อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
รำลึก "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช"
เพื่อให้เข้าสมัย และเป็นการปลูกจิตสำนึกให้กับคนไทย เยาวชนไทย ตลอดจนผู้ที่สนใจ ให้มีความรักชาติ สามัคคี ต่อกัน
จึงขอเชิญร่วมนำพระประวัติ, รูปภาพ หรือสิ่งอื่นๆ เพื่อร่วมรำลึกพระเกียรติคุณองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อไป
ขอบคุณครับ
ผู้โพสต์ : มังกร   วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:17:10   , ip : 124.121.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   



Warning: getimagesize(images/board/3_1169389117.gif) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

พระราชประวัติโดยย่อ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือที่ชาวบ้านทั่วไปในครั้งนั้นเรียกว่า " พระองค์ดำ " สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชสมภพที่พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๐๙๘ ในรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงเป็นราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ราชวงศ์สุโขทัย และสมเด็จพระวิสุทธิกษัตรีย์ พระราชนนี ราชวงศ์สุวรรณภูมิทรงมีพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชา คือ พระสุพรรณกัลยาณี และสมเด็จพระเอกาทศรถ ตามลำดับ

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมีพระชนมายุ ๕๐ พรรษาทรงประชวรเป็นหัวละลอกขึ้นที่แสกพระพักตร์ ขณะเสด็จไปตีกรุงอังวะและประทับแรมอยู่ที่ตำบลทุ่งแก้ว แขวงเมืองหาง และเสด็จสวรรคตเมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปี มะเส็ง พุทธศักราช ๒๑๔๘
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:18:37  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


พระราชกรณียกิจและเหตุการณ์สำคัญ

พุทธศักราช ๒๑๐๗
พระชนมายุ ๙ พรรษา สมเด็จพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ พม่ายกมาตีกรุงศรีอยุธยา ทรงถูกนำไปเป็นตัวประกัน ณ กรุงหงสาวดี ประทับ ๖ ปี
พุทธศักราช ๒๑๑๓
พระชนมายุ ๑๕ พรรษา เสด็จฯ กลับจากกรุงหงสาวดี
พุทธศักราช ๒๑๑๔
พระชนมายุ ๑๖ พรรษา เสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก มีอำนาจบัญชาการหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง
พุทธศักราช ๒๑๑๗
พระชนมายุ ๑๙ พรรษา ทรงยกทัพไปพร้อมกับสมเด็จพระราชบิดา เพื่อสมทบกับทัพหลวงตีเมืองเวียงจันทน์
พุทธศักราช ๒๑๒๑
พระชนมายุ ๒๓ พรรษา ทรงเรือพระที่นั่งไล่กวดจับพระยาจีนจันตุที่ลงเรือหนีไปปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในการสู้รบครั้งนั้น พระองค์ทรงแสดงความกล้าหาญอย่างยอดเยี่ยม
พุทธศักราช ๒๑๒๒
พระชนมายุ ๒๔ พรรษา ทรงเป็นแม่ทัพต่อสู้กับพระทศราชาซึ่งคุมกองทัพเขมรเข้ามาตีโคราชและหัวเมืองชั้นใน และทรงได้รับชัยชนะทั้งที่ทรงมีกำลังทหารน้อยกว่า
พุทธศักราช ๒๑๒๔
พระชนมายุ ๒๖ พรรษา พระเจ้ากรุงหงสาวดีสวรรคตได้เสด็จฯ ไปกรุงหงสาวดีในพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ องค์ใหม่แทนพระราชบิดา
พุทธศักราช ๒๑๒๖
พระชนมายุ ๒๘ พรรษา ได้เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเมืองหงสาวดีไปตีเมืองลุม เมืองคัง ในรัฐไทยใหญ่ ตามคำสั่งของพม่า
พุทธศักราช ๒๑๒๗
พระชนมายุ ๒๙ พรรษา ทรงประกาศอิสรภาพของไทย ณ เมืองแครง พระเจ้ากรุงหงสาวดีให้สุระกำมายกกองทัพตามมาไล่จับสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ทรงยิงปืนข้ามแม่น้ำสะโตงถูกสุระกำมา แม่ทัพพม่าตายและทรงได้รับมอบอำนาจให้บัญชาการบ้านเมืองสิทธิ์ขาดแต่ผู้เดียว
สงครามไทยกับพม่า พระยาพะสิมยกกำลัง ๑๓๐,๐๐๐ คนมาทางเมืองสุพรรณบุรี พระเจ้าเชียงใหม่มาทางเหนือตีพม่าแตกกลับไป
พุทธศักราช ๒๑๒๘
สงครามไทยกับพม่า ทรงสู้รบกับพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกศ พม่า ๑๕๐,๐๐๐ คน ไทย ๘๐,๐๐๐ คน ไทยตีทัพพม่าแตกกลับไป
พุทธศักราช ๒๑๒๙
สงครามไทยกับพม่า พระเจ้าหงสาวดียกกำลังทหาร ๒๕๐,๐๐๐ คน มาล้อมกรุงอยู่ ๖ เดือน ไทยมีกำลัง ๘๐,๐๐๐ คน ตีขับไล่พม่าจนต้องถอยทัพกลับไป ไม่สามารถเข้าถึงกำแพงพระนครได้
พุทธศักราช ๒๑๓๓
พระชนมายุ ๓๕ พรรษา สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดาสวรรคต พระองค์เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๑๓๓ ทรงสถาปนาพระเอกาทศรถ เป็นพระมหาอุปราชา และมีพระเกียรติยศสูงเสมอพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง
สงครามไทยกับพม่า พระมหาอุปราชายกมาครั้งแรกที่สุพรรณบุรี พม่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ไทยมีกำลัง ๘๐,๐๐๐ คน ตีพม่าแตกพ่ายไป จับพระยาพะสิมแม่ทับพม่าที่จระเข้สามพันธุ์
พุทธศักราช ๒๑๓๕
พระชนมายุ ๓๗ พรรษา สงครามยุทธหัตถี พม่า ๒๔๐,๐๐๐ คน ไทย ๑๐๐,๐๐๐ คน รบกันที่เมืองสุพรรณบุรี ทรงมีชัยชนะฟันพระมหาอุปราชามังกะยอชวาแห่งกรุงหงสาวดี ด้วยพระแสงของ้าวสิ้นพระชนม์ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๑๓๕
สงครามเมืองทะวาย ตะนาวศรี ไทย ๑๐๐,๐๐๐ คน ตีได้เมือง
พุทธศักราช ๒๑๓๖
สงครามเมืองเขมร ไทย ๑๓๐,๐๐๐ คน เขมร ๗๕,๐๐๐ คน ไทยตีได้เมืองเขมร
พุทธศักราช ๒๑๓๗
สมครามไทยกับพม่า ไทยตีได้หัวเมืองมอญ
พุทธศักราช ๒๑๓๘
สงครามไทยกับพม่า ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีครั้งที่ ๑ ไม่สำเร็จ ไทยมีกำลัง ๑๒๐,๐๐๐ คน
พุทธศักราช ๒๑๔๒
สงครามไทยกับพม่า ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีได้สำเร็จ ไทย ๑๐๐,๐๐๐ คน แล้วไปล้อมเมืองตองอูอยู่ ๒ เดือน เสบียงอาหารหมดต้องยกทัพกลับ
พุทธศักราช ๒๑๔๖
สงครามเมืองเขมร ได้เมือง
พุทธศักราช ๒๑๔๗
สงครามครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพไปตีกรุงอังวะ ไทย จำนวน ๒๐๐,๐๐ คน แต่ทรงประชวร และเสด็จสวรรคตเสียก่อน



   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:19:24  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1169389231.gif) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

สงครามยุทธหัตถี
สมเด็จพระนเรศวรทรงก้าวขึ้นครองราชบัลลังค์ได้เพียงไม่นาน ๔ เดือนเท่านั้น ก็เผชิญศึกใหญ่ พม่ายกเข้ามารุกรานอีก ในช่วงที่ผลัดแผ่นดินใหม่ ด้วยความเข้าใจว่าอาจเกิดความยุ่งยากขึ้นมาตามธรรมเนียมของบ้านเมือง พม่าได้ยกไพร่พลมาครั้งนี้เป็นทัพใหญ่มีไพร่พลถึง ๓ แสน จัดเป็น ๒ ทัพ มุ่งเข้ามาทางด่านพระเจดีย์ สามองค์ เพื่อเข้าตีกรุงศรีอยุธยาอย่างเร็วพลันไม่ให้ตั้งตัวได้

สมเด็จพระนเรศวรทรงปรับกระบวนวิธีการรบใหม่ทันที โดยทรงใช้วิธียาตราทัพไปซุ่มรับอยู่ที่สุพรรณบุรี แล้วส่งกองทัพน้อยไปเมืองกาญจนบุรีทำทีเหมือนจะไปรักษาเมือง พม่าหลงกลรุกไล่กองทัพน้อยของไทย ซึ่งถอยหนีหลอกล่อมาทางที่ทัพหลวงซุ่มอยู่

พอได้จังหวะ ก็พร้อมกันออกตะลุมบอน ตีพม่าแตกยับถูกทหารไทยฆ่าฟันล้มตายนับไม่ถ้วน ส่วนแม่ทัพคือ พระมหาอุปราชาทรงหนีรอดเงื้อมือไปได้

นับเป็นชัยชนะศึกใหญ่ต้อนรับการขึ้นสู่ราชบังลังค์ของสมเด็จพระนเรศวรซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของชาวไทย ที่ทำให้ขวัญของชาวไทยในเวลานั้นพลันฮึกเหิมขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ซึ่งทำให้พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนเรศวรเกริกไกรกึกก้องขจรขจาย ไปทั่วทุกทิศานุทิศ ทำให้ไทยก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในย่านคาบสมุทรอินโดจีนแหลมทองของไทยนับ แต่บัดนั้นเป็นต้นมา

โดยการทำสงครามยุทธหัตถีในครั้งนั้น เกิดขึ้นเมื่อ วันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ จุลศักราช ๙๔๕ ( พ.ศ. ๒๑๓๕) ก่อนที่จะได้ทำสงครามยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรทรงพระสุบินว่าได้ต่อสู้กับจระเข้ใหญ่

   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:20:31  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1169389925.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

การรบที่เมืองคัง
เมื่อปี พ.ศ. 2124  พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสวรรคต  ราชโอรสองค์ใหญ่พระนามมังไชยสิงห์  ซึ่งเป็นรัชทายาท และดำรงตำแหน่งมหาอุปราช ได้ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้านันทบุเรง  พระเจ้านันทบุเรงได้ตั้งมังกะยอชะวา  พระราชโอรสขึ้นเป็นพระมหาอุปราชา  เมื่อกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์  ก็จะต้องมีฎีกาบอกกล่าวไปยังบรรดาประเทศราชทั้งหลาย  ให้มาเฝ้าตามพระราชประเพณี  ในครั้งนั้นก็มีพระเจ้าตองอู  ผู้เป็นพระอนุชาพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าแปรเป็นราชบุตรพระเจ้าบุเรงนอง  แต่คนละแม่กับพระเจ้านันทบุเรง  พระเจ้าอังวะผู้เป็นราชบุตรเขยพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าเชียงใหม่  พระเจ้ามินปะลอง ผู้ครองเมืองยะไข่ พระเจ้าหน่อเมือง ผู้ครองเมืองลานช้าง และสมเด็จพระมหาธรรมราชา ผู้ครองกรุงศรีอยุธยา  ซึ่งทางกรุงศรีอยุธยา  สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ส่งพระโอรสพระองค์ใหญ่คือ  สมเด็จพระนเรศวร เสด็จไปแทนพระองค์
            ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีเจ้าเมืองคังไม่ได้มาเข้าเฝ้าตามประเพณี  พระเจ้านันทบุเรงเห็นว่าเจ้าเมืองคังแข็งเมือง จำต้องยกทัพไปปราบปราม  เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป  ในโอกาสที่เจ้าประเทศราชมาชุมนุมกันอยู่นี้  จึงให้โอรสของพระองค์  และโอรสเจ้าประเทศราชที่มีฝีมือ ยกกำลังไปปราบปรามเมืองคังแทนพระองค์  ดังนั้นจึงได้จัดให้พระมหาอุปราชา (มังกะยอชะวา หรือ มังสามเกลียด) พระสังกทัต (นัดจินน่อง) ราชบุตรพระเจ้าตองอู  และสมเด็จพระนเรศวร  ยกทัพไปตีเมืองคัง เป็นทำนองประชันฝีมือกัน
            เมืองคังเป็นเป็นที่ตั้งอยู่บนภูเขา  เป็นเมืองเล็กพื้นที่น้อย  การที่กองทัพทั้ง 3 จะเข้าตีพร้อมกันเป็นการลำบาก  เพราะไม่มีพื้นที่ให้ดำเนินกลยุทธได้เพียงพอ  จึงตกลงกันให้ผลัดกันเข้าตีวันละกองทัพ  พระมหาอุปราชาได้รับเกียรติให้เข้าตีก่อน  เมื่อถึงวันกำหนด  พระมหาอุปราชาก็ยกกำลังเข้าตีเมืองคังในเวลากลางคืน  ชาวเมืองคังได้ต่อสู้ป้องกันเมืองเป็นสามารถ  รบกันจนรุ่งสว่างก็ไม่สามารถตีหักเอาเมืองได้  จึงต้องถอนกำลังกลับลงมา  วันต่อมา พระสังกทัตได้ยกกำลังเข้าตีเมืองคัง  แต่ก็ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน
            เมื่อถึงวาระของสมเด็จพระนเรศวร  พระองค์ได้มีการเตรียมการเป็นอย่างดี  โดยที่ในระหว่างสองวันแรก  ที่กองทัพทั้งสองผลัดกันเข้ามาโจมตรีนั้น พระองค์ได้ใช้เวลาดังกล่าว ออกลาดตะเวณตรวจดูภูมิประเทศ และเส้นทางบริเวณเมืองคังโดยตลอด  ก็พบว่า มีทางที่จะขึ้นไปยังเมืองคังทางด้านอื่นได้อีกทางหนึ่ง นอกจากเส้นทางหลักที่กองทัพทั้งสองใช้เข้าตี  แต่เส้นทางดังกล่าวนั้นเป็นเส้นทางลับ และคับแคบ เคลื่อนกำลังไม่สะดวก  ดังนั้น พระองค์จึงแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน  เมื่อถึงเวลาค่ำก็ให้กองทหารกองเล็กซุ่มอยู่ทางด้านหน้า  ซึ่งเป็นทางหลักที่พระมหาอุปราชาและพระสังกทัต ใช้เป็นเส้นทางเข้าตีมาก่อนแล้ว  และให้กองทหารกองใหญ่ ไปวางกำลังอยู่ที่เส้นทางที่ตรวจพบใหม่  กองทัพไทยทั้งสองกองซุ่มอยู่ตลอดคืน จนถึงเวลาสี่นาฬิกา  พระองค์จึงให้กองทหารกองเล็ก ยิงปืนโห่ร้อง แสดงอาการว่าจะเข้าตีเมืองทางด้านนั้น  ชาวเมืองคังเข้าใจว่า ข้าศึกจะยกเข้าตีหักเอาเมืองทางด้านนั้น เหมือนเช่นครั้งก่อน  และด้วยเป็นเวลามืด มองไม่เห็นข้าศึกว่ามีมากน้อยเพียงใด  ก็พากันมารบพุ่งต้านทางในด้านนั้น  เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่า การต้านทานเมืองคัง ได้ทุ่มเทไปทางด้านนั้นหมดแล้ว  ก็สั่งให้กองกำลังส่วนใหญ่ ที่ซุ่มคอยอยู่ที่เส้นทางใหม่ เข้าตีหักเอาเมืองคังได้เมื่อเวลาเช้า  จับได้ตัวเจ้าฟ้าเมืองคังมาถวายพระเจ้าหงสาวดี
            พระเจ้าหงสาวดีหมายมั่นที่จะให้การเข้าตีเมืองคัง  เป็นผลงานของพระมหาอุปราชา  แต่ผลงานกลับเป็นของสมเด็จพระนเรศวร  ผลสำเร็จในการปฎิบัติการยุทธของสมเด็จพระนเรศวรครั้งนี้  เพราะพระปรีชาสามารถ ที่ทรงใช้หลักการสงคราม มาประยุกต์ใช้ในการปฎิบัติจริงอย่างได้ผล  เมื่อพระองค์เสด็จกลับมากรุงศรีอยุธยาแล้ว  ก็ได้ทรงปรับปรุงกองทัพ  และเตรียมการณ์ต่าง ๆ ไว้พร้อมที่จะรับสถานการณ์ในอนาคตโดยมิได้ประมาท
   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:32:05  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1169389999.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ทรงประกาศอิสรภาพ
เมื่อปี พ.ศ. 2126  พระเจ้าอังวะเป็นกบฎ  เนื่องจากไม่พอใจทางกรุงหงสาวดีอยู่หลายประการ  จึงแข็งเมือง พร้อมกับเกลี้ยกล่อมเจ้าไทยใหญ่อีกหลายเมืองให้แข็งเมืองด้วย  พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจึงยกทัพหลวงไปปราบ  ในการณ์นี้ได้สั่งให้เจ้าเมืองแปร  เจ้าเมืองตองอู และเจ้าเมืองเชียงใหม่  รวมทั้งทางกรุงศรีอยุธยาด้วย  ให้ยกทัพไปช่วย  ทางไทย  สมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปแทน สมเด็จพระนเรศวรยกทัพออกจากเมืองพิษณุโลก เมื่อวันแรม 6 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม พ.ศ. 2126  พระองค์ยกทัพไทยไปช้า ๆ เพื่อให้การปราบปรามเจ้าอังวะเสร็จสิ้นไปก่อน  ทำให้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงแคลงใจว่า  ทางไทยคงจะถูกพระเจ้าอังวะชักชวนให้เข้าด้วย  จึงสั่งให้พระมหาอุปราชา คุมทัพรักษากรุงหงสาวดีไว้  ถ้าทัพไทยยกมาถึงก็ให้ต้อนรับ และหาทางกำจัดเสีย  และพระองค์ได้สั่งให้พระยามอญสองคน คือ พระยาเกียรติและพระยาราม  ซึ่งมีสมัครพรรคพวกอยู่ที่เมืองแครงมาก และทำนองจะเป็นผู้คุ้นเคยกับสมเด็จพระนเรศวรมาแต่ก่อน  ลงมาคอยต้อนรับทัพไทยที่เมืองแครง  อันเป็นชายแดนติดต่อกับไทย  พระมหาอุปราชาได้ตรัสสั่งเป็นความลับว่า  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไป  ถ้าพระมหาอุปราชายกเข้าตีด้านหน้าเมื่อใด  ให้พระยาเกียรติและพระยาราม  คุมกำลังเข้าตีกระหนาบทางด้านหลัง  ช่วยกันกำจัดสมเด็จพระนเรศวรเสียให้จงได้  พระยาเกียรติกับพระยาราม  เมื่อไปถึงเมืองแครงแล้ว ได้ขยายความลับนี้แก่พระมหาเถรคันฉ่อง  ผู้เป็นอาจารย์ของตน ทุกคนไม่มีใครเห็นดีด้วยกับแผนการของพระเจ้ากรุงหงสาวดี  เพราะมหาเถรคันฉ่องกับสมเด็จพระนเรศวร  เคยรู้จักชอบพอกันมาก่อน
            กองทัพไทยยกมาถึงเมืองแครง เมื่อวันขึ้น 1 ค่ำ  เดือน 6 ปีวอก พ.ศ. 2127  โดยใช้เวลาเดินทัพเกือบสองเดือน  กองทัพไทยตั้งทัพอยู่นอกเมือง  เจ้าเมืองแครงพร้อมทั้งพระยาเกียรติกับพระยารามได้มาเฝ้า ฯ  สมเด็จพระนเรศวร จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหาเถรคันฉ่อง  ซึ่งคุ้นเคยกันดีมาก่อน  พระมหาเถรคันฉ่องมีใจสงสาร จึงกราบทูลถึงเรื่องการคิดร้ายของทางกรุงหงสาวดี  แล้วให้พระยาเกียรติกับพระยาราม กราบทูลให้ทราบตามความเป็นจริง  เมื่อพระองค์ได้ทราบความโดยตลอดแล้ว  ก็ทรงมีพระดำริเห็นว่า  การเป็นอริราชศัตรูกับกรุงหงสาวดีนั้น ถึงกาลเวลาที่จะต้องเปิดเผยต่อไปแล้ว จึงได้มีรับสั่งให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง กรมการเมือง เจ้าเมืองแครงรวมทั้งพระยาเกียรติพระยาราม และทหารมอญมาประชุมพร้อมกัน  แล้วนิมนต์พระมหาเถรคันฉ่อง และพระสงฆ์มาเป็นสักขีพยาน  ทรงแจ้งเรื่องให้คนทั้งปวงที่มาชุมนุม  ณ  ที่นั้นทราบว่า  พระเจ้าหงสาวดีคิดประทุษร้ายต่อพระองค์  จากนั้นพระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำลงสู่แผ่นดินด้วยสุวรรณภิงคาร (พระน้ำเต้าทองคำ)  ประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินว่า
            "ด้วยพระเจ้าหงสาวดี  มิได้อยู่ในครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี  เสียสามัคคีรสธรรม  ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา  ตั้งแต่นี้ไป  กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดี  มิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันดุจดังแต่ก่อนสืบไป"
            จากนั้นพระองค์ได้ตรัสถามชาวเมืองแครงว่าจะเข้าข้างฝ่ายใด  พวกมอญทั้งปวงต่างเข้ากับฝ่ายไทย  สมเด็จพระนเรศวรจึงให้จับเจ้าเมืองกรมการพม่า  แล้วเอาเมืองแครงเป็นที่ตั้งประชุมทัพ  เมื่อจัดกองทัพเสร็จ ก็ทรงยกทัพจากเมืองแครง ไปยังเมืองหงสาวดี  เมื่อวันแรม 3 ค่ำ เดือน 6
            ฝ่ายพระมหาอุปราชาที่อยู่รักษาเมืองหงสาวดี  เมื่อทราบว่าพระยาเกียรติ พระยารามกลับไปเข้ากับสมเด็จพระนเรศวร  จึงได้แต่รักษาพระนครมั่นอยู่  สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพข้ามแม่น้ำสะโตงไปใกล้ถึงเมืองหงสาวดี  ได้ทราบความว่า  พระเจ้ากรุงหงสาวดีมัชัยชนะได้เมืองอังวะแล้ว  กำลังจะยกทัพกลับคืนพระนคร  พระองค์เห็นว่าสถานการณ์ครั้งนี้ไม่สมคะเน  เห็นว่าจะตีเอาเมืองหงสาวดีในครั้งนี้ยังไม่ได้  จึงให้กองทัพแยกย้ายกันเที่ยวบอกพวกครัวไทย  ที่พม่ากวาดต้อนไปแต่ก่อน ให้อพยพกลับบ้านเมือง  ได้ผู้คนมาประมาณหมื่นเศษ  ให้ยกล่วงหน้าไปก่อน  พระองค์ทรงคุมกองทัพยกตามมาข้างหลัง
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:33:19  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ฝ่ายพระมหาอุปราชาทราบข่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรกวาดต้อนคนไทยกลับ  จึงได้ให้สุรกรรมาเป็นกองหน้า
พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวง  ยกติดตามกองทัพไทยมา  กองหน้าของพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง  ในขณะที่ฝ่ายไทยได้ข้ามแม่น้ำไปแล้ว  และคอยป้องกันมิให้ข้าศึกข้ามตามมาได้  ได้มีการต่อสู้กันที่ริมฝั่งแม่น้ำ  สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนนกสับยาวเก้าคืบ  ยิงถูกสุรกรรมา  แม่ทัพหน้าพม่าตายบนคอช้าง  กองทัพของพม่าเห็นแม่ทัพตาย ก็พากันเลิกทัพกลับไป  เมื่อพระมหาอุปราชาแม่ทัพหลวงทรงทราบ จึงให้เลิกทัพกลับไปกรุงหงสาวดี
            พระแสงปืนที่ใช้ยิงสุรกรรมาตายบนคอช้างนี้ได้นามปรากฎต่อมาว่า  "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง"  นับเป็นพระแสงอัษฎาวุธ  อันเป็นเครื่องราชูปโภค  ยังปรากฎอยู่จนถึงทุกวันนี้
            เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงเมืองแครง  ทรงดำริว่าพระมหาเถรคันฉ่องกับพระยาเกียรติพระยารามได้มีอุปการะมาก  สมควรได้รับการตอบแทนให้สมแก่ความชอบ จึงทรงชักชวนให้มาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา  พระมหาเถรคันฉ่องกับพระยามอญ  ที้งสองก็มีความยินดี  พาพรรคพวกสเด็จเข้ามาด้วยเป็นอันมาก  ในการยกกำลังกลับครั้งนี้  สมเด็จพระนเรศวรทรงเกรงว่า ข้าศึกอาจยกทัพตามมาอีก  ถ้าเสด็จกลับทางด่านแม่ละเมา  มีกองทัพของนันทสูราชสังครำตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร  จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง  พระองค์จึงรีบสั่งให้พระยาเกียรติ พระยาราม  นำทัพเดินผ่านหัวเมืองมอญลงมาทางใต้  มาเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์
            เมื่อกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว  สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่พวกมอญที่สวามิภักดิ์  ทรงตั้งพระมาหาเถรคันฉ่องเป็นพระสังฆราชา ที่สมเด็จอริยวงศ์  และให้พระยาเกียรติ พระยารามมีตำแหน่งยศ  ได้พระราชทานพานทอง  ควบคุมมอญที่เข้ามาด้วย  ให้ตั้งบ้านเรือนที่ริมวัดขมิ้น  และวัดขุนแสนใกล้วังจันทร์ของสมเด็จพระนเรศวร  แล้วทรงมอบการทั้งปวงที่จะตระเตรียมต่อสู้ข้าศึก  ให้สมเด็จพระนเรศวรทรงบังคับบัญชาสิทธิขาดแต่นั้นมา
   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:33:58  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


เมื่อสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพแล้ว  งานขั้นต่อไปของพระองค์คือ  การปราบปรามศัตรูของไทยที่อยู่ทางภาคเหนือ  พระองค์จึงเสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก  บรรดาพวกไทยใหญ่ได้เข้ามาพึ่งพระบารมีเป็นจำนวนมาก  พม่าได้ส่งนันทสูราชสังครำ  ซึ่งมีกำลังกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรอยู่ก่อนแล้ว ถือสาส์นมาขอตัวพวกไทยใหญ่ดังกล่าวคืน  แต่พระองค์ได้ปฏิเสธไปด้วยเหตุผลว่า
            "ธรรมดาพระมหากษัตริย์ประเทศอิสระ  เมื่อชาวต่างชาติต่างภาษาหนีร้อนมาพึ่งเย็น ต้องรับไว้ไม่มีเยี่ยงอย่างที่ไหนที่จะต้องส่งตัวคืน"
            พระองค์ได้สั่งให้พระไชยบุรี กับพระศรีถมอรัตน์  ซึ่งเคยรบชนะเขมรมาด้วยกันที่ไชยบาดาล  เป็นแม่ทัพหน้า  ยกกำลังไปกำแพงเพชร  แต่ยังไม่ทันถึง  นันทสูราชสังครำทราบเรื่องก็เกรงกลัว  รีบถอนทัพกลับกรุงหงสาวดี  โดยที่ยังไม่ได้มีการปะทะกันรุนแรง  คงมีแต่เพียงประปรายเท่านั้น
            ฝ่ายเจ้าผู้ครองเมืองฝ่ายเหนือ เช่น พระยาสวรรคโลก และพระยาพิชัย (อุตรดิตถ์)  ยังมีความเกรงกลัวพม่าอยู่  เห็นว่าทางสมเด็จพระนเรศวรยังมีกำลังรี้พลน้อย  เกรงว่าจะสู้พม่าไม่ได้  จึงคิดเอาตัวรอด ไม่ยอมยกไปรบกับนันทสูราชสังครำตามคำสั่งเกณฑ์  เมื่อพระยาทั้งสองได้รับสั่งแล้ว ก็คิดการกบฎ โดยเกณฑ์ไพร่พลเมืองสวรรคโลกและเมืองพิชัย ตลอดจนชาวเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ไปรวมกำลังตั้งมั่นแข็งเมืองอยู่ที่เมืองสวรรคโลก  คอยท่าทัพพม่าหรือทัพเชียงใหม่ยกลงมาช่วย
   ความเห็นที่ 7 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:35:04  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1169390136.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงทราบ  จึงให้กองทัพไทยที่ยกติดตามนันทสูราชสังครำซึ่งอยู่ที่เมืองตาก  ให้เลิกติดตามตีพม่า  และให้ยกมาทางบ้านด่านลานหอย  เมื่อมาถึงเมืองสุโขทัยก็ให้ตั้งทัพอยู่ข้างวัดศรีชุม  พระองค์มีพระราชดำริว่า  คนไทยยังไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  และยังมีความเกรงกลัวพม่าอยู่มาก  พระองค์จึงคิดที่จะดำเนินการปลุกปลอบ และปลูกฝังจิตใจให้คนไทยฮึกเหิมเลิกกลัวพม่า  จึงได้มีรับสั่งตั้งพิธี  "ศรีสัจปานการ"  ขึ้น  พิธีนั้นมีโดยย่อคือ  ตักน้ำตระพังโพยศรี  ซึ่งนับถือกันว่า  เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์  ครั้งสมเด็จพระร่วง มาทำพิพัฒน์สัตยา  ให้นายทัพนายกองตลอดจนไพร่พล ถือน้ำทำสัตย์สัญญาว่า  จะต่อสู้ข้าศึก กู้บ้านเมืองไทยให้ได้เป็นอิสรภาพให้จงได้  จากนั้นจึงได้ยกทัพไปล้อมเมืองสวรรค์โลกไว้  บอกให้พระยาทั้งสองออกมาสารภาพผิดเสียโดยดี จะทรงพระกรุณายกโทษให้  แต่พระยาทั้งสองไม่เชื่อฟัง  พระองค์จึงสั่งให้กองทัพเข้าตีเมืองอยู่สามยก  จึงเข้าเมืองได้  ยกแรก ให้กองทัพเข้าตีเมืองทางด้านเหนือ และด้านตะวันตกพร้อมกัน  เพื่อจะเข้าทางประตูสามเกิด  ประตูเตาหม้อ และประตูสพานจันทร  แต่เข้าไม่ได้  เนื่องจากเชิงเทินกำแพงเมืองนี้ได้  สร้างไว้อย่างดีตั้งแต่ครั้งสมัยพ่อขุนรามคำแห่งมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย  ยกที่สอง  ได้ให้พระยาไชยบุรี  หลวงธรรมไตรโลก  ขุนราชวรินทร  ขุนอินทรเดช  คุมพลเข้าปล้นเมืองทางประตูดอนแหลม  แต่ไม่เป็นผล  ดังนั้น พระองค์จึงให้ปลูกเชิงเทิน ให้สูงเท่ากำแพงเมือง  แล้วนำปืนใหญ่ขึ้นตั้งบนเชิงเทินยิงเข้าไปในเมือง  จนพวกที่ต่อสู้ป้องกันเมืองเกิดระส่ำระสาย  จากนั้นจึงให้เผาประตูเมืองด้านใต้พังทลายลง  จึงยกกำลังเข้าเมืองได้  จับตัวพระยาทั้งสองไว้  แล้วให้ประหารชีวิตเสียทั้งสองคน
            พระองค์ทรงประมาณสถานการเห็นว่า  กองทัพพม่าจะต้องยกเข้ามาตีเมืองไทยในระยะต่อไป  ทางฝ่ายไทยจะต้องเตรียมรับมือพม่านับแต่บัดนั้น  พระองค์จึงได้ให้อพยพผู้คนเมืองเหนือทั้งปวง มารวมกัน  เพื่อต่อสู้พม่า โดยรวมกำลังไว้ที่กรุงศรีอยุธยา  เพื่อใช้เป็นที่มั่นต่อสู้ข้าศึกแต่เพียงแห่งเดียว ให้มีกำลังเป็นปึกแผ่น  เนื่องจากขณะนั้น ไทยยังอยู่ในสภาพที่บอบช้ำ  พม่ากวาดต้อนผู้คนพลเมืองไปมาก  กำลังไพร่พลมีน้อย  ทั้งบรรดาเมืองเหนือและตัวเมืองหลวงเอง  ทำให้ไทยไม่สามารถจะรักษาดินแดนอันกว้างใหญ่ได้อย่างทั่วถึง  กำลังในการป้องกัน ก็กระจายกันออกไป เกิดความอ่อนแอไปทั่วทุกแห่ง  ด้วยแนวทางดังกล่าว  จึงต้องปล่อยให้เมืองเหนือไว้ร้างชั่วคราว
   ความเห็นที่ 8 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:35:36  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1169390164.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

เมื่อพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเห็นว่าไทยแข็งเมือง  แต่คงยังไม่พร้อมที่จะทำสงครามได้  จึงจัดให้พระยาพสิม  ผู้เป็นพระเจ้าอาว์  ยกกองทัพมีกำลังประมาณสามหมื่นคน  เข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ในขณะเดียวกัน ก็ให้พระเจ้าเชียงใหม่  ผู้เป็นอนุชา ยกทัพมีกำลังประมาณหนึ่งแสนคน ยกมาทางเรือ  ให้ทั้งสองกองทัพมาสมทบกันที่กรุงศรีอยุธยา แล้วจึงเข้าตีกรุงศรีอยุธยาพร้อมกัน
            พระนเรศวรทรงทราบว่าข้าศึกยกเข้ามาสองทาง  จึงได้จัดพลอาสาหัวเมืองฝ่ายเหนือเป็นกองทัพ ให้พระยาสุโขทัยเป็นนายทัพ  มีกำลังพลหมื่นเศษ  เป็นกำลังทางบก  พร้อมกับให้จัดกำลังทางเรือ ให้พระยาจักรีเป็นนายทัพ  มีพระยาพระคลังเป็นยกกระบัตร  ให้กองทัพทั้งสองนี้ เตรียมไว้สำหรับจะให้ไปรบพุ่งขัดขวางข้าศึก ถึงที่อื่นได้โดยเร็ว  และให้ขนย้ายเสบียงอาหาร  ให้ห่างข้าศึกที่จะยกมาทั้งสองทาง  แล้วกวาดต้นผู้คนเข้ามาไว้ในเมือง  เตรียมป้องกันกรุงศรีอยุธยา อย่างเข้มเข็งแน่นหนา
            เนื่องจากกองข้าศึกเข้ามาไม่พร้อมกัน  ในเดือนอ้าย กองทัพพระยาพสิมยกเข้ามาในแดนไทย ทางเมืองกาญจนบุรี แต่ทัพเดียว  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นโอกาสได้ดี  จึงมีรับสั่งให้พระยาจักรี  ยกกำลังทางเรือ ออกไปสกัดทัพข้าศึกที่ด่านสุพรรณบุรี  กองทัพพระยาพสิมยกมา หมายจะยึดเอาเมืองสุพรรณเห็นที่มั่น  ถูกกองทัพพระยาจักรีจู่โจมโดยใช้ปืนใหญ่ระดมยิง จนต้องถอยทัพไปตั้งอยู่บนดอนที่เขาพระยาแมน  คอยฟังข่าวกองทัพเชียงใหม่  ครั้งถึงวันขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ยกกำลังทางเรือจากกรุงศรีอยุธยา ไปทำพิธีเหยียบชิงชัยภูมิฟันไม้ข่มนาม  ที่ตำบลลุมพลี  แล้วเสร็จไปประทับที่ป่าโมก  แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ  ใช้เป็นที่ประชุม แล้วให้พระยาสุโขทัย คุมทัพบกเมืองเหนือเป็นกองหน้า  ยกกำลังไปช่วยพระยาจักรี เข้าตีทัพพระยาพสิม  พระองค์เสด็จเป็นทัพหลวง  ไปตั้งอยู่ที่ตำบลสามขนอน  แขวงเมืองสุพรรณบุรี  กองทัพพระยาสุโขทัยได้รบพุ่งกับกองทัพหน้าของพระยาพสิม จนแตกพ่ายถอยออกไปพ้นเขตกาญจนบุรี และถอยกลับไปพม่า ในที่สุด  ฝ่ายไทยจับ ช้าง ม้าของข้าศึกมาได้เป็นจำนวนมาก
            ส่วนกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่ยกมาทางเหนือนั้น  ได้ยกลงมาถึงปากน้ำโพ  หลังจากที่กองทัพพระยาพสิมแตกไปได้ประมาณ 15 วัน  เมื่อเห็นว่าไม่มีการต่อต้านจากฝ่ายไทย  จึงได้ยกทัพล่วงลงมาถึงปากน้ำบางพุทรา  แขวงเมืองพรหมบุรี  โดยที่ไม่ทราบว่ากองทัพพระยาพสิมแตกไปแล้ว
            ฝ่ายไทย เมื่อโจมตีกองทัพพระยาพสิมแตกกลับไปแล้ว  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้ทรงยกทัพหลวงขึ้นไปตั้งอยู่ที่บ้านชะไว  แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ  แล้วให้พระราชมนูเป็นนายทัพ ขุนรามเดชะเป็นยกกระบัตร  คุมกองกำลังขนาดเล็ก ประกอบด้วยทหารราบ 3,000 ยกขึ้นไปขัดขวางการปฏิบัติการของกองทัพเชียงใหม่  โดยจัดกองโจรออกทำลายข้าศึก  ที่เที่ยวลาดตระเวณหาเสบียงอาหาร  และปฏิบัติการแบบกองโจร รบกวนขัดขวางข้าศึกอยู่ตลอดเวลา  จนกองทัพเชียงใหม่ต้องถอยกลับไปที่เมืองชัยนาท  ต่อมาเมื่อพระเจ้าเชียงใหม่ทราบข่าวว่า  กองทัพพระยาพสิมแตกกลับไปแล้ว  เห็นจะทำการต่อไปไม่สำเร็จจึงถอยทัพกลับไป


| หน้าต่อไป | บน |

   ความเห็นที่ 9 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:36:04  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1169391209.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ภาพจากคำบอกเล่าของชาวเมืองสองแคว(พิษณุโลก) ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ท่านทรงเป็นประธานการชำระประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา โดยทำในสมัย ร.5
ท่านทรงให้จิตรกรวาดเพื่อเป็นข้อมูลที่ใกล้เคียงที่สุด
(สมัยพระนเรศวรนับจากสมัย ร.5 ก็ราวๆ ไม่ถึง 100 ปี ถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือนสมัยเราห่างจากสมัย ร.5 ซึ่งยังมีเค้าโครงความเป็นมายังพอชัดเจนอยู่มาก)
   ความเห็นที่ 10 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:53:29  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1169391588.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

สังเกตจากเค้าโครงพระฉายาลักษณ์ จะคล้ายคลึงกับแบบที่นำมาจัดทำเหรียญสู้
   ความเห็นที่ 11 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 21 - ม.ค. - 50  เวลา 21:59:48  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


  ยอดเยี่ยมทั้งภาพ และประวัติศาสตร์ครับ
   ความเห็นที่ 12 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 22 - ม.ค. - 50  เวลา 00:54:28  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอบคุณมากครับพี่มังกร ที่นำประวัติศาตร์และพระมหากษัตริย์แห่งความภาคภูมิใจของชาวไทยทุกคนมาให้อ่านกันครับ
   ความเห็นที่ 13 โดยคุณ : da_p05 วันที่ : 22 - ม.ค. - 50  เวลา 10:23:53  ,ip :124.157.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


นับว่าเป็นเรื่องแปลกและบังเอิญจริง ๆ ครับ  ในขณะที่ผมกำลังอ่านกระทู้นี้อยู่ ก็มีบุรุษไปรษณีนำพัสดุมาส่ง พอเปิดดูปรากฎว่าเป็นพระปางลีลาพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งนเรศวร ปี 2507 ที่ผมอยากได้พอดีเลยครับ เป็นของขวัญที่คุณนพ จากพิษณุโลกมอบให้ครับ ทำให้ผมรู้ถึงบุญบารมีของพระองค์ท่านเลยครับ ท่านมาในจังหวะที่พอดีจริง ๆ ครับ 
   ความเห็นที่ 14 โดยคุณ : da_p05 วันที่ : 22 - ม.ค. - 50  เวลา 12:03:43  ,ip :124.157.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอบคุณครับทุกท่าน

(อยากเห็นภาพพระปางลีลาฯ ถ้าสะดวกเมื่อไหร่ รบกวนนำมาลงให้ชมบ้างนะครับ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรครับ)
   ความเห็นที่ 15 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 22 - ม.ค. - 50  เวลา 12:32:13  ,ip :203.144.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


สวัสดีครับพี่มังกร ได้เลยครับพอดีผมเพิ่งได้รับพระเมื่อตอนสายวันนี้เองครับเดี๋ยวถ่ายภาพแล้วจะลงให้ชมครับ
   ความเห็นที่ 16 โดยคุณ : da_p05 วันที่ : 22 - ม.ค. - 50  เวลา 12:54:33  ,ip :124.157.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



          ได้ความรู้มากมายเลยครับ  ขอบคุณครับพี่
   ความเห็นที่ 17 โดยคุณ : niwat วันที่ : 22 - ม.ค. - 50  เวลา 13:06:18  ,ip :58.136.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอบคุณครับทุกท่าน
   ความเห็นที่ 18 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 23 - ม.ค. - 50  เวลา 11:41:12  ,ip :203.144.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


สุดยอดครับ
   ความเห็นที่ 19 โดยคุณ : shark วันที่ : 23 - ม.ค. - 50  เวลา 11:41:32  ,ip :202.29.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1218090955.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

มีโอกาส อยากให้ไปสัการะ พระองค์ท่าน เห็นเค้าว่ากันว่า ที่วัดวรเชษฐ์ (นอกเกาะ) มีพระเจดีย์ของ 4 พระองค์คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรศและพระมเหสี และสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาค่ะ ไปสักครั้งแล้วจะสัมผัสได้ถึงเดชะพระบารมีของพระองค์ท่านค่ะ ถ้าไม่มีท่านคอยปกป้อง คงไม่มีแผ่นดินไทยให้ลูกหลานอย่างเราๆ จนทุกวันนี้
   ความเห็นที่ 20 โดยคุณ : holy วันที่ : 07 - ส.ค. - 51  เวลา 13:35:55  ,ip :202.57.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.