป็นหัวหน้าเด็กเลี้ยงโค ในมนุษย์โลก ในชาติก่อน
พระมหากัจจายนเถระนั้นในชาติก่อนๆ เป็นดาบส เป็นคฤหบดี เป็นอำมาตย์ ไม่ปรากฎบันทึกว่าเป็นหมอยา
สำหรับเหตุการณ์ที่ต้องเป็นเหตุให้ต้องนั่งอธิษฐานนั้น ช่างไปพ้องกับเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงทดสอบความเป็นเอตทัคคะในทางผู้มีลาภมากของ
พระสีวลี โดยเฉพาะการเลือกเส้นทาง.....ลองเข้าไปอ่านที่ลานธรรมจักรพระสีวลี
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7500&sid=a0376dce40822136daa6fd22d36aae02

สำหรับการสร้างพระปิดตานั้น น่าจะเป็นเรื่องของปริศนาธรรมมากกว่าที่โบราณจารย์เขียนไว้ ดังนั้นผมเชื่อว่าการสร้างพระปิดตานั้นเป็นความเชื่อของโบราณจารย์ เช่นเดียวกับที่เราเห็นพระสังกัจจายน์ กรุวัดเชิงท่า นนทบุรี ซึ่งเป็นพระที่คาดว่าสร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายต่อสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือแม้แต่พระปิดตายุคเก่าอย่างพระกรุ เช่นพระปิดตากรุท้ายย่าน หรือพระปิดตาพังพกาฬทางนครศรีธรรมราช ซึ่งก็คาดว่าน่าจะสร้างตอนยุคอยุธยา ผมขอเดาว่า คติการสร้างพระปิดตาหรือพระสังกัจจายน์นั้นน่าจะเริ่มมาในยุคอยุธยา เช่นเดียวกับตำราสร้างพระเครื่องที่สืบสายมาจากทางอยุธยา ก็มีการพูดถึงพระภควัมปติเช่นกัน
การสร้างพระสังกัจจายน์ให้มีรูปร่างอ้วนท้วนก็น่าจะเป็นคติว่าเป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์

ทั้งหมดนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวครับ...ถ้าท่านไหนมีข้อมูลที่พอจะเชื่อมโยงเชื่อถือ
ได้ก็แลกเปลี่ยนกันได้ครับ
   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 16 - เม.ย. - 52  เวลา 18:18:07  ,ip :118.172.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



สำหรับพระสังกัจจายน์ที่มีการสร้างเป็นพระจีน ใบหน้ายิ้มแย้มถือถุงนั้น ก็เป็นการสร้างตามความเชื่อของคนจีน โดยที่มีของพระรูปนี้คือท่านชีฉือ เป็นพระนิกายฉานจง(เซน)ท่านจะแบกย่ามใหญ่รับบริจาคได้แล้วจะไปแจกคนจน ชรา เด็กกำพร้า ใครไปขอธรรมท่านก็จะเทศน์สั้นๆแต่ความหมายลึกซึ้ง ท่านจะเตือนพยากรกรณ์อากาศล่วงหน้าไม่มีพลาด บางทีก็ทักทำนายชตาชีวิตให้กับคนที่ท่านอยากทัก จนท่านนั่งมรณภาพ มีผู้พบลายมือท่านเขียนไว้ว่า เมตตรัยเมตตรัย บังเกิดกายนับแสนหมื่น แพร่ธรรมให้คนตื่น คนแสนหมื่นไม่รู้ว่าเมตตรัย ครับกวนอิมก็คือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์เดียวกัน.....

เดี๋ยวค่อยมาเขียนต่อให้อ่านครับ...พรุ่งนี้แล้วกันครับ
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 16 - เม.ย. - 52  เวลา 18:29:37  ,ip :118.172.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ได้ความรู้เยอะมากเลยครับ ขอบคุณพี่กิตติสำหรับบทความดีๆ
   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : naiyord วันที่ : 16 - เม.ย. - 52  เวลา 22:44:57  ,ip :138.38.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอแก้ข้อมูลเรื่องของ"พระโสไรยเถระ" ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากัจจายนะเถระนั้น ปรากฎใน อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคที่ ๓...เนื้อความตามที่ลิ้งค์ไปให้ครับ....
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=13&p=9
   ความเห็นที่ 7 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 19 - เม.ย. - 52  เวลา 21:24:05  ,ip :118.172.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆครับ อ่านแล้วเพลินมากเลยครับคุณกิตติ
   ความเห็นที่ 8 โดยคุณ : tritan วันที่ : 20 - เม.ย. - 52  เวลา 07:19:35  ,ip :124.120.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


  ได้ความรู้เพิ่มเติมจากคุณกิตติอีกแล้ว ขอบคุณมากครับ 
   ความเห็นที่ 9 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 20 - เม.ย. - 52  เวลา 10:14:50  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


สำหรับการโยงความหมายระหว่าง"ภควัมบดี"กับ"ภควา"นั้น....ลองดูความหมายของคำว่า "ภควา"....ผมอ่านการตีความจากบล็อกในGotoknow
http://gotoknow.org/blog/bali/184413
พระที่เป็นเจ้าของบล็อกได้อธิบายว่า...ภควา....นั้นเป็นความหมายได้หลายนัย
โดยแต่ละนัยหมายถึงพระพุทธเจ้า
ภทฺทตฺถิเกหิ ภชิตพฺโพติ ภควา
ผู้ใด อันผู้หวังความเจริญทั้งหลาย พึงคบ ดังนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า ภควา (อันผู้หวังความเจริญทั้งหลายพึงคบ)

ธรรมํ ภาเชตีติ ภควา
ผู้ใด ย่อมจำแนก ซึ่งธรรม ดังนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า ภควา (จำแนกซึ่งธรรม)

ภเวสุ คมนโต วนฺโตติ ภควา
ผู้ใด คายแล้ว จากการไป ในภพทั้งหลาย ดังนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า ภควา (คายแล้วในการไปในภพทั้งหลาย)

ตามนัยนี้ ภ + ค + ว = ภควา โดยแต่ละศัพท์มีความหมายดังนี้
ภ มาจาก ภเวสุ (ในภพทั้งหลาย)
ค มาจาก คมนโต (จากการไป)
ว มาจาก วนฺโต (คายแล้ว)

และจากคำอธิบายในอรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค จาก84000.orgได้ชี้แจงว่า
คำ ว่า ภควา เป็นคำกล่าวด้วยความเคารพ. เพราะว่าคนทั้งหลายเรียกครูในโลกว่า ภควา ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ชื่อว่าเป็นครูของสัตว์ทุกจำพวก เพราะเป็นผู้ประเสริฐด้วยพระคุณทุกอย่าง .....
ถ้าเทียบเคียงว่า ภควา นั้นหมายถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยิ่งไม่ตรงตามเรื่องเล่าที่บอกว่า พระมหากัจจายนะเถระเข้านิโรธสมาบัติปิดตาอธิษฐาน......ไม่ใช่พระพุทธเจ้า จึงไม่สามารถเทียบเคียงได้
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=12&i=1&p=1

ผมเข้าใจว่า ภควัมบดี เป็นศัพท์เฉพาะ เคยเห็นศัพท์นี้ในข้อความที่อ้างถึงตำราไสยศาสตร์ที่บอกว่าสืบทอดมาจากสายอยุธยา.ดังนั้น พระสังกัจจายน์และพระปิดตา จึงเป็นการสร้างพระเครื่องวัตถุมงคลตามคติความเชื่อ เป็นเรื่องของสัญลักษณ์ และน่าจะเป็นความเชื่อในยุคหลัง ประมาณยุคอยุธยาตอนปลายจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเฉพาะคติการสร้างพระสังกัจจายน์นั้น น่าจะรับความเชื่อมาทางมหายาน ซึ่งในช่วงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นมีการรับวัฒนธรรมและความเชื่อจากการค้าขาย กับคนจีน เดี๋ยวผมมาเล่าต่อ เพราะเพิ่งหาอ่านเจอเรื่องคติการสร้างพระจีนรูปร่างอ้วนสมบูรณ์.....สิ่งที่ อาจพอโยงได้คือ การกลับไปดูว่าพระสังกัจจายน์ที่เป็นทั้งพระบูชาและพระเครื่องห้อยคอนั้น อายุเก่าแก่ที่สุดนั้นเริ่มมีในยุคไหน พระปิดตาที่มีอายุการสร้างเก่าแก่ที่สุดอยู่ในยุคไหน

ผมหาไม่เจอว่ามีตรงไหนที่ระบุถึงพระมหากัจจายนเถระหรือพระควัมปติเถระว่ามีรูปกายคล้ายพระพุทธองค์....เข้าใจว่ามีการอ้างถึงในพระพุทธประวัติ ซึ่งผมคงต้องใช้เวลาในการหาอ่านอีก พระพุทธประวัตินั้นเป็นคล้ายๆบันทึกเล่าเรื่องตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ เผยแพร่พระธรรม จนถึงปรินิพพาน

ผมยังไม่กล้าโยงไปถึงลักษณะมหาบุรุษ32 ประการของพระพุทธองค์ เพราะเท่าที่หาเจอมีการกล่าวถึงบุคคลที่มีลักษณะมหาบุรุษ เพียง 2 ท่าน ท่านแรกคือท่านพระมหากัสสปะ มีลักษณะมหาบุรุษเพียง 7 ประการ และพราหณ์อีกท่านหนึ่งที่มีลักษณะเพียง 3 ประการ ลักษณะมหาบุรุษทั้ง32ประการนั้นต้องผ่านการสะสมบารมีอย่างยิ่งยวด ผมเข้าใจว่าผู้คนในสมัยนั้นคงไม่เคยเจอพระพุทธองค์ คงจะได้ยินได้ฟังพระลักษณะมาบ้าง ขนาดกามนิตหนุ่มนั่งสนทนากับพระพุทธองค์ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองนั้นนั่งสนทนา กับพระพุทธองค์....ที่พอจะเข้าใจว่าโยงถึงพระมหากัจจายนะเถระว่ามีรูปร่างเหมือน คงจะพูดได้เพียงการมีรัศมีทองจากรูปกายดั่งทอง แต่เมื่อลองกลับไปอ่านพระฉัพพรรณรังสีแห่งพระพุทธองค์นั้น มีการกล่าวว่ามีหลากสี ผมจำไม่ได้ว่าถึงเจ็ดสีเลยหรือเปล่า...ผมอายุมากขึ้นแล้วความจงความจำไม่ค่อยดีเท่าไรแล้ว
   ความเห็นที่ 10 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 20 - เม.ย. - 52  เวลา 22:31:45  ,ip :118.172.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.