อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
พระพุทธรูปทองคํา มูลค่า เกือบ 600 ล้านบาท.

Warning: getimagesize(images/board/3_1169374609.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

พระพุทธรูปทองคำมูลค่า 600 ล้านบาท

--------------------------------------------------------------------------------

พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร



พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร
พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร
••••••••••••••••••••••••• ท่ามกลางกระแสธารแห่งอารยธรรมตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน ปรากฏร่องรอยหลักฐานความเจริญสืบเนื่องมาอย่างไม่ขาดสาย มรดกทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม สะท้อนให้เห็นความรุ่งโรจน์แห่งอารยธรรมไทย แต่ครั้งโบราณกาล ดังที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในหนังสือ "เที่ยวเมืองพระร่วง" ซึ่งทรงตรวจสอบค้นคว้าด้านโบราณคดีเกี่ยวกับ "สุโขทัย" ความว่า
"ชาติไทยเราไม่ใช่ชาติใหม่ และไม่ใช่ชาติที่เป็นคนป่า หรือที่เรียกตามภาษาอังกฤษว่า "อันซิวิไลซ์" ชาติไทยเราได้เจริญรุ่งเรืองมามากแล้ว เพระฉะนั้นควรที่จะรูสึกอายแก่ใจว่าในกาลปัตยุบันนี้ อย่าว่าแต่จะสู้ผู้อื่นแม้แต่จะสู้คนที่เป็นต้นโคตรของเราเองก็ไม่ได้ ฝีมือช่างหรือความอุตสาหะของคนครั้งพระร่วงดีกว่าคนสมัยนี้ปานใด ถ้าอ่านหนังสือนี้แล้ว บางทีพอรู้สึกหรือเดาได้บ้างไม่มากก็น้อย ถ้าอ่านแล้วคงจะเห็นความเรียวของคนเราเพียรไร"


พระราชนิพนธ์ชิ้นนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามรุ่งเรืองในอดีตโดยเฉพาะ "สุโขทัย" อาณาจักรไทยที่ครอบครองดินแดนตอนเหนือในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ร่องรอยแห่งความเจริญ ดังกล่าวนอกจากจะพบได้จากซากเมืองและวัดวาอารามต่าง ๆ รวมทั้งศิลปวัตถุอันตกทอดมาถึงปัจจุบัน ที่สร้างขึ้นอย่างประณีตด้วยศิลปะชั้นสูง แล้วความยิ่งใหญ่แห่งอารยธรรมในอดีตยังพบเห็นได้ชัดเจนจาก "พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร" พระพุทธรูปทองคำบริสุทธ์สมัยสุโขทัย อันเป็นมรดกอารยธรรมที่ตกทอดเป็นประจักษ์พยาน ถึงความรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมของสยามประเทศ
"พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร" หรือ "หลวงพ่อทองคำ" ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม เขคสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย คืออยู่ในพระอิริยาบถนั่งสมาธิราบ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุ ปลายพระหัตถ์ชี้ลงพื้นธรณี หน้าตักกว้าง 6 ศอก 5 นิ้ว สูงจากฐานถึงพระเกตุเมาฬี 7 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 5 ตัน
แต่เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ถูกพอกปิดด้วยปูนทั่วทั้งองค์ พุทธลักษณะภายนอกำไม่งดงามหรือโดดเด่น จากหลักฐานที่ปรากฏพบว่า เคยประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดโชตินาราม หรือวัดพระยาไกรมาตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ต่อมาวัดพระยาไกรขาดคนบูรณะปฏิสังขรณ์ จึงตกอยู่ในสภาพรกร้างราว พ.ศ. 2474 บริษัทอีสต์เอเชียติก จำกัด ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับสัมปทานป่าไม้ ได้ขอเช่าที่จากรัฐบาล เข้าจัดสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมของวัดบริเวณวัดร้างแห่งนี้ มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมของวัดพระยาไกรจนเหลือแต่พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่
ในขณะนั้น "วัดสามจีน" ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดไตรมิตรวิทยาราม กำลังอยู่ในระหว่างการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ทั่วทั้งพระอารามโดยสร้างวิหารสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเพิ่มเติม สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เจ้าคณะแขวงล่าง เห็นว่าจะปล่อยองค์พระพุทธรูปปูนปั้นให้อยู่ที่เดิมต่อไปจะเป็นการไม่สมควร ประกอบกับวัดสามจีนมีสถานที่กว้างขวาง เหมาะสมกับการประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ จึงมอบให้คณะฐิตวีโร (พระวิสุทธาธิบดี) น.อ.หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) ร.น.หลวงบริบาลเวชกิจ (ยู้ ลวางกูล) นายสนิท เทวินทรภักดี ร่วมกันอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้จากวัดพระยาไกรมาประดิษฐานยังวัดสามจีน
พระพุทธรูปปูนปั้นจึงถูกอัญเชิญมาตั้งแต่นั้น โดยในขณะที่ยังบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามไม่แล้วเสร็จ คณะกรรมการวัดไปประดิษฐานองค์พระพุทธรูปไว้ข้างเจดีย์เป็นการชั่วคราว ในระหว่างนี้มีผู้มาขออัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปได้ การก่อสร้างพระอาราม พระวิหารต่าง ๆ ในวัดสามจีนใช้เวลาเนิ่นนาน จนล่วงเลยไปถึง 20 ปี ใน พ.ศ. 2498 การบูรณะจึงเสร็จสิ้นเรียบร้อย
เมื่อทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสซึ่งขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นพระวีรธรรมมุนี ผู้ดำเนินการสร้างวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นจนแล้วเสร็จ ได้เป็นแม่กองเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปองค์นี้เพื่อนำขึ้นประดิษฐานยังพระวิหารซึ่งตรงกับวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 การเคลื่อนย้ายเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากองค์พระมีขนาดใหญ่และหนัก ต้องใช้ปั้นจั่นยกองค์พระพุทธรูปขณะที่ทำการยกนั้นปรากฏว่าลวดสลิงที่ยึดองค์พระเกิดขาดเพราะทานน้ำหนักไม่ไหว องค์พระพุทธรูปกระแทกลงบนพื้นดินอย่างแรง พอดีกับเป็นเวลาใกล้ค่ำและฝนตกหนัก การอัญเชิญพระพุทธรูปในวันนั้นจึงหยุดชะงักลง
ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น ท่านเจ้าอาวาสได้มาตรวจดูองค์พระเพื่อหาทางอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ก็ได้พบเห็นรอยแตกที่พระอุระ แลเห็นรักที่ฉานผิวองค์พระด้านใน เมื่อแกะรักออกก็ได้พบเบื้องทองคำบริสุทธิ์งามจับตาอยู่ชั้นในสุด ท่านเจ้าอาวาสจึงสั่งการระดมผู้คนช่วยกันกะเทาะปูนและลอกรักออกหมดทั้งองค์ ความงดงามแห่งเนื้อทองบริสุทธิ์ขององค์พระปฏิมาจึงปรากฏให้เห็น พร้อมพุทธลักษณะที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สกุลช่างสุโขทัย ที่งดงามจับตาจับใจผู้พบเห็น
ความยกลำบากในการเคลื่อนย้ายหมดสิ้นลงเมื่อการคุ้ยดินได้ฐานทับเกษครออก และพบกุญแจสำหรับถอดองค์พระออกเป็นส่วน ๆ ได้ 9 ส่วน เพื่อสะดวกต่อการอัญเชิญขึ้นประดิษฐานยังพระวิหาร จึงดำเนินการถอดองค์พระออกแต่เพียง 4 ส่วน คือ ส่วนพระศอ ส่วนพระหัตถ์ทั้ง 2 ข้าง และส่วนพระนาภี ทำให้สามารถอัญเชิญพระพุทธรูปทองคำขึ้นประดิษฐานยังที่จัดเตรียมไว้โดยราบรื่น
การค้นพบพระพุทธรูปทองคำปางมารวิชัยของวัดไตรมิตรวิทยารามใน ครั้งนั้น เป็นข่าวสำคัญครึกโครมไปทั่วทั้งประเทศ หนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ ประโคมข่าวกันอย่างกว้างขวางท่ามกลางความปีติยินดีของพุทธศาสนิกชนทั่วหน้า มีการตรวจสอบและประเมินเนื้อทองคำ ขององค์พระพุทธรูปซึ่งเป็นทองคำบริสุทธิ์ เรียกว่า ทองเนื้อเจ็ด น้ำสองขา (มาตราทองคำของไทยโบราณตั้งไว้ตั้งแต่ทองเมื้อสี่ คือทองคำหนัก 1 บาท จะมีค่า 4 บาท ทองเนื้อเจ็ด คือทองหนัก 1 บาท จะมีค่า 7 บาท ซึ่งเป็นทองคำที่มีค่าของเนื้อทองรองจากทองนพคุณหรือทองเนื้อเก้า ซึ่งทองเนื้อเก้าจะเริ่มพบที่บางตะพานในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ เรียกกันว่าทองคำบางตะพาน ส่วนคำว่าสองขา หมายถึง 2 สลึง) มีน้ำหนักกว่า 5 ตัน คิดเป็นน้ำหนักทองคำ 25,000 ปอนด์ หรือคิดเป็นมูลค่าเฉพาะเนื้อทองคำในขณะนั้น (พ.ศ.2498) 14 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 294,000,000 บาท อันเป็นราคาทองคำที่ถูกประเมินในครั้งแรก
พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร นับเป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หนังสือกินเนสบุ๊ค ฉบับปี ค.ศ. 1991 (พ.ศ.2534) ได้ทำการประเมินค่าอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) และบันทึกไว้ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ที่สุด มีมูลค่าเฉพาะเนื้อทองคำสูงถึง 21.1 ล้านปอนด์

พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร

องค์พระพุทธรูปทองคำที่ถูกค้นพบ เป็นพุทธศิลปะสุโขทัยที่งดงามมาก ผู้เชี่ยวชาญทางพุทธประติมากรรม กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีความงดงามถึงจุดสุดยอดในกระบวนฝีมือสกุลช่างสุโขทัย ซึ่งในการจัดแบ่งศิลปะพระพุทธรูปสุโขทัยของ เอ.บี กริสโวลด์นั้นได้แบ่งศิลปะออกเป็น 3 หมวด คือ ก่อนคลาสลิก คลาสิกบริบูรณ์ และหลังคลาสิก พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตรนี้นับเป็นศิลปะแบบคลาสิกบริบูรณ์ อันเป็นความรุ่งเรืองสูงสุดของสกุลช่างสุโขทัย มีอายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ต่อต้นพุทธศตวรรษที่ 29
ทองคำนับเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในสังคมสยามแต่โบราณ ในสมัยสุโขทัยนั้น จากข้อมูลทางธรณีวิทยาพบว่ามีแหล่งแร่ทองคำบริเวณลำห้วยแม่ปอย เขตอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองศรีสัชนาลัย เพียง 25 กิโลเมตร มีการค้นพบเหมืองแร่โบราณในบริเวณดังกล่าว แม้จะมีสายแร่ทองคำเนื้อธรรมชาติไม่มากนัก แต่นับเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงการทำทองคำมาใช้ในสังคมสุโขทัยได้อย่างชัดเจน
ในศิลาจารึกหลักที่ 5 วัดป่ามะม่วง กล่าวถึงการบำเพ็ญบุญของพระมหาธรรมราชา โดยทรง "กระยาทานคาบนั้นทองหมื่นหนึ่ง เงินหมื่นหนึ่ง เบี้ยสิบล้าน" สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทองคำในสมัยนั้นในกลุ่มชนชั้นสูง โดยเฉพาะกษัตริย์ มักจะนิยมสร้างพระพุทธรูปหรือโบราณวัตถุที่สำคัญทางพุทธศาสนาจากทองคำบริสุทธิ์ โดยทรงเป็นศูนย์กลางดำเนินการ เช่น การสร้างสำเภาทองลอยพระธาตุ ดังความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารเหนือ ความว่า
"เชิญพระธาตุมาถึงเมืองแล้ว พระธรรมราชาเจ้าจึงป่าวร้องแก่คนทั้งหลายผู้ศรัทธาก็เอาทองมาประมวลกันได้ 2500 ตำลึงทอง ให้ช่างตีเป็นสำเภาเภตรา จึงใส่พระธาตุพระพุทธเจ้าลอยอยู่ในน้ำบ่อ"
ในการสร้างพระพุทธรูปสำคัญ สังคมสุโขทัยจะใช้ลักษณะดังกล่าวกษัตริย์จะทรงเป็นศูนย์ลางการสร้าง และใช้วิธี "ป่าวร้องแก่คนทั้งหลายผู้ศรัทธา" หรือให้หัวเมืองภายใต้พระราชอำนาจส่งมอบวัตถุดิบในการจัดสร้างโดยมี "ช่างหลวง" เป็นผู้ดำเนินการ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ การสร้าง พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารเหนือ ความว่า
"พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกจึงรำพึงในพระทัยจะใคร่สร้างพระพุทธรูปให้แล้วด้วยสัมฤทธิ์ ครั้งพระองค์รำพึงแล้วจึงให้หาช่างได้บาพิศณุคนหนึ่ง บาพรหมคนหนึ่ง บาธรรมราชคนหนึ่ง บาราชกุศลคนหนึ่ง ได้ช่างมาแต่เมืองสัชนาลัย 5 คน มาแต่เมืองหริภุญไชยคนหนึ่ง เป็นช่าง 6 คน จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งช่างทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายให้ชวนกันรักษาศีล 5 ประการอย่าให้ขาด ครั้นสั่งช่างแล้วจึงพระราชทานรางวัลแก่ไพร่ทั้งหลาย ให้ขนดินแลแกลบให้แก่ช่าง ช่างจึงประสมดินปั้นเป็นพระพุทธเจ้าสามรูปตามมีพระราชโองการตรัสสั่งนั้น ให้เหมือนพิมพ์เดียวแลใหญ่น้อยเท่ากัน ครั้นเป็นเบ้าคุมพิมพ์แล้วท้าวพระยาทั้งหลายก็นำเอาทองสัมฤทธิ์มาถวายแก่พระองค์เจ้า ชวนกันหล่อพระพุทธรูปเป็นอันมาก แลช่างหล่อชวนกันกินบวชเจ็ดวัน ก็ทำพลีกรรมแก่เทวดาทั้งเจ็ดทิศ ครั้นได้ฤกษ์ดีจึงเอาพิมพ์เข้าเตา"

กรรมวิธีการหล่อพระพุทธรูปในสมัยโบราณนั้น อาจแบ่งออกได้เป็น "ฝีมือช่างราษฎร์" กับ "ฝีมือช่างหลวง" ฝีมือช่างราษฎร์จะเป็นกลุ่มของชาวบ้านที่มีศรัทธาจะสร้างพระพุทธปฏิมาส่วนใหญ่มิได้เคร่งครัดในส่วนผสมของโลหะเท่าใดนัก เมื่อทราบข่าวจะมีการหลอมหล่อพระพุทธรูปมักจะนำโลหะมีค่าจากบ้านเรือนของตนมาเป็นวัตถุดิบร่วมกันทำบุญสร้างพระพุทธรูป ช่างที่ดำเนินการจะนำหุ่นขี้ผึ้งที่ปั้นไว้ตั้งอาหัวลง เมื่อเทน้ำโลหะลงไปธาตุที่หนักที่สุดซึ่งได้แก่ทองคำ จะลงไปตกตะกอนอยู่ส่วนล่างสุด คือส่วนเศียรพระพุทธรูป ดังนั้น พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ส่วนใหญ่จะมีพระเศียรเปล่งปลั่งสุกใสกว่าส่วนอื่น
ส่วนการหล่อโดยฝีมือช่างหลวงนั้น จะเห็นอัตราส่วนผสมของโลหะเป็นพิเศษ กรรมวิธีโดยทั่วไปคล้ายคลึงกัน หากเพิ่มความละเอียดประณีต โดยเริ่มจากการ "ขึ้นหุ่น" หรือ "ปั้นหุ่น" ชั้นในขององค์ระด้วยดินเหนียวผสมทราย แกลบ ตามส่วน ดินที่มักนิยมใช้เรียกว่า "ดินขี้งูเหลือม" มีสีเหลือง โดยกำหนดสัดส่วนไว้สำหรับหุ้มขี้ผึ่งอีกชั้นหนึ่ง หลักจากนั้นใช้ขึ้ผึ้งผสมกับชันเพื่อให้แข็งตัวมาตีแผ่ออกเป็นแผ่นหนาเท่ากับเนื้อทองที่ต้องการ นำแผ่นขี้ผึ้งหุ้มรูปหุ่นให้หมดทั้งองค์ ลงมือปั้นแต่ขี้ผึ้งให้ประณีต ฝีมือช่างจะแสดงออกจากการปั้นขี้ผึ้ง
หลังจากนั้นจะมีการติด "สายชยวนขี้ผึ้ง" เพื่อช่วยให้ทองแล่นได้ตลอด โดยต้องคำนึงถึงช่องว่างที่จะเป็นส่วนให้อากาศภายในระบายออกได้ทันเมื่อเททอง ก่อนที่จะนำเอาขี้วัวละเอียดผสมกับดินนวลทาลงบนหุ่นขี้ผึ้งเพื่อให้ผิวทองเรียบงาม หลังจากนั้นใช้ดินอ่อนฉาบรักษาดินขี้วัวไว้แล้วใช้ดินที่ปั้นหุ่นองค์พระชั้นในพอกทับอีกชั้นหนึ่ง
จากนั้นช่างผู้ทำการหล่อพระพุทธรูปจะทำการตรึงหมุดเหล็ก หรือ "ทวย" คือการแทงเหล็กแหลมเข้าไปในหุ่นขี้ผึ้งให้ทะลุเข้าไปถึงชั้นในเพื่อยึดโครงสร้างองค์พระให้แข็งแรง มิให้แตกร้าวขณะเททอง ก่อนที่จะใช้เหล็กมัดเป็นโครงหุ้มดินพอกไว้อีกชั้นหนึ่ง ที่เรียกว่า "รัดปลอก"
ต่อจากนั้นจะทำการพลิกเศียรพระพุทธรูปลงดิน เอาฐานองค์พระขึ้น โดยใช้นั่งร้านยกพื้นไม้ให้รอบสำหรับเดินเททอง ค้ำยันหุ่นด้วยเหล็กให้แน่นหนา แล้วจึงเริ่มสุมไฟเผาไล่หุ่นขี้ผึ้งรอบองค์พระ ในขณะเดียวกันก็เริ่ม "สุมทอง" ที่เตรียมไว้พร้อมกันไปด้วย โดยมีเบ้าหลอมต่างหาก
เมื่อขี้ผึ้งละลาย หรือที่เรียกกันว่า "สำรอก" จึงเริ่มเททอง น้ำทองจะไหลลงไปแทนที่ขี้ผึ้งรอบองค์พระ โดยเดินเททองบนนั่งร้านกรอกลงไปตามสายชนวนขี้ผึ้งซึ่งติดเอาไว้ก่อนแล้วนั้น ช่องหรือสายชนวนนี้จะเปรียบเสมือนท่อน้ำทองให้ไหลไปทั่วองค์พระปฏิมา
เมื่อเททองสมบูรณ์แล้วจะปล่อยให้หุ่นพิมพ์เย็นลงแล้วจึงแกะดินที่ปั้นเป็นหุ่นออกให้หมด ยกองค์พระให้ตั้งขึ้นเริ่มขัดถูผิวให้เรียบตัดหมุดหรือ "ทวย" รวมทั้งสายขนวนออก หามีตำหนิก็จะมีการนำเศษทองที่เหลือตอกย้ำให้เสมอกัน หากปรากฏเป็นช่องว่างมากก็เททองเพิ่มให้เต็ม ที่เรียกว่า "เทดิน" บางครั้งจะใช้ยาซัดโลหะตามกรรมวิธีโบราณผสมลงในเบ้าหลอมด้วยเพื่อซัดเศษโลหะออกจากน้ำทอง ซึ่งจะทำให้ได้เนื้อโลหะบริสุทธิ์
ในบางครั้งจะมีการลงรักปิดทองจนทั่วองค์พระ โดยใช้ "รักสมุก" คือรักผสมผงถ่านบดละเอียด ป้ายรักสมุกกับองค์พระให้ทั่วและเรียบทิ้งไว้ให้แห้ง ก่อนขัดด้วยหินละเอียด จากนั้นชโลมด้วย "รักน้ำเกลี้ยง" และใช้ ทาองค์พระเพื่อปิดทองอีกครั้งหนึ่ง
พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปที่เกิดจากการสร้างในลักษณะดังกล่าวโดยฝีมือ "ช่างหลวง" ที่มีฝีมือการหล่อพระถึงขั้นสุดยอดทำให้ได้องค์พระซึ่งมีพระพุทธลักษณะงดงาม ทองคำแล่นบริบูรณ์ตลอดองค์โดยใช้เนื้อทองคำธรรมชาติบริสุทธิ์ ที่เรียกกันว่าทองเนื้อเจ็ด น้ำสองขา และแสดงให้เห็นถึงความแยบยล สามารถถอดองค์พระออกเป็นส่วน ๆ ได้ถึง 9 ส่วน โดยมีกุญแจกลเป็นเครื่องมือในการถอดประกอบ นับเป็นฝีมือช่างชิ้นเอกอันยากจะหาฝีมือสกุลช่างใดทัดเทียมได้

พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร

จากหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน ทำให้อาจสันนิษฐานได้ว่า พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตรเดิมเคยประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุ เมืองเก่าสุโขทัย โดยมีข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 2 กล่าวถึง "พระพุทธรูปทอง" ความว่า "...กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันรวม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม..."
กลางเมืองสุโขทัยที่ปรากฏในจารึก หมายถึงวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและสังคมของสุโขทัยในอดีต โดยเฉพาะศาสนามีความรุ่งเรืองมากในสมัยพระธรรมราชาลิไท ซึ่งนักวิชาการในปัจจุบันสันนิษฐานว่าเป็นผู้แต่งศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 2
จากข้อความในศิลาจารึกซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นหลังสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้น วัดมหาธาตุเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปต่าง ๆ มี พระพุทธรูปทอง พระอัฏฐารส หรือพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ และพระพุทธรูปต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมวินิจฉัยในหนังสือ "เที่ยวเมืองพระร่วง" ความว่า
"ตรวจดูคำจารึกหลักศิลาของพระเจ้ารามคำแหง ดู ก็น่าจะสันนิษฐานว่ากล่าวถึงวัดมหาธาตุนี้ "พิหารมีพระพุทธรูปทอง" นั้น น่าจะเป็นวิหารหลวงซึ่งประดิษฐานพระซศรีศากยมุนี"
พระศรีศากยมุนี เป็นพระพุทธรูปองค์ประธานในวิหารวัดมหาธาตุสุโขทัย ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ยังวัดสุทัศน์ กรุงเทพมหานคร ในรัชสมัยของพระองค์ ซึ่งวิหารดังกล่าวเป็นวิหารหลวง เรียกว่าวิหารเก้าห้อง มีเสาศิลาเหลี่ยมขนาดใหญ่ค้ำเครื่องบน ซึ่งปัจจุบันปรักหักพังหมดแล้ว หากพิจารณาสภาพที่ปรากฏประกอบศิลาจารึกที่ 1 จะพบแท่นรองพระพุทธรูปนอกเหนือจากองค์ปราน ลดหลั่นกันไป จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าพระพุทธรูปที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 นั้นน่าจะเป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ มากกว่าจะเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ซึ่งพระพุทธรูปทองคำดังกล่าวก็คือพระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร ในปัจจุบันนั้นเอง
นอกจากศิลาจารึกหลักที่ 1 แล้ว ยังมีหลักฐานที่กล่าวถึงพระพุทธรูปทองคำในสมัยสุโขทัยอีก เช่น ในศิลาจารึกบางหลักกล่าวถึงการสร้างพระพุทธรูปทองโดยพระมหาธรรมราชาลิไท หรือ ในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ด้านที่ 3 กล่าวถึงการออกผนวชของพระองค์ ซึ่งประกอบพระราชพิธีต่อหน้าพระพุทธรูปทองคำ ดังความว่า

"พระยาศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช
หากสมาทานทศศีลเป็นดาบส
หน้าพระพุทธรูปทองอันประดิษฐานไว้
เหนือราชมณเฑียรอันตนแต่ง
เมื่อจัก ศีลนั้น พระยาศรีสริ(ย) พงศ์ราม (มหา) ธรรมราชาธิราช
จึงจักยืนยอมือนบพระพุทธทอง
นบทั้งพระปิฏกไตร"
จากหลักฐานที่ปรากฏอาจกล่าวได้ว่า พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตรเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ความประณีตของพุทธศิลปะ ความแยบยลของส่วนประกอบที่ทำเป็นกุญแจกล ความทรงค่ามหาศาลของเนื้อทองคำบริสุทธิ์ เป็นสิ่งซึ่งยากจะหาผู้ใดทำขึ้นได้ นอกจากพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ทรงมีพระบรมโพธิสมภารอันยิ่งใหญ่ จึงจะหล่อสร้างพระปฏิมาที่ล้ำเลิศเช่นนี้ได้สำเร็จ
องค์พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตรถูกหุ้มห่ออยู่ในปูนเป็นระยะเวลายาวนาน อาจกล่าวได้ว่า ผู้คนสมัยรัตนโกสินทร์ ก่อน พ.ศ. 25498 มิได้ทราบเลยว่าภายในพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ได้ซุกซ่อนพุทธปฏิมาอันงามล้ำเลิศและทรงค่ามหาศาล
การพอกปูนปิดองค์พระสำคัญไว้ เป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของผู้คนในสังคมไทยสมัยก่อน ที่ต้องการพิทักษ์ปกป้ององค์พระพุทธรูปและพุทธศาสนาไว้จากภัยอันตรายต่าง ๆ ซึ่งจะพบเห็นชัดเจนในช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ที่พม่าได้สุมไฟลอกเอาทองจากองค์พระศรีสรรเพชญไปจนหมดสิ้น ผู้คนได้พยายามปกปิดหรือเคลื่อนย้ายองค์พระสำคัญ ๆ หลายต่อหลายองค์ จนเกิดเป็นตำนานพระพุทธรูปลอยน้ำ ที่ชาวบ้านช่วยกันนำองค์พระใส่แพไม้ไผ่อพยพหลบหลีกข้าศึก
สำหรับ "หลวงพ่อทองคำ" องค์นี้ มีข้อสันนิษฐานว่า การพอกปูนปิดองค์พระพุทธรูปคงจะกระทำขึ้นก่อนการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ใน พ. ศ.2325 และอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาทุกฉบับ รวมทั้งเอกสารสมัยอยุธยาไม่มีข้อความที่กล่าวถึงพระพุทธรูปทองคำองค์นี้เลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการพอกปูนปิดองค์พระอาจกระทำมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเริ่มถูกครอบงำจากอำนาจของกรุงศรีอยุธยา และเสื่อมอำนาจลงอย่างสิ้นเชิงในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรลกนาถ จึงเป็นไปได้ที่คนสมัยกรุงศรีอยุธยาอาจพบเห็นเพียงองค์พระปูนปั้นประดิษฐานอยู่ในวัดมหาธาตุ สุโขทัย เรื่อยมา
จนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นสมัยที่มีการอัญเชิญพระพุทธรูปจาหัวเมืองต่าง ๆ มายังกรุงเทพมหานคร มากกว่า 1,248 องค์ พระพุทธรูปปูนปั้นที่หุ้มองค์หลวงพ่อสุโขทัยไตรมิตรไว้ คงจะถูกอัญเชิญมาในคราวเดียวกันนี้ ซึ่งโปรดฯให้อัญเชิญพระศรีศากยมุนีพระประธานวัดมหาธาตุ สุโขทัย มาประดิษฐานที่วัดสุทัศน์เทพวราราม และโปรดฯ ให้ประดิษฐานพระพุทธรูปจากหัวเมืองต่าง ๆ ไว้ ณ พระระเบียงวัดพระเชตุพนฯ ก่อนที่จะถูกอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดพระยาไกร ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในปัจจุบันพระพุทธรูปสุโขทัยไตรมิตร หรือหลวงพ่อทองคำประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารวัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร เป็นที่เคารพสักการะของชาวไทยและต่างประเทศที่หลั่งไหลกันเข้ามาชมความงดงามแห่งองค์พระปฏิมา ที่ทำจากเนื้อทองคำบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอันประเมินค่ามิได้
นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวไทยทั้งประเทศต่อมรดกแห่งอารยธรรมไทยที่ยิ่งใหญ่งดงาม อันเป็นประจักษ์พยานถึงความรุ่งโรจน์แห่งพุทธศิลปะ ฝีมือช่าง และพลังแห่งศรัทธาในบวรพุทธศาสนาที่สืบเนื่องเรื่อยมาจากอดีตจวบปัจจุบัน และเรื่อยไปยังอนาคตกาล

ประวัติวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
ประวัตินามของวัด
วัดไตรมิตรวิทยารามเป็นวัดโบราณ สร้างเมื่อสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมชื่อว่าวัดสามจีนใต้ มีคำเล่ากันว่า วัดสามจีนมีอยู่สามวัดคือ วัดสามจีนที่อยู่ในคลองบางอ้อ ด้านตรงข้ามกับวัดเทเวศร์วัดหนึ่ง วัดสามจีนเหนือ บางท่านก็ว่าอยู่ที่บางขุนพรหม บางท่านก็ว่าอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี สำหรับวัดที่อยู่บางขุนพรหมได้แก่ วัดสังเวชวิศยาราม ส่วนที่อยู่จังหวัดนนทบุรีนั้น ได้แก่ วัดโชติการาม อำเภอเมืองนนทบุรี และวัดสามจีนใต้ ได้แก่ วัดไตรมิตรวิทยาราม เหตุที่เรียกว่าวัดสามจีนก็เนื่องด้วยว่ามีชาวจีน 3 คน ได้ช่วยกันก่อสร้างขึ้นมา จึงได้นามว่า "วัดสามจีน"
ในปี พ.ศ. 3482 ได้เปลี่ยนนามวัดสามจีนใต้มาเป็นวัดไตรมิตรวิทยารามทั้งนี้เพื่อจะเฉลิมเกียรติคุณ ของท่านแรกสร้างให้ยั่งยืนวัฒนายิ่งขึ้น และเป็นการเชิดชูอุตสาหะวิริยะของท่านผู้สร้างและคณะกรรมการ ปรับปรุงวัดพระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี มหาเถร) วัดมหาธาตุ ได้เมตตาคิดค้นนามที่เป็นมงคลมาเฉลิมเพิ่มความสง่าให้แก่วัดสามจีนใต้ โดยเปลี่ยนเป็น "ไตรมิตรวิทยาราม" และกรมสามัญศึกษาได้เปลี่ยนนามโรงเรียนวัดสามจีนใต้เป็น "โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย" ตามนามวัดที่ได้เปลี่ยนใหม่ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2482 และเพื่อให้ปรากฏเป็นหลักฐานไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ทราบถึงเหตุที่ได้เปลี่ยนนามวัด ขออัญเชิญสัมปสาทนียกถาของพระเดชพระคุณท่านเจ้า ประคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารีมหาเถร) ซึ่งได้กล่าวอนุโมทนาในวันเปิดป้ายวัด เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ดังต่อไปนี้
ชั้นและที่ตั้งวัด
วัดไตรมิตรวิทยารามเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 661 ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานคร
เขตและอุปจารวัด
วัดไตรมิตรวิทยารามเดิมมีพื้นที่ราบลุ่ม มีลักษณะน้ำขังโดยทั่วไปปัจจุบันนี้ได้ทำการปรับปรุงพื้นที่ของวัดทั้งหมด เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั่วทั้งภายในวัด และมีเขตอุปจารวัด ดังนี้
ทิศเหนือ จรดกับถนนพระราม 4
ทิศใต้ จรดกับถนนตรีมิตร
ทิศตะวันออก จรดกับซอยสุกร
ทิศตะวันตก จรดกับถนนเจริญกรุง
ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์
วัดไตรมิตรวิทยารามมีเนื้อที่ของวัดทั้งสิ้น 14 ไร่ 2 งาน 31 ตารางวา ปรากฏตามโฉนดที่ 3364 และมีที่ธรณีสงฆ์อีก 1 ตารางวา กับ 1 ตารางศอก ตามโฉนด 3551
สัมปสาทนียกถาของสมเด็จพระวันรัต
ตามรายงานการปรับปรุงวัดสามจีนใต้ที่พระมหาเจียนบรรยายมานั้นฟังได้ว่า วัดนี้ได้เริ่มการปรับปรุงมาตั้งแต่พระมหากิ๊ม สุวรรณชาติ เป็นผู้รักษาการในหน้าที่เจ้าอาวาส พ.ศ. 2477 โดยคณะกรรมการมีท่านอธิบดีกรมพลศึกษาเป็นประธาน ปรับปรุงขึ้นด้วยศาสนสมบัติของวัดและกำลังความสามารถอุตสาหะของคณะกรรมการเป็นอย่างดียิ่ง วัดนี้เปลี่ยนภาวัดมาเป็นอย่างไร ปรากฏอยู่ในรายงานและประจักษ์แก่ท่านทั้งหลายที่ได้มาประชุมกันอยู่นี้ คณะกรรมการปรับปรุงวัดนี้สมควรได้รับความสรรเสริญอย่างสูงและน่าปรีดาปราโมทย์อย่างยิ่งที่ได้ปฏิบัติงานลุล่วงมาถึงเพียงนี้ และงานนี้ก็เป็นการศาสนาและส่วนรวมของประชาชน งานแม้จะยากลำบากหรือประกอบด้วยอุปสรรคสักเพียงไรก็ตาม อาศัยอุตสาหะความอดทน ความบากบั่นฝ่าฟันอุปสรรคทำจนสำเร็จผล ย่อมเป็นกุศลบำรุงกมลให้ปลาบปลื้มชื่นบาน จัดเข้าในพุทธบรรหารธรรมภาษิต ความว่า บัณฑิตผู้มีความอิ่มใจอาศัยธรรมคือความประพฤติที่ชอบ ย่อมมีใจผ่องใสอยู่เป็นสุขทุกอิริยาบถ สำหรับคณะกรรมการปรับปรุงวัดนี้เข้าใจให้สดชื่นแจ่มใสเป็นสุขสำราญทั้งชาตินี้และชาติหน้า ยังเป็นเหตุอุปถัมภ์จิตใจของประชาชนผู้มีจิตเที่ยงธรรมที่ได้มาเห็นให้ปรีดาปราโมทย์ เป็นความเห็นที่เชิดชูวิญญาณให้แจ่มใส ยิ่งกว่านี้จะเป็นสารประโยชน์ส่วนรวมในศีลธรรมและวิชาความรู้เชิดชูประเทศชาติศาสนาอยู่สิ้นกาลนาน ท่านผู้สร้างวัดนี้ถ้าได้ทราบโดยญาณวิถีทางใดทางหนึ่ง หวังว่าคงอนุโมทนาสาธุด้วยอย่างแน่นอน นี่ก็เป็นปัจจัยสโมสรเพิ่มพูนบุญกุศลแก่ท่านผู้สร้างขึ้นอีกมิใช่น้อย เพราะวัดนี้มีความเจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ สมควรที่จะเปลี่ยนนามใหม่ เชิดชูเกียรติของท่านผู้สร้างและอุปถัมภ์ วัดนี้ชื่อว่าวัดสามจีน เข้าใจกันโดยมากก็ว่าจีน 3 คน เป็นผู้สร้าง จีน 3 คน นั้นจะเป็นญาติกันหรือมิใช่ก็ตาม แต่ต้องเป็นมิตรรักใคร่สนิทสนมกัน จนถึงร่วมใจกันสร้างวัดซึ่งเป็นวิหารการบุญใหญ่ ทั้งวัดนี้ก็ตั้งเป็นสำนักเรียนธรรมวินัยและบาลี ทั้งเป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนภาษาไทยรัฐบาลถึงมัธยมชั้นสูง ทั้งมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยสถานศึกษาทั้งครูและนักเรียน จึงตั้งนามใหม่ว่า "วัดไตรมิตรวิทยาราม" ขอให้วักไตรมิตรวิทยารามนี้จงสมบูรณ์มั่งคั่งด้วยวิชาความรู้ทั้งคดีโลก คดีธรรม พร้อมด้วยความปฏิบัติศีลธรรมทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ขอสุขสวัสดิอิฏฐวิบุลผล จงสำเร็จแก่ท่านผ็สร้างและกรรมการปรับปรุงวัดนี้ พร้อมด้วยสหธรรมมิกบริษัททั้งคฤหัสถ์ บรรพชิต และท่านที่มาประชุมกันอยู่นี้ทั่วกันทุกท่านเทอญ ฯ


วัดไตรมิตรวิทยารามก่อนการบูรณะปรับปรุง
สภาพวัดไตรมิตรวิทยารามครั้งนั้นนามว่า วัดสามจีนใต้ สภาพบริเวณทั่ว ๆ ไปในบริเวณวัดนั้นเต็มไปด้วยสิ่งโสโครก ดังที่ได้ปรากฏเอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงสุขลักษณะ วัดสามจีนใต้วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2478 ความตอนหนึ่งว่า
"เวลา 10.00 น. ผู้มาประชุมได้มาพร้อมกันแล้ว ท่านเจ้าอาวาสขอให้นายสนิท เทวินทรภักดิ พาคณะกรรมการดูสถานที่"
วัดนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลสามแยก อำเภอสัมพันธ์วงศ์ จังหวัดพระนคร มีอาณาเขตติดต่อกันดังนี้
ทิศเหนือ จรดกำแพงหลังตึกแถวพระราม 4
ทิศตะวันตก จรดที่ดินพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ส่วนหนึ่ง แล้วต่อมาติดกำแพงหลังตึกแถวถนนกลันตั
ทิศใต้ จรดกำแพงหลังตึกถนนเจริญกรุง
ทิศตะวันออก จรดแนวคลองวัดสามจีนใต้ ซึ่งกรมโยธาเทศบาลกำลังจักถมอยู่
แล้วย่อหักมุมไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวคูวัด ซึ่งราษฎรที่เช่าตึกแถวทางถนนหน้าโรงฆ่าสุกรหัวลำโพงได้ปลูกเพิงรุกล้ำเนื้อที่คูเป็นที่สาธารณะนี้ออกมารกรุงรัง เพื่อเป็นที่พักสุกรสำหรับส่งเข้าโรงฆ่า
สิ่งที่ปลูกสร้างอยู่ในพื้นที่
ด้านทิศเหนือ มีโรงเรียนเป็นตึก 3 ชั้น กำลังปลูกอยู่ ถัดไปถึงประตุและถนนทางเข้าแล้วจึงถึงที่ดินผืนหนึ่ง ที่วัดให้มีผู้เช่าตัดตอนไปปลูกเป็นห้องแถวชั้นเดียวเตี้ย ๆ หลายแถวให้บุคคลเช่าอาศัยอยู่ ห้องแถวเหล่านี้หลังคาฝาและพื้นชำรุดทรุดโทรม ปุปะ เบียดเสียดยัดเยียดกัน มีซอกทางเดินแต่เพียงไม่เกิน 1 เมตร แถมมีน้ำโสโครกขังเฉอะแฉะอยู่ที่ถนนและข้างถนนใต้ท้องแถวเหล่านี้ทั่วไป มีฝูงเป็ดและสุกรหาอาหารระเกะระกะ ผู้มีอาชีพในการกระทำเส้นบะหมี่ ได้ตากเส้นบะหมี่ไว้หน้าห้องแถวเลอะเทอะตลอดไป ที่หาบของเร่ขายได้วางสิ้นค้าไว้ ที่ทำขนมก็มีเศษอาหารทิ้งเกลื่อนกล่น แมลงวันตอมเป็นหมู่ใหญ่ สภาพของบริเวณนี้นอกจากทำให้สภาพที่โสมมเพาะเชื้อโรคแล้ว ยังเป็นบริเวณที่ซึ่งมิบังควรจะอยู่ในที่ของลานวัดใกล้กุฏิพรภิกษุถึงเพียงนี้ อันจะเป็นเหตุนำความเสื่อมเสียแก่พุทธศาสนาเป็นอันมาก
ถัดไปเป็นที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักพงศ์ มีห้องแถวชั้นเดียวหลายแถว สภาพของห้องแถว ผู้อาศัยเช่า และพื้นที่มีลักษณะอย่างเดียวกับห้องแถวที่ปลูกอยู่ในที่วัด ซ้ำมือครึ้มและอบอ้าว กรรมการทุกท่านเมื่อสำรวจพื้นที่เหล่านั้น จึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า สมควรให้รื้อเพื่อเปลี่ยนแปลงสนถนที่นี้ให้มีสภาพและใช้ประโยชน์ให้ถูกทางจนดีขึ้น
ต่อจากห้องแถวในที่ดินทั้งสองแปลงดังที่กล่าวมาแล้ว มีทางเดินกว้างประมาณเมตรเศษ กับรั่วเตี้ย ๆ กันอยู่ครึ่งหนึ่ง เป็นกุฏิบ้าง หอระฆังบ้าง ศาลาบ้าง หอสวดมนต์บ้าง หอฉันบ้าง หอไตรบ้าง ปลูกสลับซับซ้อน สูง ๆ ต่ำ ๆ ไม่เป็นแถวเป็นแนว ระเกะระกะชำรุดทรุดโทรมเก่าคร่ำคร่า ปะปะราวไหลจนเหลือที่จะซ่อมให้ดีได้ ปลูกตลอดไปหลายหลังจนจรดแนวหลังตึกทางด้านถนนเจริญกรุง มีสิ่งปลูกสร้างที่มีเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว ซ้ำมีกุฏิที่เอียงกระเท่เร่อีกหลายหลังจนไม่น่าไว้ใจที่ใช้เป็นที่อาศัยของพระภิกษุกุฏิชนิดนี้มีปลูกตลอดมา จนจรดแนวคลองข้างวัดสามจีน
ถัดจากนี้ ตอนกลางคือโบสถ์ หมู่เจดีย์ แล้วถึงลานแคบ ๆ ข้างโบสถ์ทางแนวริมคลองต่อไป มีศาลาหลังหนึ่งมีฝาด้านเดียว อีกสามด้านไม่มีฝาใช่สงบจีวรเก่า ๆ แขวนนุงนังบังแดด ที่นี้ใช้เป็นที่อาศัยของพระภิกษุด้วย
ถัดจากศาลานี้ไป เป็นที่เก็บศพและเผาศพด้วยเตาใหญ่ ใช้ฟืน มีปล่องระบายควัน
ถัดไปถึงเจดีย์องค์ใหญ่ถึงโรงเรียน 2 ชั้น ข้างล่างก่ออิฐ ข้างบนเป็นไม้ ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของวัดสามจีน บริเวณทั้ง 3 หลังนี้ ได้กันรั้วกันเขตไว้ กำลุงจัดการถมรื้อถอนถากถางก่อสร้างจัดทำเพื่อให้ถูกสุขลักษณะ
จะเห็นได้ว่า สภาพของวัดสามจีนในเวลานั้นมีสภาพอย่างไร คณะกรรมการปรับปรุงลักษณะวัดสามจีนในครั้งนั้น มีนายนาวาโทหลวงศุภชลาศัย ร.ท.อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานคณะกรรมการปรับปรุง คณะกรรมการปรับปรุงวัดสามจีนได้เริ่มงานตั้งแต่ พ.ศ. 2477 ในระยะแรกได้พบอุปสรรคมากมายหลายประการ ต่อมาใน พ.ศ. 2480 จึงได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมให้ดำเนินการจัดการรื้อถอนห้องแถวรุงรังในลานวัด และกุฏิเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมออกเสีย แล้วจัดการถมพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มตลอดคลองคูและสระให้เป็นที่สะอาดราบเรียบเพื่อใช้เป็นที่ก่อสร้างเสนาสนะสงฆ์ โรงเรียนมัธยมวัดสามจีนใต้ วัดสามจีน หรือวัดไตรมิตรจึงได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยมา

ผู้โพสต์ : pepsi   วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 17:16:49   , ip : 125.24.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   



Warning: getimagesize(images/board/3_1169374680.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

เพิ่มรูป....
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : pepsi วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 17:18:00  ,ip :125.24.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1169374734.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

เป็นทองคํา บริสุทธิ์ ทั้งองค์.....
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : pepsi วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 17:18:54  ,ip :125.24.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอบคุณมากครับทั้งภาพและข้อมูล 

หลวงพ่อท่านงามมากจริง ๆ ครับ 
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : da_p05 วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 18:00:50  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ต้องบอกว่าประเมินค่ามิได้ซิครับ ถึงจะถูก

มีเกร็ดเรื่องเล่านิดนึงครับ

สมัยที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจบ้านเรา มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง (อดีตผู้ว่าฯ) ท่านได้เกิดมีความคิดพิศดาร ด้วยเห็นว่าตอนนั้นมีการช่วยกันรับบริจาคทองคำ และโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับบริจาคทองเกิดขึ้นหลายโครงการ
ก็เพื่อเป็นการปลูกสร้างจิตสำนึกในเรื่องของความสามัคคีเสียมากกว่าต้องการทอง
แต่ด้วยเพราะความพิศดารของความคิดของคนผู้นี้ ได้บอกกล่าวในที่สาธารณะชนกับสื่อมวลชนว่า ไม่ต้องไปรับบริจาคอะไรให้มันยุ่งยากหรอก แค่นำเอาพระทองคำที่วัดไตรมิตรไปจำหน่าย วิกฤตเศรษฐกิจบ้านเราก็จะหายไปอย่างง่ายดาย 
แหม... ถ้าผมอยู่ใกล้ๆ คงด่าให้เสียคนไปเลย มีอย่างที่ไหน เขากำลังช่วยกันสร้างสิ่งดีๆ แต่กลับเอาความคิดตะแบงของตนที่ไม่ค่อยยอมรับความคิดเห็นคนอื่นๆ อยู่แล้ว และยังใส่ความคิดพิศดารเข้าไปอีก  พ่อเจ้าประคุณ .....

แต่กฤตดาภินิหารแห่งหลวงพ่อ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของเมืองไทยมีจริง วิกฤตเศรษฐกิจของไทยก็ได้เบาบางลงไปตามกาลเวลา โดยไม่ต้องไปทำพิศดารแบบที่ไอ้ขี้บ่นนี้ว่าไว้
ทุกวันนี้เขาผู้นั้นก็ยังอยู่ได้อย่างไม่ยินดียินร้ายอะไร ผมว่าไม่ต้องเอ่ยนามทุกๆ ท่านคงเดาออกว่าเขาเป็นใคร  เห็นไหมครับ ชีวิตของเขาก็เดินมาถึงปลายทางของชีวิตแต่ยังหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ยังต้องทำงานงกๆ และยังมีคนไม่ชอบครึ่งค่อนประเทศเพราะความปากพล่อยและการเข้าข้างคนผิด (คนที่ไม่มีแผ่นดินอยู่)  อาจด้วยความปากพล่อยของตน ทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สั่งสอนเข้าให้

ขอโทษด้วยที่นำเอาเรื่องหนักๆ มาเล่าในกระทู้นี้ ผมเองเคยเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อไตรมิตรมาหลายครั้งจากที่ได้ไปสักการะและเกิดขึ้นกับตน
และอยากจะบอกว่า "ถ้าไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ทำไมจึงไม่โดนพม่าเผาเอาทองไปเมื่อคราวเสียกรุง" ก็มองได้ 2 อย่างคือความศักดิ์สิทธิ์ กับความสามัคคีของคนไทยที่ไม่ยอมเปิดปากบอกชาวพม่า เพราะผมเคยอ่านหนังสือมาว่า เมื่อตอนเสียกรุง ชาวพม่านั้นพยายามกวาดต้อนคนไทยและนำมาทรมาน มาเค้นถามว่าของมีค่าอยู่ที่ไหนบ้าง ถ้าใครเปิดปากบอกก็จะได้ของรางวัล หรือถ้าได้ของมีค่ามากก็จะให้เป็น หน.เชลย  ถ้าไม่บอกก็ทรมานจนตาย หรือไม่ก็ทำร้ายให้พิการ 
ผมอ่านบทความนี้ในหนังสือเรื่องไทยรบพม่า แล้วเกิดสังวรณ์ให้ตนหวงแหนในความรักชาติมากยิ่งขึ้น 
จึงอยากมาเล่าให้ทุกท่านฟัง เพื่อเราจะได้ช่วยกันปลูกจิตสำนึกเรื่องรักชาตินี้ให้กับลูกหลานต่อไป
ขอบคุณครับ
   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 18:44:09  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


  นับได้ว่า เป็นอดีตผู้ว่าฯคนเดียวที่หน้าเหมือนหมู และปากเหมือนหมา ครับ คุณมังกร....และ แม่ค้าในตลาดประกาศไว้ว่า ถ้าเข้ามาให้เห็นในตลาด จะเอาซี่โครงไก่เขวี้ยงใส่หน้าให้สำนึกตัว 

  ข้อมูล และภาพดีเยี่ยมครับ คุณpepsi 
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 22 - ม.ค. - 50  เวลา 00:46:01  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



        ถ้าผมอยู่ใกล้ ไอ้หมัก  ผมคงต้องเอา เท้า ลูบปากมันสักที  ในข้อหา ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : niwat วันที่ : 22 - ม.ค. - 50  เวลา 13:10:35  ,ip :58.136.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขออนุญาติเพิ่มเติมค่ะ  พระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมจะถวายนามว่าหลวงพ่อสุโขทัยไตรมิตร  แต่ปัจจุบันจะมาเรียกชื่อกันใหม่ว่า พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ซึ่งก็คือความหมายเดียวกันค่ะ  เป็นพระพุทธรูปแบบสุโขทัยตอนปลาย  สมัย Classic ดูได้จากพระพักต์เป็นรูปไข่หรือวงรี พระขนงคิ้วโก่ง จมูกโด่ง ปากอมยิ้ม รัศมีเปลวไฟแหลม บ่าใหญ่เอวเล็ก ปลายจีวรยาวถึงพระนาภี ขัดสมาธิราบปางมารวิชัยบนฐานหน้ากระดานเกลี้ยง  ซึ่งดูจากรูปแบบศิลปะแล้วพระพุทธรูปองค์นี้น่าจะสร้างสมัยพระเจ้าลิไทเจ้าค่ะ  ขอขอบคุณ อาจารย์หม่อมแห่งกรมศิลปากรที่ให้ความรู้
   ความเห็นที่ 7 โดยคุณ : จันทรา วันที่ : 24 - ม.ค. - 50  เวลา 22:48:19  ,ip :203.209.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอบคุณมากครับ
   ความเห็นที่ 8 โดยคุณ : Monthiarn วันที่ : 25 - ม.ค. - 50  เวลา 08:51:32  ,ip :210.86.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


นักการเมืองปากปลาร้าครับ..ไม่รู้จักมรดกอันล้ำค่าของบรรพบุรุษ.อนิจจาจริง
เหมือนที่คุณชายคึกฤทธิ์ พูดถ้านักการเมืองบ้านเราไม่โกงกิน ถนนประเทศไทยจะปูไปด้วยทองคำ
   ความเห็นที่ 9 โดยคุณ : nui วันที่ : 25 - ม.ค. - 50  เวลา 14:56:36  ,ip :203.188.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


   ความเห็นที่ 10 โดยคุณ : xanax วันที่ : 22 - ธ.ค. - 51  เวลา 12:59:35  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.