อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
วัดสามจีน

Warning: getimagesize(images/board/3_1157690250.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

สมัยก่อนนั้นคนทุกคนจะรู้จักแต่วัดสามจีนแต่ปัจจุเมื่อเอ่ยถึงชื่อของวัดสามจีนแล้วผู้คนจะไม่ค่อยรู้จัก นอกจากจะพูดถึงพระเครื่องพิมพ์พระพุทธชินราชเนื้อตะกั่วผสมปรอทของหลวงพ่อโม และเหรียญรูปเหมือนของท่านเท่านั้นจะรู้ทันทีว่าวัดสามจีนปัจจุบันต้องเอ่ยถึงชื่อ พระวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ตั้งอยู่ในถนนตรีมิตร เขตสัมพันธวงศ์ ย่านใจกลางเมืองกรุงกันเลย ผู้สร้างวัดนี้เป็นชาวจีนสามท่านด้วยกันที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาจึงได้ร่วมกันสละทรัพย์สร้างขึ้นเพื่อให้ชาวจีนในย่านนั้นที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้ประกอบกิจพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น
ชาติภูมิ พระครูวิริยะกิจการี นามเดิมว่า โม แซ่ฉั่ว เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีเดือน 5 ปี พ.ศ. 2406พ่อแม่ของท่านเป็นชาวจีนที่เดินทางมาจากเมืองจีนเข้ามาประกอบอาชีพในการค้าขาย  หลวงพ่อโมเมื่อวัยเด็กได้ศึกษาหาความรู้จนอ่านออกเขียนได้ทั้งภาษาจีนและภาษาไทย นิสัยของท่านเด็ดเดี่ยว ชอบศึกษาหาความรู้ในด้านวิชาอาคมขลัง สมัยนั้นพวกคนจีนที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทยมีทั้งคนดีและพวกนักเลงคุมถิ่นเรียกเก็บค่าคุ้มครองกันมีกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ท่านจึงอยากจะได้ของดีจากพระอาจารย์ต่างๆไว้ป้องกันตัวเพราะได้เห็นถึงคนตีกันฟันกันด้วยอาวุธแหลมคม แต่คนที่มีคุณความดีติดตัวนั้นจะไม่เป็นอันตรายอะไร ถูกฟันถูกแทงก็ไม่เข้าเลยอย่างมากก็เพียงแค่เป็นรอยเป็นปื้น ท่านจึงเสาะหาพระอาจารย์เข้าไปช่วยเหลือทำโน่นทำนี่ให้ท่านก็ได้วิชาไว้บ้าง
เมื่อมีอายุครบบวช ก็ได้เป็นพระที่วัดสามจีน โดยมีท่านพระปรากรมมุนี (หลวงพ่อเปลี่ยน) เจ้าอาวาสวัดประทุมคงคา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สิงห์ วัดหัวลำโพง เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์แย้ม วัดสามจีน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังอุปสมบทได้รับฉายาว่า ธมมมสโร เมื่อบวชแล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดสามจีนนั่นเอง
ท่านเป็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยศึกษาหาความรู้ในด้านธรรมะและด้านคาถาอาคมขลัง และท่านก็ได้เล่าเรียนวิชาอาคมขลังจากท่านพระปรากรมมุนีซึ่งท่านเป็นพระอาจารย์ที่อาคมขลังอย่างสูงมาก ทั้งยังเชี่ยวชาญและมีความรอบรู้ในด้านกรรมฐาน มีชื่อเสียงทางน้ำมนต์ทางรักษาด้วย ถ้าท่านลงกระหม่อมให้ผู้ใดแล้วจะติดไปจนวันตาย แม้แต่เผาร่างของคนผู้นั้นที่หัวกระโหลกก็จะเป็นยันต์และอักขระขอมติดแน่นนานมากกว่าจะเผามอดไหม้
ต่อมาท่านพระปรากรมมุนี ได้เดินทางกลับจากพิษณุโลกมาอยู่ที่วัดปทุมคงคาตามเดิม หลวงพ่อในฐานะศิษย์และเป็นพระฏีกาก็ติดตามเดินทางกลับมาอยู่ที่วัดสามจีนในฐานะเถระพระผู้ใหญ่มาอยู่ได้ระยะหนึ่งท่านเจ้าอาวาสวัดสามจีนมรณภาพลง ตำแหน่งเจ้าอาวาสก็ว่าง ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลวัดสามจีนแต่นั้นเป็นต้นมา
สมัยท่านเป็นเจ้าอาวาสนั้นนักเลงหัวไม้ทั้งคนจริงมากมายตั้งกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า สมัยนั้นมีก๊กเก้ายอดซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อหรุ่น วัดอัมพวัน หรือที่ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้ยินมาแล้ว หลวงพ่อหรุ่น ใจพารา อดีตกำนันคนดังคนจริงแห่งคลองเชียงรากตอนหลังมีศิษย์เคารพนับถือมากมายในด้านคงกระพันชาตรี และมีชื่อเสียงอย่างมาก ท่านจะลงหมึกสักยันต์ลงยันต์ด้วยน้ำมันงาเสกแต่ส่วนมากสมัยนั้นจะสักยันต์ด้วยหมึกดำ
ในย่านสัมพันธวงศ์นั้นก็มีก๊กลั่กกั้กมีสัญลักษณ์ของแต่ละสำนัก นักเลงสมัยนั้นจะคุมแต่ละย่านแบ่งกันคุ้มครองเก็บเงิน แต่อย่างว่าละครับ มักจะเกิดเรื่องข้ามเขตข้ามแดนกันเสมอๆถึงขนาดบางคราวถึงขั้นยกพวกมีจำนวนมากๆ ต่อสู้กัน แต่ละฝ่ายจะเหนียวคงกระพันชาตรี ฟันแทงไม่เข้า ตีไม่แตก แต่เมื่อครั้งใดศิษย์ของทั้งสองสำนักปะทะกันต่างก็ต้องกลับไปด้วยความสบักสบอม ไปรักษาความบอบช้ำความระบมเป็นเวลานานกว่าจะหาย สมัยนั้นเรื่องพกปืนไม่ต้องพูด สู้มีดพกมีดดาบ เหล็กแหลมไม่ได้      ศิษย์ของท่านผู้หนึ่งต้องระเห็ดออกจากกรุงเทพฯไปอยู่นครปฐมไปประกอบอาชีพค้าขาย เขาเป็นคนจริงขืนอยู่ในเมืองหลวงก็ต้องเจอกับปัญหาหนักเขาจึงต้องออกไปอยู่กัยญาติที่นครปฐม แต่แรกนั้นก็อยู่อย่างสงบ ตอนหลังมีนักเลงเจ้าถิ่นและนักเลงมาเบ่งเรียกค่าคุ้มครองเล็กๆน้อยๆก็พอจะให้กันได้ แต่ถ้าบ่อยและมากขึ้นก็ไม่ยอม นักเลงนครปฐมมีของดี หลวงพ่อทาและหลวงพ่อนาค วัดห้วยจรเข้ที่มีชื่อเสียงในด้านคงกระพันชาตรีอย่างมากที่สุดก็นับถือกัน ศิษย์ของหลวงพ่อโมถือว่าแน่เหมือนกันไม่ยอมให้ใครรบกวนอีกต่อไปจนนักเลงเมืองนครปฐมต่างยกย่องและยังเคยเดินทางไปหาท่านถึงเมืองหลวง  สิ่งที่ยืนยันได้อย่างดีที่ทางวัดเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีคือพัดรัชมังคลาภิเษก และเครื่องแก้วเจียรไนจากเมืองนอกที่ทางวัดรักษาเอาไว้นั้นเป็นของที่หลวงพ่อโมท่านได้รับมาในงานสมโภชมหารัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ให้เจ้าหน้าที่ชาววังนิมนต์ท่านด้วย
พระพุทธชินราชเนื้อตะกั่วผสมปรอท
ในการสร้างพระพุทธชินราชเนื้อตะกั่วผสมปรอท ทรงสามเหลี่ยม นั่งในกรอบซุ้มแบบเรือนแก้ว องค์พระนั่งบนฐานบัวคล่ำบัวหงาย ใบหน้าขององค์พระจะไม่สวยงดงามใบหน้าจะดูดุเล็กน้อย หลวงพ่อท่านสร้างขึ้นมาเพื่อมอบให้ศิษย์เอาไปติดตัวไม่ได้สร้างเพื่อเชิงธุรกิจเหมือนอย่างสมัยนี้
เนื้อของพระเครื่องนั้นจะเป็นตะกั่วผสมปรอท เข้าใจว่าท่านคงจะมีพวกตะกั่วผสมด้วยปรอทหล่อหลอมแล้วนั้นเทลงไปในเบ้าพิมพ์พระเครื่องเป็นแบบหล่อโบราณเนื้อพระจะแห้งมีคราบปรอทขึ้นประปราย ด้านหลังขององค์พระนั้นจะมีรอยจารของหลวงพ่อด้วยการจารนั้นมีด้วยกันหลายตัว มีความคมชัดเจนอย่างมาก
พระพุทธชินราชเนื้อตะกั่วนั้นถึงจะมีอายุการสร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2460 ด้วยซ้ำไปแต่ว่าราคาการเช่านั้นยังไม่แพงมากนัก  ราคาการเช่าหาก็พอๆกับเหรียญหล่อวัดระฆังหลังฆ้อน เป็นพระที่สร้างมาช้านานแต่ราคาถูก
ด้านอิทธิคุณนั้นไม่ต้องห่วงนักเลงสมัยก่อนในเมืองหลวงนั้นจะนิยมติดตัวกัน จึงได้รับความนิยมมาแต่เนิ่นนาน เป็นพระเครื่องที่ประเภทของดีราคาถูก สมัยที่การเล่นหาพระเครื่องยังไม่แพร่หลายนั้นคนที่เคยได้พระพุทธชินราชของหลวงพ่อโมไปติดตัวจะประสบความสำเร็จ ไปไหนจะแคล้วคลาดอันตราย เป็นเมตตามหานิยมต่อผู้คนที่พบเห็น
***  ข้อมูลย่อคัดลอกจากสารานุกรมพระ ***





ผู้โพสต์ : A -cmu   วันที่ : 08 - ก.ย. - 49  เวลา 11:37:30   , ip : 0..xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.