อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
"หลวงตาฮาร์วาร์ด" พระดร.พิชัย ฐิติลาโภ ในวัย ๑๐๘ ปี
คมชัดลึก :พระ ดร.พิชัย ฐิติลาโภ หรือ หลวงตาพิชัย หรือ หลวงปู่เขาหงษ์ แห่งสำนักสงฆ์เขาหงษ์ ต.นิคม อ.เมือง จ.ลพบุรี มีนามจริงว่า พิชัย รัตนพันธ์ เป็นบุตรของนายเพชรโอภาส และนางทองดี เกิดที่ ต.คลองถนน อ.บางเขน จ.พระนคร โดยในวัย ๙ ขวบนั้น เป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตพอดี


  แม้หลวงปู่มีวัยจะมากร่วม ๑๐๘ ปีแล้ว แต่ผิวพรรณ หน้าตา  รวมทั้งพละกำลังต่างๆ ดูไม่ร่วงโรยตามอายุขัยแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับมีสายตาดี พูดคุยชัดเจน สามารถพูดคุยได้หลายภาษา และเดินขึ้น-ลงวัดที่สร้างเอาไว้บนเนินเขาได้อย่างสบาย

ขณะเดียวกัน ก็จดจำเรื่องราวต่างๆ ในอดีตได้ และถ่ายทอดให้ฟังอย่างอารมณ์ดี โดยเฉพาะเกร็ดประวัติศาสตร์บางส่วนของสยามประเทศ ที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้

หลวงตาพิชัย อุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราม เมื่อปี ๒๔๙๓  จากนั้นก็เรียนจบเปรียญธรรมประโยค ๖ และก่อนหน้านี้ท่านเคยได้รับสมณศักดิ์ที่ พระสุนทรธรรมรส แต่ด้วยเหตุผลทางด้านการเมืองของคณะสงฆ์ จึงต้องกลายเป็นพระที่โดดเดี่ยว และได้รับฉายาว่าเป็น “ปราชญ์ดำปากหมาแห่งวัดสุทัศน์“ เนื่องจากชอบวิพากษ์วิจารณ์นั่นเอง

นอกจากนี้แล้ว หลวงตาพิชัยยังเคยถูกตำรวจสันติบาลนิมนต์ไปสอบสวนถึง ๖ ครั้ง ในข้อหารวยไม่มีเหตุผล จนได้รับฉายาว่า “เสี่ยโล้นเขาหงส์” รวมทั้งถูกนิมนต์ให้สอบว่าเป็นพระเอาเงินที่ไหนมาเยอะๆ เพราะเขาไม่รู้ว่าท่านรวยมาตั้งแต่ก่อนบวช

ท่านบอกว่า ทุกวันนี้อยู่เฉยๆ กินบำนาญเดือนละเกือบ ๓๐,๐๐๐ บาท จะว่าไปแล้ว รัฐบาลขาดทุนเพราะท่านนับล้านบาท คิดเอาง่ายๆ ทำงานให้หลวงประมาณ ๓๐ ปี แต่รับบำนาญมาเกือบ ๖๐ ปี เมื่อตายก็ยังได้เงินอีกหลายแสนบาท

บทวิพากษ์วิจารณ์หนึ่ง ที่หลวงตาพิชัยกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา แม้จะอยู่ในผ้าเหลืองก็ตาม คือ
“ก่อนที่จะบวชนั้น อาตมามองว่า สังคมดงขมิ้นเป็นสงบที่เงียบสงบ สมาชิกของสังคมล้วนเต็มไปด้วยธรรมของพระพุทธองค์ คือ ปล่อย วาง ละ เว้น นิ่ง สงบ และเสียสละ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เป็นสังคมที่แย่ยิ่งกว่าฆราวาสปกติธรรมดาทั่วๆ ไปเสียอีก อย่างเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สังคมดงขมิ้นวุ่นวายที่สุด จัญไรยิ่งกว่าฆราวาสเสียอีก มีการแบ่งพรรคเล่นพวก ถ้าใครได้ใกล้ชิดผู้ใหญ่ ในสังคมนี้อาจจะเห็นความเหลวแหลก ฟอนเฟะ โสมม มีการใช้เงินกันทุกกระบวนการ ตั้งตำแหน่ง สมณศักดิ์ ไปจนถึงจ้างกันสอบ ทั้งนักธรรมและบาลี พระหลายแห่งจ้างพระหนุ่มที่มีความรู้ไปสอบแทน เป็นเรื่องฉาวโฉ่ในดงขมิ้น แต่ไม่มีการสอบสวนที่จะลงโทษ อย่างต่ำเริ่มที่ ๓๐,๐๐๐ บาท อย่างกับเจ้าคณะอำเภอหลายแห่ง จ่ายกันเกือบล้าน ที่สูงกว่านั้นก็ไม่ต่ำกว่าหลักล้าน”

พร้อมกันนี้ หลวงตาพิชัยยังบอกด้วยว่า การบวชเป็นพระ มีแต่ได้กับได้ ไม่มีเสีย ไปฉันบ้านโยมให้ศีลให้พร เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการโปรดญาติโยมอย่างหนึ่ง แต่พอขากลับ มีซองขาวใส่ปัจจัยเป็นค่าจ้างให้ไปฉันอีกต่างหาก พอกลับถึงวัดก็มีของให้ฉัน ซึ่งเป็นของที่ญาติโยมนำมาถวาย ปัจจัยที่ได้มา ถ้าไมใช้สร้างสาธารณประโยชน์ เงินพระก็เพิ่มพูน เชื่อหรือไม่ว่า พระบางรูปมีเงินฝากเป็นสิบล้านบาท บางรูปมีถึงหลักร้อยล้านก็มี ซึ่งนับวันพระจะทำตัวเป็นเหมือนฆราวาสมากขึ้น แตกต่างกันตรงที่หัวโล้นห่มจีวรเหลือง เท่านั้น

อย่างกรณี การเจิมรถ คนขับมาให้เจิมถึงวัด พระก็เขียนยันต์ พร้อมกับท่องคาถาพึมพำ ขมุมขมิบปากพอเป็นพิธี แม้รถคันดังกล่าวจะชนอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกว่า พับงอเป็นหลังคาศาลพระภูมิ พระที่เจิมก็ยังมีอยู่ คนที่มาเจิมกลับมาบอกว่า “นี่ถ้าผมไม่ได้มาเจิมกับหลวงพ่อ ป่านี้คงตายเป็นผีเฝ้าถนนไปแล้ว”

ส่วนไอ้ที่บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน พอมันรักษาหาย ก็กลับมาบอกในทำนองเดียวกัน พระยิ่งได้ชื่อกันไปใหญ่
ในกรณีที่เจิมแล้ว ไปประสบอุบัติเหตุตายโหงเป็นผีเฝ้าถนนนั้น พวกนี้พระไม่ต้องกังวล มันไม่ได้ไปเข้าฝันบอกเจ้าของรถคนอื่นๆ ว่า “เฮ้ย...อย่าไปเจิมกับหลวงพ่อวัดนั้นเลย กูเอารถไปเจิมมาแล้ว ตายคาที่เลย”

ส่วนห้างร้านก็เช่นกัน เจิมไปที่รวยขึ้นก็มากมี ที่จนและเจ๊งก็มีอยู่ไม่น้อย ไอ้ที่รวยขึ้นต้องกลับมาทำบุญแน่นอน ส่วนไอ้ที่จนและเจ๊งมันไม่กลับมาด่าพระหรอก เพราะมันกลัวบาป สรุปแล้วเป็นพระมีแต่ได้กับได้

ด้วยวัยที่มากถึง ๑๐๘ ปี หลวงตาพิชัยมักถูกนิมนต์ไปนั่งอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล หลวงตาพิชัยบอกว่า ทุกครั้งที่ถูกนิมนต์ไปนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคล จะไปนั่งอธิษฐานจิตว่า

“ขอให้เป็นไปตามที่สังคมยอมรับ ให้พบความสำเร็จ ความสมหวัง ตามที่มนุษย์ปรารถนา ไม่เกินขอบเขตของความเป็นมนุษย์”

ในจำนวนวัดที่นิมนต์ให้ไปร่วมงานทั้งหมด มีวัดอยู่แห่งหนึ่งที่จะไม่ยอมย่างกรายไปเด็ดขาด คือ วัดใหญ่แห่งนึ่งในจังหวัดปทุมธานี แม้จะได้รับฎีกาพร้อมกับปัจจัยถวายมา ๓-๔ ครั้งแล้วก็ตาม การไปร่วมสังฆกรรม แสดงว่า เป็นการยอมรับในแนวปฏิบัติของเขา ทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อยชอบไปมาก เพราะเท่าที่รู้ เขาถวายปัจจัยหนัก แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยนอกจากมีบทบาททางโลกแล้ว ในทางธรรมก็ใช้ปัจจัย ดึงพระให้มาสยบเป็นพวกได้เช่นกัน

สำหรับวิธีการที่ทำให้อายุยืนนั้น หลวงตาพิชัยบอกว่า เมื่อก่อนนี้ ช่วงที่กล้องถ่ายรูปเข้ามาใหม่ๆ เขาไม่เรียกว่าถ่ายรูป แต่จะเรียกว่า ชักรูป และมีคติวามเชื่อกันว่า “การชักรูปจะทำให้อายุสั้น” ในสมัยนั้น จึงไม่มีใครชักรูปกัน เว้นแต่เฉพาะพวกที่มีการศึกษาเท่านั้น

ทุกวันนี้มีหลักปฏิบัติง่ายๆ คือ ทุกๆ เช้าก่อนลุกจากที่นอน ให้กำหนดจิต ตั้งอารมณ์และระลึกอยู่เสมอว่า วันนี้ต้องมีเรื่องผิดหวังมากกว่าสมหวัง และเรื่องไม่คาดหวังจะเกิดกับเราทุกโอกาส

ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ผิดหวังเสมอ และตลอดทั้งวัน อย่าตกเป็นทาสอารมณ์ อย่าตกเป็นสนิมหัวใจ ให้มองคนอื่นเป็นมิตรเสมอ แม้ว่าเขาจะมองเราเป็นศัตรูก็ตาม

ส่วนความขัดแย้ง อันเนื่องจากการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา ในปัจจุบันนี้ หลวงตาพิชัยวิเคราะห์สั้นๆ แต่ชวนคิดว่า

"การเมืองไทย หรือตั้งแต่เมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ ๒๔๗๕ และมีรัฐบาลต่างๆ มาจนถึง ๖๑ ปี การเมืองไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ส่วนการเมืองในวันนี้ มัวเมา หลงเงาตัวเอง ไม่มีความถูกต้อง เอาแต่ถูกใจ ไม่ใช่การเมือง แต่เป็นสันดาน และไม่เอากฎหมายมาใช้เป็นกฎหมาย ปี  ๒๕๕๕ เมืองไทยจะพ้นจากวิกฤติการณ์ เพราะหลังจากที่กัดกันจนตายทั้งคู่แล้ว นั่นแหละจึงจะหันหน้ามาปลูกผักปลูกผลไม้กินกัน เมื่อไม่มีอะไรเหลือแล้ว

จาก http://www.komchadluek.net/detail/20090716/20569/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A...%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%90%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%91%E0%B9%90%E0%B9%98%E0%B8%9B%E0%B8%B5.html
ผู้โพสต์ : รัตน์   วันที่ : 27 - ส.ค. - 52  เวลา 20:32:59   , ip : 58.9.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   



                            ภาพตอนเป็นบัณฑิตฮาร์วาร์ด
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 27 - ส.ค. - 52  เวลา 21:37:52  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



              สำนักสงฆ์เขาหงษ์ ต.นิคม อ.เมือง จ.ลพบุรี
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 27 - ส.ค. - 52  เวลา 21:38:53  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



  "ฮาร์วาร์ด" เป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลกได้อย่างยาวนานกว่า ๓๐๐ ปี คนไทยคนแรกที่เข้าเรียนฮาร์วาร์ด คือ พระยาศัลวิธานนิเทศ หรือ นายแอบ รักตประจิต (Aab Raktaprachit) ยังมีเกียรติประวัติเป็นคนที่มีชื่อแรกอยู่ในหนังสือรายชื่อศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ดทุกปี เป็นเวลา ๘๐ ปีติดต่อกัน

แต่ใครเลยจะคิดว่าหลวงตาแก่ๆ แห่ง สำนักสงฆ์เขาหงษ์ ต.นิคม อ.เมือง จ.ลพบุรี อย่าง พระ ดร.พิชัย ฐิติลาโภ หรือ หลวงตาพิชัย หรือ หลวงปู่เขาหงษ์ อายุ ๑๐๘ปี (เกิด ๒๒ เมษายน ๒๔๔๕) จะจบปริญญาเอกครุศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เช่นกัน
เมื่อนับดูวันเวลาที่ล่วงเลยมา หมายความว่า ชีวิตได้ผ่านมาถึง ๕ แผ่นดินด้วยกัน นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ มาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง
ดร.พิชัย รัตนพันธ์ เป็นชื่อและสกุลเดิมของหลวงตาพิชัย ส่วนความเกี่ยวข้องกับนามสกุล ณ ป้อมเพชร เป็นนามสกุลของมารดาท่าน
ทั้งนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าท่าจบจากฮาร์วาร์ดจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากหลวงตาทั่วๆ ไปคือ ท่านพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน รวมทั้งภาษาของชาวตะวันตกอื่นๆ ได้อีกหลายภาษา
ขณะเดียวกันภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลาว เขมร จีน พม่า มอญ ท่านพูดได้หมด หากใครได้พบหรือสนทนาธรรมกับท่าน ลองสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ หรือเยอรมันก็ได้
เหตุผลเดียวที่หลวงตาพิชัยเดินทางไปเรียนต่างประเทศ คือ ด้วยความอยากรู้ และอยากจะช่วยเหลือญาติให้หายจากโรคมะเร็ง จึงไปปรึกษาขอความรู้จากเพื่อนที่เป็นหมอคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไรนัก
ในที่สุดจึงตัดสินใจเดินทางไปเรียนหมอที่แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ก่อนที่จะไปเรียนด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เวลาเรียน ๕ ปี
จากนั้นกลับมารับราชการที่กระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันนี้ ตำแหน่งในกระทรวงธรรมการสุดท้ายเป็นศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์
และเมื่อถูกคำสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งมีเหตุมาจากความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาอย่างรุนแรง จึงตัดสินใจลาออกจากราชการในวัย ๕๘ ปี และบวชเป็นพระมาถึงทุกวันนี้
หลวงตาพิชัย อุปสมบท ณ พระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราม เมื่อปี ๒๔๙๓ จากนั้นก็เรียนจบเปรียญธรรมประโยค ๖ และก่อนหน้านี้ท่านเคยได้รับสมณศักดิ์ที่ พระสุนทรธรรมรส แต่ด้วยเหตุผลทางด้านการเมืองของคณะสงฆ์ เนื่องจากมีบางสิ่งบางอย่างในวงการสงฆ์ ขัดความรู้สึก และความคิดของตนเอง จึงต้องกลายเป็นพระที่โดดเดี่ยว และได้รับฉายาว่าเป็น “ปราชญ์ดำปากหมา" แห่งวัดสุทัศนฯ เนื่องจากชอบวิพากษ์วิจารณ์นั่นเอง
ท่านจึงลาออกจากสมณศักดิ์ดังกล่าว ไปใช้ชีวิตอย่างพระบ้านนอก ซึ่งขณะที่ลาออกนั้นพระที่เป็นระดับสมเด็จในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังเป็นสามเณรอยู่เลย ทั้งนี้ หากท่านไม่ลาออกเวลานี้คงได้รับสมณศักดิ์ในชั้นสมเด็จไปแล้ว หลังจากนั้นท่านได้ออกธุดงค์ไปทั่วประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ท่านไปมาหมด และสุดท้ายมาอยู่ที่สำนักสงฆ์เขาหงษ์
แม้วัยของหลวงปู่จะล่วงเลยมากถึง ๑๐๘ ปี แต่ความทรงจำอันหลากหลายเรื่องราว ที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำ นอกจากนี้แล้วสิ่งที่คนเคยพบเจอกับหลวงปู่ รู้สึกทึ่งเป็นอันมาก ก็คืออายุ ๑๐๘ ปี แต่ผิวพรรณ หน้าตา รวมทั้งพละกำลังต่างๆ ดูไม่ร่วงโรยตามอายุขัยแต่อย่างใด
ตรงกันข้ามกลับมีสายตาดี พูดคุยชัดเจน สามารถพูดคุยได้หลายภาษา และเดินขึ้นลงวัดที่สร้างเอาไว้บนเนินเขาได้อย่างสบาย
ขณะเดียวกันก็จดจำเรื่องราวต่างๆ ในอดีตได้ และถ่ายทอดให้ฟังอย่างอารมณ์ดี
  “อาตมาไม่ใช่คนไทย เพราะตอนที่อาตมาเกิดนั้น ประเทศไทยยังไม่เกิด เพลงชาติที่ร้องกันอยู่ทุกวันนี้ยังไม่มี วันที่ วันขึ้นปีใหม่ยังเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน อยู่เลย อาตมาเกิดในแผ่นดินสยามช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ โน้น เกิดได้ ๙ ปี ก็สิ้นรัชกาลที่ ๕ ใช้เงินมาตั้งแต่เงินพดด้วง เงินฬส เงินไพ เงินเฟื่อง เงินอัฐ เงินสตางค์ เงินสลึง เงินบาท เงินกระดาษ และปัจจุบันก็ใช้เงินพลาสติก เงินบำนาญที่อาตมาได้รับอยู่เดือนละกว่า ๒ หมื่นบาทนั้น เป็นเงินบำนาญของกระทรวงธรรมการ ไม่ใช่ของกระทรวงศึกษาธิการ และตำบลบ้านเกิดที่บางเขนนั้น เปลี่ยนชื่อมา ๓ ครั้งแล้ว เมืองไทยในยุคที่มีประชากรทั่วประเทศ ๑๘ ล้านคนนั้น แต่ปัจจุบันมีกว่า ๖๐ ล้านคน สภาพแตกต่างจากทุกวันนี้อย่างสิ้นเชิง” นี่คือคำยืนยันจากปากของหลวงตาพิชัย
อย่างไรก็ตาม ในอดีตหลวงตาพิชัยขึ้นชื่อว่าเป็นพระดูหมอ และใบ้หวยแม่นมาก ไม่ต่างจากที่วัดหลวงพ่อปากแดง จ.นครนายก ในทุกวันนี้
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 27 - ส.ค. - 52  เวลา 21:40:19  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



 
    แต่ปัจจุบันนี้ท่านประกาศไว้ชัดเจน หน้าสำนักสงฆ์ว่า ศาสนพิธีทุกอย่างไม่ทำที่นี่ เครื่องรางของขลัง ดูหมอ ใบ้หวย ฯลฯ ไม่รับทำ
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงทำต่อเพื่อเป็นทานแก่ชาวโลกคือ ทำยาสมุนไพรรักษาโรคได้หลายอย่าง เช่น เอดส์ เบาหวาน ความดัน ริดสีดวงทวาร รวมทั้งมะเร็ง ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ลูกศิษย์ โดยบอกกันแบบปากต่อปากเท่านั้น
หลายคนเชื่อในสรรพคุณยาของท่าน ในขณะที่หลายคนไม่เชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันในความสามารถจัดยาสมุนไพร คือ อนุสิทธิบัตร ที่ออกโดย กรมทรัพย์สินทางปัญญา และใบประกอบวิชาชีพด้านสมุนไพรแผนไทย ที่หลวงพ่อได้รับจากกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ หลวงตาพิชัยพูดไว้อย่างน่าคิดว่า “ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นสิทธิของคน เราจ่ายเงินแพงๆ จ่ายเงินหลักแสนหลักล้าน เพื่อซื้อยานอกมากินรักษาโรค หายบ้างไม่หายบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือ แพงและมีผลข้างเคียง แต่สมุนไพรไทยราคาอยู่ในหลักร้อย อย่างเก่งไม่เกินหลักพัน กินไปไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เพราะเป็นสมุนไพร อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่าใกล้เกลือกินด่าง”
แต่มี ยาอายุวัฒนะ อยู่สูตรหนึ่งที่ไม่เคยปิดบังเลย สามารถไปซื้อสมุนไพรมาผสมกินเองได้ และไม่เป็นอันตรายใดๆ โดยใช้ชื่อว่า “สูตรยาน้ำผึ้ง”
ประกอบด้วย ๑.เหงือกปลาหมอน้ำจืด น้ำหนัก ๕ กรัม ๒.ถั่งเช่า น้ำหนัก ๕ กรัม ๓.ไข่มุก น้ำหนัก ๕ กรัม ๔.โป๊ยกั๊ก น้ำหนัก ๕ กรัม และ ๕.น้ำผึ้งป่า ๑ ขวดแม่โขง
นำมาผสมลงไปในขวดและกวนให้เข้ากัน กินเช้า ๑ ช้อนยาว เย็นอีก ๑ ช้อนยาว นอกจากจะช่วยให้สุขภาพดีแล้ว ยังช่วยให้มีอายุยืนเหมือนท่านด้วย
   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 27 - ส.ค. - 52  เวลา 21:41:20  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


  เนื้อหาเพิ่มเติมจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

นักเรียนนอก (คอก) 5 แผ่นดินโดย : นิรันศักดิ์ บุญจันทร์


ย้อนอดีตกับคน 5 แผ่นดิน ที่บินไปคว้าปริญญาจากฮาร์วาร์ดเป็นรายแรกๆ ของไทย ปัจจุบัน หลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ ใช้ชีวิตสงบในสำนักสงฆ์เล็กๆแห่งหนึ่ง
ถ้าดูในหลักฐานที่เกี่ยวกับวันเดือนปีเกิดแล้ว หลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ จะมีอายุย่าง 108 ปี เพราะเกิดวันที่ 22 เมษายน ปีพุทธศักราช 2445 ซึ่งเมื่อนับดูวันเวลาที่ล่วงเลยมา หมายความว่าชีวิตได้ผ่านมาถึง 5 แผ่นดินด้วยกัน นับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 มาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง

หลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ มีนามจริงว่า พิชัย รัตนพันธ์ เป็นบุตรของนายเพชรโอภาส และนางทองดี  เกิดที่ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน จังหวัดพระนคร โดยในวัย 9 ขวบนั้น เป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตพอดี  ดังนั้นชีวิตในวัยเด็กจึงอยู่ในช่วงของปลายรัชกาลที่ 5 และจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาของชีวิตเกือบ 108 ปีของหลวงปู่ จึงมีความทรงจำหลายอย่าง ทั้งเรื่องราวที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำ ทั้งบางเรื่องซึ่งลืมเลือนจนไม่แตกต่างจากภาพที่พร่าเบลอเท่าใดนัก

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่คนเคยพบเจอกับหลวงปู่รู้สึกทึ่งเป็นอันมากก็คือ ความแตกต่างระหว่างวัยกับสังขารร่างกาย เพราะแม้วัยจะมากร่วม 108 ปีแล้ว แต่ผิวพรรณ หน้าตา รวมทั้งพละกำลังต่างๆ ดูไม่ร่วงโรยตามอายุขัยแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับมีสายตาดี พูดคุยชัดเจน สามารถพูดคุยได้หลายภาษา และเดินขึ้น-ลงวัดที่สร้างเอาไว้บนเนินเขาได้อย่างสบาย ขณะเดียวกันก็จดจำเรื่องราวต่างๆ ในอดีตได้ และถ่ายทอดให้ฟังอย่างอารมณ์ดี

โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวต่างๆ อย่างฉะฉานและเผ็ดร้อน บ่งบอกให้เห็นถึงปูมหลังว่าเป็นคนที่ไม่ยอมคน พูดตรง และไม่แคร์สังคมที่สกปรกแต่อย่างใดเลย

หลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ ย้อนรำลึกให้ฟังว่า ตัวเองเดิมทีเดียวนั้นเป็นคนโคกอีแร้ง คนเดี๋ยวนี้อาจจะไม่รู้จัก โดยโคกอีแร้งเดิมขึ้นอยู่ในเขตบางเขน ซึ่งก็คือ ดอนเมือง ในทุกวันนี้นั่นเอง

"สมัยก่อนไม่เหมือนกับทุกวันนี้ ยุคนั้นยังไม่มีการใช้นามสกุล อย่าง ดอนเมือง นี่เรียก โคกอีแร้ง มีแต่ทุ่งแล้วก็มีคลองด้วย และเพราะคลองมันเล็กจนเวลาเรือแล่นสวนกันไปมาถึงเสียดสีกันนั่นแหละ.....จึงเป็นที่มาของชื่อตำบล ‘ทุ่งสีกัน’ ในทุกวันนี้ รวมทั้งวัดโรงหีบหรือวัดนาวง หรือซอยสวนฝรั่ง เมื่อก่อนเป็นสถานที่ปลูกอ้อย ปลูกฝรั่งกันทั้งนั้น...นี่คือความเป็นของชื่อสถานที่เหล่านี้"

เด็กฮาร์วาร์ด ใช่จะโก้

แต่สิ่งที่น่าสนใจและกลายเป็นคำร่ำลือเกี่ยวกับหลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ คือเมื่อครั้งที่ยังเป็นนายพิชัย รัตนพันธ์ นั่นต่างหาก เพราะมีแง่มุมที่แปลกและสะท้อนให้เห็นภาพสังคมไทยในยุคที่ผ่านมาบางด้าน โดยเฉพาะแง่มุมชีวิตการศึกษา ถ้าจะบอกว่าเป็นนักเรียนนอกยุคแรกๆ ในสังคมไทยก็น่าจะใช่

อาจจะเพราะเกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ และมีแรงผลักดันบางอย่างจากครอบครัว พิชัย รัตนพันธ์จึงอยู่ในอีกชนชั้นหนึ่ง

"เริ่มเรียนหนังสือระดับชั้นประถมที่โรงเรียนสวนสุนันทา ส่วนมัธยมจบจากโรงเรียนสิริโยธิน ถ้าจะบอกว่าครอบครัวฐานะดีก็ได้ เพราะทางแม่มีที่ดินมาก  มีเชื้อสายจากตระกูล ณ ป้อมเพชร  สมัยก่อนที่ดินแถวบริษัททอผ้าเท็กซ์ไทล์ (TEXTILE) ย่านรังสิต เป็นของแม่ทั้งนั้น  แม่เป็นคนอยุธยา ส่วนพ่อเป็นคนดอนเมืองหรือโคกอีแร้งในสมัยก่อน...เพราะฉะนั้นจึงร่ำรวย"

เพราะสังคมไทยยุคเก่าก่อนให้เกียรติและยกย่องบรรดาขุนศึกแม่ทัพ รวมทั้งข้าราชการ ซึ่งถือเป็นเจ้าคนนายคน เพราะมียศถาบรรดาศักดิ์ และบ่งบอกถึงชนชั้นที่ไม่ธรรมดานั่นเอง หลังจากจบชั้นมัธยม พิชัย รัตนพันธ์ จึงจำยอมตามใจคุณย่าที่อยากจะให้หลานชายเป็นใหญ่เป็นโต โดยเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อย ใน พ.ศ.2471

"แต่ใจผมไม่ค่อยชอบหรอกนะ....แต่ก็ไม่อยากจะขัดใจคุณย่า พอจบแล้วก็รับราชการอยู่พักหนึ่งก็ลาออกก่อนจะไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จากนั้นก็เข้าไปเรียนที่จุฬาลงกรณ์ ราวๆ ปี 2475 เข้าไปเรียนด้านภาษาศาสตร์"

ภายใต้สังคม ‘คุณหนู’ ในชนชั้นผู้มีอันจะกินในยุคโน้น  นอกจากจะได้รับการประคบประหงมอย่างดีแล้ว แน่นอนที่สุดย่อมจะรู้เห็นถึงความเป็นไปหลายๆ ด้านของเมืองไทยในยุคโน้น

"เมืองไทยในยุคที่มีประชากรทั่วประเทศ 18 ล้านคนนั้น สภาพแตกต่างจากทุกวันนี้อย่างสิ้นเชิง แต่เหตุการณ์ที่ถือว่าสำคัญที่สุดก็คือเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของแต่ละพระองค์  นอกจากนี้แล้วเหตุการณ์อีกอย่างก็คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งเมื่อเป็นนักเรียนเวลาเกิดกบฏ หรือเหตุรุนแรงทางการเมือง คนที่อยู่เขตรอบนอกพระนคร เขาจะห้ามไม่ให้เข้าไปในพระนครเลย ถนนทุกเส้นที่เข้าพระนครจะโดนปิดหมด ยกเว้นพวกทหาร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น"

พิชัย รัตนพันธ์ ในอดีตหรือในปัจจุบันที่ครองสมณเพศเป็น หลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ แห่งสำนักสงฆ์วัดเขาหงษ์ ต.นิคม อ.เมือง จ. ลพบุรี มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอีกครั้ง เมื่อญาติคนหนึ่งเป็นโรคมะเร็ง

"ด้วยความอยากรู้และอยากจะช่วยเหลือญาติให้หายจากโรคนี้นั่นแหละ จึงไปปรึกษาของความรู้จากเพื่อนที่เป็นหมอคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไรนัก ในที่สุดจึงตัดสินใจเดินทางไปเรียนหมอที่แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน โดยเรียนเกี่ยวกับการทำยารักษาโรค ตอนที่ไปเรียนนั้นก็เพียงอยากจะได้ความรู้เท่านั้น แต่พอกลับเมืองไทยก็ไม่ได้ใช้อะไรนัก เพราะระบบการยอมรับเรื่องเหล่านี้ในบ้านเรามันยาก ไม่เหมือนฝรั่ง แต่ก็ได้ความรู้.....

จากนั้นก็ใช้ทุนส่วนตัวไปเรียนต่อด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ใช้เวลาเรียน 5 ปี เงินทุนหมดไปนับ 10 ล้านเหมือนกัน เพราะจริงๆ แล้วตัวเองก็ไม่ใช่คนที่ดีสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ คือ เรียนด้วยเที่ยวไปด้วยตามประสาคนหนุ่ม หลังจากเรียนจบแล้วก็กลับเมืองไทย จากนั้นก็เข้ารับราชการที่กระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันนี้"

การเดินทางไปต่างประเทศในอดีตไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนสมัยนี้

"เมื่อก่อนสนามบินดอนเมืองยังไม่มี จะมีก็ที่สนามบินน้ำ เวลาเดินทางโดยเครื่องบินจะต้องไปต่อเป็นทอดๆ แต่ถ้าเดินทางโดยเรือจะใช้เวลานานมาก อย่างจะไปเยอรมนี ต้องไปต่อเครื่องที่อินเดีย"

นอกจากนี้แล้วหลวงปู่ยังบอกเล่าถึงสภาพการใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนในยุคเก่าก่อนให้ฟังว่า...

"เราเป็นคนไทยตอนที่ไปเรียนหนังสือเมืองนอกไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องอยู่เรื่องกินหรอก เพราะคนจีนมีอยู่ทั่วโลก ซึ่งคนจีนก็เป็นชาวตะวันออกอย่างเรา ดังนั้นอาหารการกินแม้จะไม่มีอาหารไทย แต่เราก็สามารถจะกินอาหารจีนได้ เพราะมีรสชาติใกล้เคียงกับอาหารไทยเรา อีกอย่างก็พอจะพูดคุยกันได้ หน้าตา หรือสีผมก็ไม่ผิดแผกกันนั่นเอง เราคนไทยจึงกลมกลืนได้อย่างสบาย"

ในฐานะที่เป็นหนุ่มนักเรียนนอกในยุคนั้น แม้จะมีดีกรีทั้งความรู้และฐานะ แต่การยอมรับก็ยังน้อยกว่าบรรดาขุนศึกหรือนายทหารนายตำรวจ เพราะสังคมสมัยก่อนให้ความนับถือ ให้ความยำเกรงกว่า เพราะฉะนั้นนักเรียนนอกจึงมีสังคมเฉพาะนั่นคือคบหาสมาคมกันในกลุ่มเล็กๆ ตามสโมสรต่างๆ  ยังไม่มีการยกย่องหรือเยินยอเป็นปัญญาชนเหมือนในยุคนี้

"ทำงานที่กระทรวงธรรมการ ได้เงินเดือน 1,800 บาท ถือว่ามากทีเดียวในสมัยนั้น" หลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ ย้อนรำลึกถึงความหลัง

"แต่เป็นเพราะตัวเองเป็นคนขวางโลก และเห็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งามหลายอย่างในระบบข้าราชการ จึงทำให้ชีวิตเส้นทางสายนี้ไม่ค่อยจะรุ่งเรืองมากนัก อีกอย่างเนื่องจากตัวเองเป็นคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร โดยเฉพาะความไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม ซึ่งตรงนี้ที่ทำให้ชีวิตข้าราชการต้องขาดสะบั้น และหันหลังให้ในที่สุด"

ปราชญ์ดำปากหมา

พิชัย รัตนพันธ์ มีตำแหน่งในกระทรวงธรรมการสุดท้ายเป็นศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์  และเมื่อถูกคำสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ จึงขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาอย่างรุนแรง จนถึงกับปิดห้องชกกัน

"ตอนแรกลาออก แต่ถูกยับยั้ง จนต้องหาเหตุโดยโกหกว่าเป็นโรคประสาท ซึ่งการจะลาออกโดยใช้เหตุผลนี้ได้ ต้องรอเวลาถึง 6 เดือน เพื่อเป็นไปตามหลักของราชการ เพราะในเวลา 6 เดือนนี้สามารถจะไปรักษาให้หายได้นั่นแหละ ในที่สุดหลวงปู่จึงจ้างเพื่อนข้าราชการคนหนึ่งในราคา 5 บาท เพื่อเป็นพยานยืนยันว่าหลวงปู่เป็นโรคประสาทจริงๆ...ด้วยเหตุนี้จึงสามารถลาออกได้"

จากประสบการณ์ในฐานะที่เป็นนักการศึกษา เมื่อเอ่ยถามถึงการศึกษาไทยในยุคนี้แล้ว  หลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ บอกด้วยน้ำเสียงที่ประชดประชันว่า

"โอ๊ย....การศึกษาไทยดีจะตายไป เอาใจเด็กทุกอย่าง  เอาใจจนเกินความพอดี....ไม่เหมือนฝรั่ง พวกครูฝรั่งนี่เป๊ะเลย ไม่มีการมานั่งเอาอกเอาใจเด็กๆ เหมือนในบ้านเราหรอก มีหน้าที่สอนก็สอนอย่างเดียว หมดชั่วโมงก็ออกห้องเลย....แต่บ้านเราสบายมาก เพราะฉะนั้นความแกร่งทั้งด้านความรู้และประสบการณ์ของเราจึงสู้ฝรั่งไม่ได้"

ช่วงที่ลาออกจากราชการนั้น พิชัย รัตนพันธ์ อายุได้ 58 ปี ก่อนจะหันหลังให้ทางโลกโดยบวชเมื่อปี 2493 ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม ราชวรมหาวิหาร แต่ก็อีกนั่นแหละ เนื่องจากมีบางสิ่งบางอย่างในวงการสงฆ์ขัดความรู้สึกและความคิดของตนเอง จึงต้องกลายเป็นพระที่โดดเดี่ยว และได้รับฉายาว่าเป็น ‘ปราชญ์ดำปากหมา’ แห่งวัดสุทัศน์ เนื่องจากชอบวิพากษ์วิจารณ์นั่นเอง

หลังจากนั้นจึงแยกตัวออกมาโดยมาสร้างสำนักสงฆ์เล็กๆ ชื่อ วัดเขาหงษ์ ต.นิคม อ.เมือง จ. ลพบุรี มาจนถึงทุกวันนี้ โดยรวมเวลาที่บวชมาแล้วทั้งหมด 58 พรรษา

แม้ว่าทุกวันนี้ หลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ จะปฏิบัติธรรมอย่างสงบ แต่ก็ยังติดตามความเคลื่อนไหวทางสังคม โดยเฉพาะการเมืองไทยนั้น เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว หลวงปู่บอกเอาไว้อย่างน่าคิดทีเดียว

"การเมืองไทยหรือ....ตั้งแต่เมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 และมีรัฐบาลต่างๆ มาจนถึง 61 ปี การเมืองไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย....ส่วนการเมืองในวันนี้ มัวเมา หลงเงาตัวเอง ไม่มีความถูกต้อง เอาแต่ถูกใจ ไม่ใช่การเมือง แต่เป็นสันดาน และไม่เอากฎหมายมาใช้เป็นกฎหมาย"

ส่วนความขัดแย้งอันเนื่องจากการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเราในปัจจุบันนี้  หลวงปู่วิเคราะห์สั้นๆ แต่ชวนคิดว่า

"ปี 2555 เมืองไทยจะพ้นจากวิกฤติการณ์ เพราะหลังจากที่กัดกันจนตายทั้งคู่แล้วนั่นแหละ....จึงจะหันหน้ามาปลูกผักปลูกไม้กินกัน เมื่อไม่มีอะไรเหลือแล้ว" 


จาก http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20090602/47298/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81-(%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%81)-5-%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99.html
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 27 - ส.ค. - 52  เวลา 22:37:08  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



            น่าติดตามครับพี่รัตน์
   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : niwat วันที่ : 02 - ก.ย. - 52  เวลา 10:34:23  ,ip :192.168.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


  "หลวงตาฮาร์วาร์ด" พระดร.พิชัย ฐิติลาโภ ละสังขารแล้ว
http://www.amulet2u.com/board/q_view.php?c_id=1&q_id=26230
   ความเห็นที่ 7 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 19 - ส.ค. - 53  เวลา 10:40:16  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.