อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
ครูบาเจ้าศรีวิไชยตนบุญแห่งล้านนา

Warning: getimagesize(images/board/3_1170224640.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ประวัติครูบาศรีวิไชย
        ครูบาศรีวิไชย นักบุญแห่งล้านนา หรือที่ชาวล้านนาเรียกกันว่า “ตุเจ้าตนบุญ” หรือ “พระนักบุญ” นั่นเอง อันหมายถึง พระสงฆ์ผู้มีบุญ ซึ่งครูบาศรีวิไชยเป็นพระที่ชาวไทยล้านนาให้การเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ตัวท่านเองนั้นได้ปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับลูกศิษย์อยู่เสมอ เนื่องจากท่านเป็นพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านจึงไม่ยึดติดในวัตถุท่านมุ่งปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด  ครูบาศรีวิไชยได้อุทิศทั้งชีวิตให้กับพระพุทธศาสนานอกจากจะศึกษาพระธรรมและอบรมสั่งสอนประชาชนแล้ว ท่านยังเป็นพระนักพัฒนาทั้งพัฒนาศาสนสถานต่างๆ ถนนหนทาง หรือแม้แต่สะพาน ทั้งในจังหวัดลำพูน และจังหวัดใกล้เคียง โดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่เคยเรียกร้องหรือเรี่ยไรปัจจัยจากประชาชนเลยแม้แต่น้อย หากแต่ประชาชนได้ร่วมแรงร่วมใจและช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่ ด้วยบารมีและเมตตาแห่งตัวท่าน ทำให้สาธารณะสถานต่างๆ กว่า 200 แห่งทั่วภาคเหนือสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
        บิดาของครูบาศรีวิไชยชื่อว่า นายควาย เป็นหลานของหมื่นผาบ หมอคล้องช้างของเจ้าหลวงดาราดิเรกฤทธิ์ไพโรจน์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ ๗ ที่มาคล้องช้างที่บ้านปาง ส่วนมารดาชื่อ นางอุสา เป็นลูกของพ่อหนานไจยา อยู่แขวงเมืองลี้ นายควายได้ไปสู่ขอนางอุสามาอยู่กินเป็นสามีภรรยา จนเกิดบุตรชายหญิงด้วยกัน ๕ คน คือ นายอินทร์ไหว  นางอวน  นายอินตาเฟือน (ครูบาศรีวิไชย)  นางแว่นและนายทา โดยก่อนที่นางอุสาจะคลอดบุตรคนที่ 3 นั้น คืนหนึ่งนางอุษาได้ฝันว่า ได้เข้าไปในป่าลึกเห็นต้นโพธิ์ใหญ่มากต้นหนึ่ง อันมีกิ่งใบทอดเป็นร่มกว้างเต็มไปหมด ดูแล้วทำให้เพลิดเพลินอารมณ์ เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจเสียนี่กระไร เหมือนโลกนี้ทั้งโลกมารวมกันอยู่ ณ จุดนี้เป็นบรรยากาศที่ดูอบอวลเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตาซึ่งกันและกัน นับตั้งแต่นั้นมา นางอุษาก็มีอาการตั้งครรภ์บุตรคนที่ 3 ขึ้นมาแล้ว พอครบกำหนดเวลาใกล้คลอดขณะที่นางอุษาเจ็บท้อง จวนจะให้กำเนิดนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาไทย เวลานั้นเป็นเวลาพระอาทิตย์คล้อยต่ำลง นายควายพร้อมด้วยญาติพี่น้องและแม่หมอตำแย ต่างก็เอาใจใส่ เพื่อให้นางอุษาบรรเทาอาการเจ็บปวด  ทันใดนั้นท้องฟ้าที่สว่างโล่ง กลับวิปริตมืดครึ้มไปหมด พายุพัดกระหน่ำพาเอาสายฝนเทลงโครมครามจากฟากฟ้า เสียงฟ้าร้องคำรณคำราม สนั่นอสุนีบาตฟาดลงมาสะเทือนไปทั่ว ทันใดนั่นแผ่นดินก็ไหวสั่นกระท่อมน้อยหลังนั้นโอนเอียงไปมา ในวินาทีนั้นทารกน้อย ก็ได้คลอดออกมา พร้อมกับอัศจรรย์ยิ่ง พายุ เสียงฟ้าร้องสายฝน และแผ่นดินไหว ทุกเหตุการณ์อันประหลาดก็หยุดลง ถึงกับคนในที่นั้นต่างก็ตลึงนิ่งอึ้งกัน ไปพักใหญ่ เวลานั้นพลบค่ำพอดี วันนั้นตรงกับพุทธศักราช 2420 วันอังคารที่ 11 ปีขาล เดือน 9 เหนือ (เดือน 7 ใต้) ขึ้น 11 ค่ำ เวลาประมาณ 18-19 นาฬิกา อาศัยปรากฏการณ์อันวิปริตยิ่งนั้น ถือเป็นนิมิตอันเป็นมงคล ตั้งนามบุตรชายว่า "อินตาเฟือน" (ซึ่งหมายถึง การกำเนิดของท่าน เกิดปรากฏการณ์ให้สะเทือนสะท้านถึงองค์อมรินทร์บนสรวงสวรรค์) บางคนก็เรียกนามว่า "ฟ้าร้อง" ตามหลักพุทธพจน์ พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ถ้าพระโพธิสัตว์เจ้าจะอุบัติขึ้นมาในโลกจะต้องเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหว กรณีของท่านพระครูบาเจ้าศรีวิชัยนี้ ถ้าถือตามหลักพุทธพจน์แล้วพระครูบาเจ้า ท่านก็ต้องเป็นโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งที่อุบัติขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูบูรณะ ปฏิสังขรณ์พุทธสถานที่สำคัญๆ
ผู้โพสต์ : Punchai   วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:24:00   , ip : 222.123.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   



Warning: getimagesize(images/board/3_1170224680.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

      ในสมัยที่ครูบาศรีวิไชยหรือนายอินตาเฟือนยังเป็นเด็กอยู่นั้น หมู่บ้านที่ท่านอาศัยอยู่นั้นยังกันดารมาก มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาว ปกาเกอญอ(กะเหรี่ยง) ในช่วงนั้นบ้านปางยังไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งเมื่อนายอินตาเฟือนมีอายุได้ 17 ปีได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ครูบาขัติยะ (ชาวบ้านเรียกว่า ครูบาแข้งแขะ เพราะท่านเดินขากระแผลก) เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงบ้านปาง ชาวบ้านจึงนิมนต์ท่านให้อยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา ในช่วงนั้น นายอินตาเฟือนได้ฝากตัวเป็นศิษย์ ครั้นเมื่อนายอินตาเฟือนอายุได้ 18 ปี จึงเกิดความคิดวิตกขึ้นในใจว่า ชาตินี้เกิดมามีฐานะลำบากยากจน ต้องทรมานร่างกายด้วยการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพทั้งบิดามารดาและตนเอง ทั้งนี้เพราะบุพกรรมแต่ในอดีตที่มิได้ให้ทานรักษาศีลภาวนา การได้บวชบำเพ็ญภาวนาในพระพุทธศาสนาน่าจะเป็นผลบุญต่อไปในภายภาคหน้า ทั้งยังถือเป็นการตอบแทนพระคุณบิดามารดา ดังนั้นนายอินตาเฟือนจึงได้ขอลาบิดามารดาไปอยู่ที่วัดบ้านปาง เพื่อศึกษาเล่าเรียนและบวชเป็นสามเณรกับพระอาจารย์ขัติยะ จนเมื่ออายุได้ 21 ปี จึงได้อุปสมบทที่วัดบ้านโฮ่งหลวง จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสม สมฺโณ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้รับฉายาว่า สิริวิชโยภิกฺขุ มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิไชย ซึ่งบางครั้งก็พบว่าเขียนเป็น สรีวิไชย สีวิไช หรือ สรีวิชัย
        พระศรีวิไชยได้ศึกษาไสยศาสตร์ เวทมนต์คาถาจากครูแข้งแขะ โดยได้ยึดมั่นว่าเป็นของดีของวิเศษที่จะนำความสุขความเจริญมาให้ ท่านยังได้สักหมึกดำที่ขาทั้งสองข้างตามความเชื่อของลูกผู้ชายชาวล้านนาว่าจะช่วยให้อยู่ยงคงกระพัน ต่อมา ครูบาสม สมฺโณ ได้แนะนำให้พระศรีวิชัยไปนมัสการครูบาอุปละที่วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ครูบาอุปละได้เมตตาถ่ายทอดครองวัตรปฏิบัติวิชชาอาคมให้พระศรีวิชัยสมควรแก่ภูมิธรรมเป็นเวลา ๑ พรรษา จากนั้นจึงได้กราบลาครูอุปละไปศึกษาต่อกับครูบาวัดดอยคำและกลับมาศึกษาต่อกับครูบาสม สมฺโณที่วัดบ้านโฮ่งหลวง การได้ศึกษากับพระอาจารย์ ผู้เปี่ยมด้วยภูมิรู้และวัตรปฏิบัติ ทำให้ท่านเกิดความเข้าใจในพุทธศาสนาที่ถูกต้อง มีความมุ่งมั่นปฏิบัติในด้านกัมมัฏฐาน โดยละเลิกความสนใจทางด้านไสยศาสตร์ ด้วยเล็งเห็นว่ามิใช่หนทางแห่งความหลุดพ้น  แล้วท่านก็ได้อำลาอาจารย์ออกธุดงค์เพื่อจาริกปฏิบัติธรรมในป่าดงพงรกเพื่อหาความวิเวก เพราะท่านถือว่าความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบนั้นไม่มี ครั้นท่านได้ไปปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้กลับไปอยู่ที่วัดบ้านปาง  ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2441 เดือน 3 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู ท่านก็ได้เป็นประธานในการก่อสร้างวิหาร กุฏิและหอพระไตรปิฏกที่วัดบ้านปาง เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวก็มาช่วยกันร่วมแรงร่วมใจกันก่อสร้างจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จึงนับว่าเป็นผลงานพัฒนาชิ้นแรกของครูบาศรีวิไชย จนถึง พ.ศ. 2444 (อายุได้ 24 ปี พรรษาที่ 4) ครูบาขัติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป(บางท่านว่ามรณภาพ) ครูบาศรีวิไชยจึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส และเมื่อครบพรรษาที่ 5 ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง จากนั้นก็ได้ย้ายวัดไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดีโดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดศรีดอนไชยทรายมูล แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน
ครูบาศรีวิไชยเป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด โดยที่ท่านงดการเสพ หมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 26 ปี และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทเล็กน้อย บางทีก็ไม่ฉันข้าวทั้ง ๕ เดือน คงฉันเฉพาะลูกไม้หัวมันเท่านั้น นอกจากนี้ท่านยังงดฉันผักตามวันทั้ง ๗ คือ วันอาทิตย์ ไม่ฉันฟักแฟง, วันจันทร์ ไม่ฉันแตงโมและแตงกวา, วันอังคาร ไม่ฉันมะเขือ, วันพุธ ไม่ฉันใบแมงลัก, วันพฤหัสบดี ไม่ฉันกล้วย, วันศุกร์ ไม่ฉันเทา (อ่าน"เตา"-สาหร่ายน้ำจืดคล้ายเส้นผมสีเขียวชนิดหนึ่ง), วันเสาร์ ไม่ฉันบอน นอกจากนี้ผักที่ท่านจะไม่ฉันเลยคือ ผักบุ้ง ผักปลอด ผักเปลว ผักหมากขี้กา ผักจิก และผักเฮือด-ผักฮี้(ใบไม้เลียบอ่อน) โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดงดได้ การบำเพ็ญกัมมัฏฐานจะเจริญก้าวหน้า ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง ธาตุทั้ง ๔ จะเป็นปกติ ถ้าชาวบ้านงดเว้นแล้วจะทำให้การถือคาถาอาคมดีนัก
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:24:40  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1170224717.gif) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

การเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ในล้านนา
        หลังจากที่อาณาจักรล้านนาถูกรวมเข้ากับกรุงรัตนโกสินทร์โดยระบบการปกครองแบบมณฆล เชียงใหม่ถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงศูนย์กลางของมณฑลพายัพ ถึงแม้ทางส่วนกลางจะพยายามรวมทุกแว่นแคว้นเข้าเป็นไทยเดียวกัน แต่ล้านนายังคงเอกลักษณ์ทางด้านชีวิตความเป็นอยู่ไว้อย่างเหนียวแน่น ส่วนกลางพยายามจะลดบทบาทของล้านนาลงในทุกวิถีทาง เช่น ทางด้านการปกครอง ก็ส่งข้าหลวงจากส่วนกลางมาประจำมณฑลพายัพ ส่วนทางด้านศาสนา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จของตน โดยผ่านความคิดระบบครูกับอาจารย์ นอกจากนี้นิกายต่าง ๆ นั้น ยังเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติอีกด้วย เช่น นิกายเชียงใหม่ นิกายขืน นิกายยอง อีกด้วย เป็นต้น สำหรับครูบาเจ้าศรีวิชัยนั้นยึดถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกายยอง ซึ่งแพร่หลายในเขตบ้านโฮ่ง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มีธรรมเนียมที่ยึดถือคือ การนุ่งห่มที่เรียกว่า “กุมผ้าแบบรัดอก” สวมหมวกแขวนลูกปะคำ ถือไม้เท้าและพัด ซึ่งยึดธรรมเนียมมาแต่วัดดอยแต โดยอ้างว่าสืบวิธีการนี้มาจากลังกา ระบบการปกครองสงฆ์ในล้านนาที่เน้น “หัวหมวดอุโบสถ” หรือ “หัวหมวดวัด” เป็นระบบการปกครองของสงฆ์ล้านนาแต่เดิม พระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งจะมีวัดขึ้นอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่ง เรียกว่า “เจ้าหมวดอุโบสถ” คัดเลือกพระที่มีผู้เคารพนับถือและได้รับการยกย่องว่าเป็นครูบา ดังนั้นครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้น และอยู่ในตำแหน่งหัวหมวดพระอุปัชฌาย์ ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงมีสิทธิที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตของสงฆ์ล้านนา การที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมีสิทธิที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตการถือปฏิบัติมาแต่เดิมนั้นขัดกับพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ.2446) ในพระราชบัญญัตินี้ กำหนดว่า พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้ ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น โดยถือเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงนั้น ๆ เป็นผู้คัดเลือก และเมื่อคัดเลือกได้แล้ว จะนำชื่อเสนอเจ้าคณะผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯเพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป พระราชบัญญัติการปกครองสงฆ์ ร.ศ.121 เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ ในดินแดนล้านนานั้น สงฆ์ทั้งหลายไม่ว่าจะสายในก็ตาม ต่างมีความคิดต่อเรื่องนี้แตกต่างกันออกไป โดยแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1.  สงฆ์ที่ยอมรับอำนาจของสงฆ์กรุงเทพฯอย่างเต็มรูป เป็นสงฆ์ที่ได้รับการแต่งตั้ง มีตำแหน่งและสมณศักดิ์ ให้อยู่ในฐานะผู้ปกครองสงฆ์ในท้องถิ่น ดูแลสอดส่งพฤติกรรมของสงฆ์ท้องถิ่นให้ปฏิบัติตามระเบียบที่ตราไว้
2. สงฆ์ที่มีลักษณะประนีประนอมกับกรุงเทพฯ เป็นฝ่ายที่มิได้แสดงปฏิกิริยาคัดค้านหรือสนับสนุน อาจไม่พอใจแต่ก็ไม่ต่อต้าน
3. สงฆ์กลุ่มต่อต้านกรุงเทพฯ พระสงฆ์กลุ่มนี้ ไม่ยอมปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ของกรุงเทพฯ
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:25:17  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


********* คำเตือน...ตั้งแต่นี้ไปจะเป็นบทความที่เรียกน้ำตาและความตื้นตันใจของท่านผู้อ่าน....กรุณาเตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้ซับน้ำตาด้วย... ************
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:26:24  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ความขัดแย้งของคณะสงฆ์ในล้านนา
        เริ่มจากครูบามหารัตนากร เจ้าคณะแขวงลี้ กับหนานบุญเติง นายอำเภอลี้ ได้เรียกครูบาเจ้าศรีวิชัยไปสอบสวน เกี่ยวกับกรณีที่ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตร โดยไม่ได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติ ในขณะนั้นพระครูญาณมงคล(ปัญญา) เป็นเจ้าคณะเมืองนครลำพูน กรณีนี้ได้สร้างปมยุ่งยากให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยในเวลาต่อมา เพราะท่านไม่ยอมขึ้นกับส่วนกลาง ยังยึดถือขนบปฏิบัติแบบล้านนาอยู่ ทำให้ถูกเพ่งเล็งจากส่วนกลาง เนื่องจากเป็นพระที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านสูง นำไปสู่การต้องอธิกรณ์  ซึ่งสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 ช่วง เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี

การถูกต้องโทษอธิกรณ์
ครูบาศรีวิไชยในฐานะที่ท่านเป็นพระที่ยึดถือและปฎิบัติตามแบบของสงฆ์ล้านนาดังเดิม อีกทั้งท่านยังเป็นพระนักพัฒนาที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมากที่สุด เป็นเหตุให้ท่านต้องถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นาๆ ทั้งจากพระด้วยกันเองหรือแม้แต่ชนชั้นปกครองก็ยังให้ร้ายท่าน แต่เนื่องด้วยบารมีและศรัทธาที่แรงกล้าของท่านทำให้ครูบาศรีวิไชยรอดพ้นข้ออธิกรณ์มาได้ถึง 3 ครั้งด้วยกัน

อธิกรณ์ระยะแรก (พ.ศ.2451-2453)
ครูบาศรีวิไชยถูกกล่าวหาว่า ตั้งตนเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน โดยไม่มีการแต่งตั้งจากทางการ เนื่องเพราะผู้ที่จะเป็นพระอุปัชฌาย์ได้นั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบ และได้รับการอนุญาตจากเจ้าคณะแขวงและนายอำเภอก่อน แต่การอนุญาตอย่างเป็นทางการนั้นกลับถูกกลั่นแกล้ง หน่วงเหนี่ยวทำให้ล่าช้า ทำให้คนที่มีอายุครบบวชต้องเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ครูบาศรีวิไชยเห็นว่าบุคคลที่ประสงค์จะเข้ามาบวชนั้น แต่ละสายถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทั้งนั้น และมีความตั้งใจที่จะบวชเรียนในพระพุทธศาสนา ดังนั้นครูบาศรีวิไชยจึงได้ตัดสินใจบวชเองก่อนที่วันเข้าพรรษาจะมาถึง
จากการที่ครูบาศรีวิไชยได้ทำการละเมินกฎของสงฆ์ นายอำเภอลี้จึงได้นำตำรวจเข้าควบคุมตัวครูบาศรีวิไชยจากวัดบ้านปางไปกักตัวไว้ที่วัดของเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้เป็นเวลา 4 วันกับ 4 คืน ก่อนที่จะส่งไปให้เจ้าคณะจังหวัดลำพูนพิจารณาโทษ ครูบาศรีวิไชยได้ให้เหตุไปตามความจริง ว่าที่ทำไปนั้นทำไปด้วยความบริสุทธิ์ เนื่องด้วยจารีตสงฆ์แบบล้านนาตั้งเดิมนั้นได้ให้ความสำคัญต่อระบบหมวดอุโบสถ หรือระบบหัวหน้าวัด ซึ่งมีการปกครองในระบบอุปัชฌาย์ โดยพระอุปัชฌาย์องค์หนึ่งจะมีวัดอยู่ในความดูแล 10-30 วัด เรียกกันว่า เจ้าหมวดอุโบสถ ซึ่งจะทำการเลือกพระอุปัชฌาย์มาจากพระสงฆ์ที่มีผู้เคารพนับถือและเป็นที่เลื่อมใสของประชาชนมาทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ดังนั้นครูบาศรีวิไชยจึงมีสิทธิที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตสงฆ์แบบล้านนาดั่งเดิมได้ จากคำให้การของครูบาศรีวิไชยจึงทำให้ท่านพ้นจากข้ออธิกรณ์ไปได้
หลังจากนั้นเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้จึงได้มีคำสั่งเรียกเจ้าอาวาสและพระสงฆ์ทุกวัดที่อยู่ในแขวงการปกครองไปประชุมเพื่อรับทราบและทำความเข้าใจในพระราชบัญญัติสงฆ์ ครูบาศรีวิไชยในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปางก็ได้รับคำสั่งเช่นเดียวกัน แต่เป็นช่วงที่ครูบาศรีวิไชยอยู่ในระหว่างปฏิบัติวิปัสนากัมมัฎฐานอยู่ ทำให้ท่านลืมวันประชุมและไม่ได้เข้าร่วมประชุมตามกำหนด บรรดาพระลูกวัดเห็นอาจารย์เจ้าคณะหมวดไม่ไปก็ไม่ไปด้วย รวมทั้งพระวัดอื่นๆ ในตำบลแม่ตืน ต่างพากันนิ่งเฉยไม่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย ทำให้ครูบาศรีวิไชยถูกกล่าวหาว่ายุยงส่งเสริมให้บรรดาวัดในปกครองแข็งข้อต่อคำสั่งที่ให้มาร่วมประชุม แต่ทางเจ้าคณะจังหวัดลำพูนก็ไม่ได้ติดใจเอาความแต่ประการใด เนื่องด้วยเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ใหญ่โตอะไรมากมาย เพราะครูบาศรีวิไชยเมื่ออยู่ในระหว่างวิปัสนาก็ไม่อาจที่จะไปยุยงใครอยู่แล้ว และการขาดประชุมสงฆ์ก็ไม่เคยปรากฏเป็นความผิด แม้แน่ในสมัยพุทธกาลเองนั้นก็ยังไม่มีกฎบังคับให้มาร่วมประชุม
จากนั้นทางเจ้าคณะแขวงจึงได้ออกหมายคำสั่งโดยตรงไปยังครูบาศรีวิไชยให้นำพระสงฆ์และสามเณรไปประชุมที่วัดอำเภอลี้ เพื่อรับทราบข้อเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติสงฆ์ แต่เนื่องด้วยครูบาศรีวิไชยถือมั่นในคำตัดสินครั้งหลังของเจ้าคณะจังหวัดลำพูนที่ว่า การขัดคำสั่งนัดประชุมไม่ถือว่าเป็นความผิด และเป็นเรื่องเล็กน้อย ดังนั้นครูบาศรีวิไชยจึงตัดสินใจไม่ไปประชุม ทำให้บรรดาพระสงฆ์และสามเณรทั้งหลายต่างพากันไม่ไปประชุมกันทั้งวัด เรื่องจึงถึงเจ้าคณะจังหวัดลำพูนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผลของการตัดสินของเจ้าคณะจังหวัดลำพูนเปลี่ยนไป ทำให้ผลของการตัดสินที่ออกมาคือ ให้ถอดครูบาศรีวิไชยออกจากการเป็นเจ้าคณะหมวดวัดบ้านปางให้เป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดาเท่านั้น และให้กักตัวศึกษาพระธรรมวินัย และพระราชบัญญัติสงฆ์อยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญไชยในตัวเมืองลำพูนมีกำหนด 1 ปี
จากจัดพระธาตุหริภุญไชยที่เคยสงบเงียบกับคึกคักไปด้วยผู้คนที่จิตศรัทธาในต่อครูบาศรีวิไชย พากันไปกราบนมัสการตลอดระยะเวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนด 1 ปี พระสงฆ์ สามเณรและประชาชนนับร้อยจากบ้านปางต่างพากันแห่ขบวนมารับตัวครูบาศรีวิไชยกลับบ้านปาง และจัดงานฉลองกันอย่างครึกครื้นทั้งกลางวันและกลางคืน
การต้องอธิกรณ์ในระยะแรกถึง 3 ครั้งทำให้ชื่อเสียงของครูบาศรีวิไชยเริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางไปทั่วดินแดนล้านนา แม้ครูบาศรีวิไชยจะมีฐานะเป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดาก็ตาม
   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:26:46  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


อธิกรณ์ระยะที่ 2 (พ.ศ.2454-2464)
        ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชย์ ทางเจ้าคณะแขวงจึงมีคำสั่งมาถึงวัดบ้านปางและวัดทุกๆ วัดโดยมีคำสั่งอยู่ 2 ข้อคือ
1. ให้ทุกวัดประดับธงและติดประทีปโคมไฟ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพระมหากษัตริย์พระ องค์ใหม่
2. ให้สำรวจจำนวนพระสงฆ์และสามเณรในวัดเสนอชื่อขึ้นไปตามลำดับคำสั่งนี้ถูกส่งตรงมายังครูบาศรีวิไชย

ในข้อที่ 1 ครูบาศรีวิไชยเห็นว่าวัดเป็นอารามปฏิบัติธรรม การเฉลิมฉลองใดๆ ที่จัดขึ้นในบริเวณวัดควรจะเป็นเฉพาะกิจของพระพุทธศาสนา ส่วนในวาระเฉลิมฉลองการเสด็จเถลิงถวัลราชย์นั้น สมควรแก่การเดียวเท่านั้น คือการชุมนุมสวดมนต์ถวายพระพรชัย มิใช่ติดธงหรือตามประทีปโคมไฟให้สิ้นเปลือง ซึ่งวัดอื่นๆ ล้วนทำตามคำสั่ง มีแต่วัดบ้านปางเพียงแห่งเดียวที่ชุมนุมทำพิธีสวดถวายพระพรชัย
ในข้อที่ 2 เนื่องด้วยครูบาศรีวิไชยเห็นว่าตนเองถูกปลดออกจากตำแหน่งพระหัวหน้าหมวดวัดบ้านปางแล้ว การเป็นพระลูกวัดธรรมดาจึงไม่มีสิทธิ์หรือหน้าที่ใดๆ ที่จะสำรวจจำนวนหรือแจ้งรายชื่อพระลูกวัดด้วยกันเอง
จากการละเมินข้อบังคับคำสั่งดังกล่าวอีกทั้งบรรดาเณรที่จะบวชที่วัดอื่นๆ พากันมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านปางเป็นจำนวนมาก เนื่องด้วยความศรัทธาที่มีต่อครูบาศรีวิไชย ดังนั้นกระบวนการทำลายล้างครูบาศรีวิไชยจึงได้เริ่มขึ้นจากพระระดับสูงและชนชั้นผู้ปกครองเมืองลำพูนในยุคนั้น โดยได้เริ่มจากการปล่อยข่าวลือว่า ครูบาศรีวิไชยแสดงได้แสดงตัวเป็นผู้วิเศษ มีดาบกายสิทธิ์ฝักทองคำ ซึ่งพระอินทร์เหาะลงมาจากสวรรค์มอบให้ไว้สร้างบารมี หลอกลวงพสกนิกรให้ร่วมมือกันทำลายพระพุทธศาสนา สถาปนาตนเองเป็นผีบุญขึ้นมาแทนที่ และคิดซ่องสุมกำลังจะก่อการกบฎ เป็นนักปลุกระดมมวลชนตัวสำคัญที่จะทำให้ดินแดนล้านนาลุกเป็นไฟ เมื่อข่าวลือหนาหูเข้า เจ้าเมืองลำพูนจึงใช้อำนาจตามกฎหมายเล่นงานครูบาศรีวิไชย โดยอ้างว่าเพื่อดัดไฟแต่ต้นลมด้วยหนังสือฉบับนี้…
วันที่ 12 มกราคม พุทธศักราช 2462
เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ถึงพระศรีวิไชย วัดบ้านปาง
      เนื่องที่ท่านไม่ฟังคำบังคับบัญชาของฉัน แลเจ้าคณะแขวงลี้ กลับขัดขืนต่อระเบียบราชการบ้านเมือง การสำรวจพระอารามกับการอื่นๆ หลายประการบัดนี้ พระสงฆ์ทั้งหลายเห็นว่า ท่านไม่ควรอยู่วัดนี้ต่อไป เพราะฉะนั้นนับแต่วันที่ท่านได้รับคำสั่งนี้กับได้ฟังคำปรึกษาโทษเป็นต้นไป ให้ท่านออกไปให้พ้นเขตจังหวัดลำพูนใน 15 วัน นับตั้งแต่วันประกาศนี้
      ลงนาม พระครูญาณมงคล
      พร้อมรับคำสั่งดังกล่าว เจ้าคณะจังหวัดลำพูนก็สำทับคำสั่งไปยังวัดทุกวัดในเขตเมืองลำพูน ดังนี้…

พระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ประกาศมายังหัววัดเจ้าอธิการหัวหมวดอุปัชฌาย์ ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดลำพูนทุกแขนง ทุกตำบล ให้ทราบทั่วกันด้วยว่า พระศรีวิไชย วัดบ้านปางมีความผิดถูกขับไล่ออกจากจังหวัดลำพูน ถ้าพระศรีวิไชยไปขออยู่วัดวาอารามในตำบล ในเขตลำพูนนี้อย่าได้ให้อาศัยอยู่เป็นอันขาด
แม้จะได้รับคำสั่งเช่นนี้แล้วก็ตาม แต่ครูบาศรีวิไชยก็ยังไม่ยอมทำตามคำสั่ง อีกทั้งยังยืนยันว่ามิได้ทำความผิดในอันที่จะทำให้บ้านเมืองเดือนร้อน จนเรื่องลุกลามใหญ่โตจนผู้ว่าราชการเมืองต้องไปขอบารมีจากเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน ให้นิมนต์ครูบาศรีวิไชยเข้าเมืองเพื่อไปรับการพิจารณาไต่สวนจากเจ้าคณะจังหวัดลำพูน ด้วยอำนาจแห่งความบริสุทธิ์ที่มีต่อพระพุทธศาสนาและการบำเพ็ญตัวเพื่อผู้อื่นมิใช่เพื่อตัวเอง ไม่มีใครสักคนที่จะเชื่อว่าครูบาศรีวิไชยได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าว เมื่อครูบาศรีวิไชยจะเดินทางมายังเมืองลำพูนได้มีพระเณรราวๆ 200 กว่ารูปและฆราวาสนับพันเคลื่อนขบวนจากวัดบ้านปางเข้าสู่เมืองลำพูน คลื่นคนนับพันพร้อมด้วยเสบียงอาหาร ปัจจัยไทยทาน เสื่อ หมอน มีดพร้า เครื่องใช้ในการทำกินและพันผ่อนมิได้ขาด ยิ่งเคลื่อนขบวนชาวบ้านจากที่อื่นเข้ามาสมทบ พ้นจากอำเภอลี้ได้ไม่ทันไร จำนวนกองทัพธรรมของครูบาศรีวิไชยก็ยิ่งเพิ่มกำลังขึ้นเป็นพันห้า ผู้คนเนืองแน่นสองข้างทางต่างมาดูครูบาศรีวิไชยจนศรัทธาสันนะเกิดขึ้น
        เมื่อเดินทางมาถึงวัดพระธาตุหริภุญไชย ครูบาศรีวิไชยกับพระเณรวัดบ้านปางกว่า 200 รูป ก็ถูกนำเข้าวัด ส่วนสานุศิษย์ที่เป็นชาวบ้าน ชาวเขาจำนวนนับพันถูกกันไว้นอกวัด ตำรวจตั้งจุดยามตามไฟรอบวัด อยู่ยามเฝ้าอย่างเข้มแข็งจนฟ้ารุ่ง ก็เกิดการปะทะกำลังกันระหว่างฝ่ายพุทธจักรกับอาณาจักรและขยายตัวไปทั่ว เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ชาวบ้านที่ตระเตรียมข้าวปลาอาหาร เพื่อขอถวายแก่ครูบาศรีวิไชยและพระเณรสานุศิษย์จากวัดบ้านปาง จึงได้เกิดการปะทะกันขึ้น
เจ้าผู้ครองนครเมืองและเจ้าคณะจังหวัด ลงความเห็นตรงกันว่าหากขืนให้ครูบาศรีวิไชยอยู่เมืองลำพูนต่อไป จะต้องเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน จึงทำหนังสือด่วนแจ้งไปยังนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์ทำการมณฑลพายัพในขณะนั้นให้มารับเอาตัวครูบาศรีวิไชยไปไว้ที่วัดศรีดอนชัย ยิ่งกักตัวครูบาศรีวิไชยนานเท่าใด ยิ่งมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธานำอาหาร เครื่องไทยทานเข้าไปถวาย รวมทั้งชาวเขา กะเหรี่ยง ก้อ ยาง ขมุ มูเซอ ต่างพากันหลั่งไหลเข้าสู่วัดศรีดอนชัย เจ้าอาวาสวัดศรีดอนชัยจึงเสนอ ให้คณะกรรมการสอบสวน ให้ส่งตัวครูบาศรีวิไชยเข้ามารับการสอบสวนจากสมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จพระมหาสุมนะ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ที่กรุงเทพฯ
      สมเด็จพระสังฆราช ได้มีคำวินิจฉัยอธิกรณ์ของครูบาศรีวิไชยว่าไม่มีความผิด เจ้าคณะจังหวัดลำพูนลงโทษรุนแรงเกินไป ครูบาศรีวิไชยกลับสู่ดินแดนล้านนาอีกครั้งอย่างผู้ได้รับอิสรภาพหลังจากใช้เวลา 2 เดือน กับอีก 4 วัน สำหรับการสอบสวน คลื่นประชาชนที่เปี่ยมด้วยศรัทธาต่างพากันแห่แหนออกมาต้อนรับ
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:27:51  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


อธิกรณ์ระยะที่ 3 (พ.ศ.2478-2479)
      การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพเป็นความใฝ่ฝันของชาวนครเชียงใหม่มานานปี ด้วยจะทำให้การขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยปกตินั้นการจะขึ้นไปไหว้พระธาตุจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่ นั่งรถจากเวียงไป ที่วัดสวนดอกจนถึงเชิงดอยสุเทพตามแนวถนนเชิงดอยสุเทพสายปัจจุบันแล้ว จากนั้นก็เดินขึ้นสุเทพ ซึ่งจะต้อใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมงเต็มในการเดินเท้าขึ้นเขา
และเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๗ ครูบาศรีวิไชยได้นำญาติโยมลูกศิษย์ คหบดี และประชาชนเชียงใหม่ ได้ร่วมแรงร่วมใจ บุกเบิก สร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ครูบาศรีวิไชยได้กำหนดฤกษ์ที่จะลงมือขุดจอบแรกสำหรับการ สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2477 โดยพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ในฐานะประธานฝายคฤหัสถ์ก็เริ่มขึ้น จนแล้วเสร็จได้ระยะทาง 11 กิโลเมตร แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2478 โดยใช้เวลาเพียง 5 เดือน 22 วัน
        แต่ผลของความสำเร็จในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพก็คือ ครูบาศรีวิไชยถูกตั้งข้อหาว่า ชักชวนให้วัดต่างๆ รวม 62 วัด ลาออกจากการปกครองคณะสงฆ์ไปขึ้นกับตน ปลุกปั่นให้พระเณรกบฎต่อพระราชบัญญัติปกครองสงฆ์ และกระด้างกระเดื่องต่อพระเถระผู้ใหญ่ และถูกนิมนต์โดยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่นำตัวมาสอบสวนความผิดที่กรุงเทพฯ ณ วัดเบญจบพิตร อันเป็นสถานที่ควบคุมตัว ก่อนเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ครูบาศรีวิไชย  ออกปากกับหลวงประกาศว่า “อาตมาต้องอธิกรณ์ที่เมืองเชียงใหม่มาสองครั้งแล้ว คราวนี้เห็นทีจะไม่ขอกลับมาเชียงใหม่อีก นอกเสียจากน้ำแม่ปิงจะไหลย้อยขึ้นเหนือได้เท่านั้น” ประโยคนั้นสะท้อนหัวใจหลวงศรีประกาศมากจนถึงกับน้ำตาซึม เพราะนั่นหมายถึง ชั่วชีวิตของครูบาศรีวิไชยจะมีหวนกลับมาเมืองเชียงใหม่อีกแล้ว หลังจากที่พ้นข้ออธิกรณ์จากกรุงเทพฯ ครูบาศรีวิไชยก็กลับมาพำนักอยู่ที่จังหวัดลำพูนโดยไม่หวนกับคืนไปที่เชียงใหม่อีกเลย
   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:29:56  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ผลงานในการพัฒนาศาสนสถานและสิ่งสาธารณประโยชน์ของครูบาศรีวิไชย
          ครูบาศรีวิไชยได้ชื่อว่าเป็นผู้ถือปฏิบัติเคร่งมาตั้งแต่เป็นสามเณร ดังเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่มักน้อย ถือสันโดษ และเว้นอาหารที่มีเนื้อสัตว์เจือปน ตลอดจนงดกระทั่งหมาก เมี่ยง และบุหรี่ ทำให้คนทั่วไปเห็นว่าครูบาเป็นผู้บริสุทธิ์ที่มีลักษณะเป็น"ตนบุญ" คนทั้งปวงต่างก็ประสงค์จะทำบุญกับครูบาเพราะเชื่อว่าการถวายทานกับภิกษุผู้บริสุทธิ์เช่นนั้นจะทำให้ผู้ถวายทานได้รับอานิสงส์มาก เงินที่ประชาชนนำมาทำบุญก็นำไปใช้ในการก่อสร้างสาธารณประโยชน์และบูรณะศาสนสถานและศาสนวัตถุ งานก่อสร้างดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อปี ฉลู พ.ศ.๒๔๔๒ เดือน ๓ แรม ๑ ค่ำ ครูบาได้แจ้งข่าวสารไปยังศรัทธาทั้งหลายรวมทั้งชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ว่าจะวัดบ้านปางขึ้นใหม่ ซึ่งก็สร้างเสร็จภายในเวลาไม่นานนัก ให้ชื่อวัดใหม่นั้นว่า "วัดศรีดอยไชยทรายมูล" ซึ่งคนทั่วไปนิยมเรียกว่า "วัดบ้านปาง"
ขั้นตอนปฏิบัติในการไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดมีว่า เมื่อครูบาได้รับนิมนต์ให้ไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดใดแล้ว ทางวัดเจ้าภาพก็จะสร้างที่พักของครูบากับศิษย์และปลูกปะรำสำหรับเป็นที่พักของผู้ที่มาทำบุญกับครูบา คืนแรกที่ครูบาไปถึงก็จะอธิษฐานจิตดูว่าการก่อสร้างครั้งนั้นจะสำเร็จหรือไม่ ซึ่งมีน้อยครั้งที่จะไม่สำเร็จเช่นการสร้างสะพานศรีวิชัยซึ่งเชื่อมระหว่าง อำเภอหางดง เชียงใหม่ กับอำเภอเมือง ลำพูน จากนั้นครูบาก็จะ "นั่งหนัก" คือเป็นประธานอยู่ประจำในงานนั้น คอยให้พรแก่ศรัทธาที่มาทำบุญโดยไม่สนใจเรื่องเงิน แต่มีคณะกรรมการช่วยกันรวบรวมเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ครูบาไป "นั่งหนัก" ที่ไหน ประชาชนจะหลั่งไหลกันไปทำบุญที่นั่นถึงวันละ ๒๐๐-๓๐๐ ราย คับคั่งจนที่นั้นกลายเป็นตลาดเป็นชุมชนขึ้น เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วก็จะมีงาน "ปอยหลวง" คืองานฉลอง บางแห่งมีงานฉลองถึงสิบห้าวัน และในช่วงเวลาดังกล่าวก็มักจะมีคนมาทำบุญกับครูบามากกว่าปกติ เมื่อเสร็จงาน"พอยหลวง-ปอยหลวง" ในที่หนึ่งแล้ว ครูบาและศิษย์ก็จะย้ายไปก่อสร้างที่อื่นตามที่มีผู้มานิมนต์ไว้ โดยที่ท่านจะไม่นำทรัพย์สินอื่นใดจากแหล่งก่อนไปด้วยเลย ช่วงที่ครูบาศรีวิไชยต้องอธิกรณ์ครั้งที่สองและถูกควบคุมไว้ที่วัดศรีดอนชัย เชียงใหม่ เป็นเวลา ๓ เดือนกับ ๘ วันนั้น ผู้คนหลั่งไหลไปทำบุญกับครูบาไม่ต่ำกว่าวันละ ๒๐๐ ราย เมื่อครูบาได้ผ่านการพิจารณาอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯ ซึ่งใช้เวลาอีก ๒ เดือนกับ ๔ วันแล้วครูบาก็เดินทางกลับลำพูนเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๓ หลังจากนั้นผู้คนก็มีความศรัทธาในตัวครูบามากขึ้น ครูบาศรีวิไชยเริ่มต้นการบูรณะวัดขณะที่ท่านอายุ ๔๒ ปี โดยเริ่มจากการบูรณะพระเจดีย์บ่อนไก้แจ้ จังหวัดลำปาง ถัดจากนั้นได้บูรณะเจดีย์และวิหารวัดพระธาตุหริภุญชัย ต่อมาได้ไปบูรณะเจดีย์ดอยเกิ้ง ในเขตอำเภอฮอด เชียงใหม่ จากนั้นไปบูรณะวัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา กล่าวกันมาว่าในวันที่ท่านถึงพะเยานั้น มีประชาชนนำเงินมาบริจาคร่วมทำบุญใส่ปีบได้ถึง ๒ ปีบ รวมแล้วพบว่างานบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามของครูบาศรีวิไชยมีประมาณ ๒๐๐ แห่ง ทั่วดินแดนล้านนา
   ความเห็นที่ 7 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:30:21  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ
      การสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพนั้น ย่อมมีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะผู้คนที่ศรัทธาจะได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุอันสำคัญนี้ ได้ทั่วถึงกัน ครูบาศรีวิไชยนักบุญแห่งลานนาไทยนี่เองคือผู้สร้างถนนขึ้งสู่ดอยสุเทพ เมื่อปีพ.ศ. 2477 ซึ่งนับเป็นผลงานอันยิ่งใหญที่สุด ในชีวิตของท่านอีงานหนึ่ง ไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะสามารถสร้างถนนผ่านป่าเขาอันทุรกันดาร และสุงชันจนไปถึงที่เชิงบันไดนาคของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพได้ แต่ครูบาศรีวิชัท่านทำได้ด้วยมือเปล่าๆ เพียงสองข้างอีกเช่นเคย แถมใช้เวลาเพียง 5 เดือน 22 วันเท่านั้น ระยะเวลาแค่นี้กับการสร้างถนนขึ้นเขา ระยะทางยาว 11 กม. ในสมัยนั้นที่ยังไม่มีเครื่องจักรเครื่องยนต์ทุ่นแรงทันสมัย เหมือนทุกวันนี้ ครูบาศรีวิไชยท่านทำได้อย่างไร ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น ทางฝ่ายบ้านเมืองได้พยายามที่จะสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพมาหลาย ครั้งหลายหนแต่ต้องประสบความผิดหวังทุกคราว เพราะไม่สามารถจะสร้างได้ ทั้งปัญหาจากงบประมาณ และความทุรกันดารของป่าเขาที่จะต้องตัดถนนผ่าน ครูบาศรีวิไชยได้พิสูจน์คำเล่าลือของชาวบ้านและสานุศิษย์ที่นับถือท่าน ว่าเป็น " ต๋นบุญ " หรือ " ผู้วิเศษ " อย่างแท้จริง เพราะการสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพนี้เอง อันนับว่าเป็ช่วงที่ชีวประวัติของนักบุญแห่งลานนาไทยมีอภินิหาริย์มหัศจรรย์น่าทึ่ง น่าติดตามกันต่อไปอย่างยิ่ง
      การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพเป็นความใฝฝันของชาวนครเชียงใหม่มานานปี ด้วยจะทำให้การขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยปกตินั้นการจะขึ้นไปไหว้พระธาตุจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่ นั่งรถจากเวียงไป ที่วัดสวนดอกจนถึงเชิงดอยสุเทพตามแนวถนนเชิงดอยสุเทพสายปัจจุบันแล้ว จากนั้นก็เดินขึ้นสุเทพ ซึ่งจะต้อใช้เวลานาน 5 ชั่วโมงเต็ม ในการเดินเท้าขึ้นเขา ส่วนคนมั่งมีก็อาจจะจ้างคนแบกหามขึ้นไปแบบผู้ที่ไปเที่ยวภูกระดึง หรือดอยขุนตาลในทุกวันนี้อันนับว่าการขึ้นไปไหว้พระธาตุ ดอยสุเทพนั้นไม่ใช่สิ่งที่กระทำกันได้ง่ายๆเลย ความคิดที่จะสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพนั้นเริ่มมาแต่ปี พ.ศ.2460 นั่นเอง  ประชาชนชาวเชียงใหม่อันมีหลวงศรีประกาศเป็นหัวหน้าใคร่ท่จะเอาเครื่องไฟฟ้าไปไว้บนดอยสุเทพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากลำบากมากจึงได้ไปปรึกษาครูบาศรีวิไชย ก็ได้รับคำบอกจากท่านว่านำเครื่องไฟฟ้าขึ้นไปไว้บนดอยนั้นมักยากยิ่งกว่าสร้างถนนขึ้นไป จนต่อมาเมื่อ พ.ศ.2460 พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นอุปราชมณฑลพายัพได้ให้เจ้าหน้าที่ทำการสำรวจทางเพื่อสร้างทางขึ้นดอยสุเทพปรากฎว่าต้องให้เงินถึง 200,000 บาท ผลที่สุดก็คือไม่สำเร็จเพราะไม่มีงบประมาณ จึงต้องล้มเลิกไป เมื่อเห็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างทางขึ้นไปไหว้พระธาตุบนดอยสุเทพเช่นนั้น ต่อมาในปี พ.ศ.2477 ครูบาศรีวิไชยจึงได้นำญาติโยมทำการตัดถนนขึ้นไปบนยอดดอยสุเทพโดยท่านกำหนดจะสร้างให้เสร็จภายใน 5 เดือน ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่มีใครเชื่อว่าท่านจะทำได้สำเร็จ แต่ครูบาศรีวิไชยยังยืนยันกับหลวงศรีประกาศว่า "ต้องทำถนนขึ้นดอยสุเทพสำเร็จแน่ๆ ของให้เชื่อเถิด" คุณหลวงไม่มั่นใจเลยจึงขอร้องให้ครูบาศรีวิไชยอธิฐาน ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ครูบาศรีวิไชยก็รับคำ ครั้นเวลาล่วงเลยไปอีกประมาณ 10 วัน หลวงศรีประกาศก็ไปพบครูบาศรีวิไชยที่วัดพระสิงห์เป็นครั้งที่สาม ครูบาศรีวิไชยก็ยังคงยืนยันว่า ต้องสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพจึงจะสำเร็จพร้อมกับเล่านิมิตประหลาดที่เกิดขึ้น ให้หลวงศรีประกาศฟังว่า " ในขณะที่กำลังทำการอธิษฐานเรื่องสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพว่าจะสำเร็จหรือไม่นั้น ท่านได้เคลิ้มไปว่าได้แลเห็นชีปะขาวองค์หนึ่งนำท่านเดินทางจากเชิงดอยไปจนถึงบันไดนาควัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ แล้วท่านก็ตกใจตื่นท่านเชื่อว่านี้คือนิมิตที่เทวดามาบอกกล่าว ให้รู้ว่าจะสามารถสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพได้อย่างแน่นอน
        ครูบาศรีวิไชยได้รับปากว่าจะเป็นประธานในการสร้างถนนสายนี้ให้แล้ว เสร็จภายในเวลาเพียง 6 เดือนนั่นทำให้หลวงศรีประกาศผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่หนักใจยิ่งขึ้น เนื่องจากบริเวณเชิงเขาขึ้นดอยสุเทพ จนถึงบันไดนาควัดพระธาตุนั้น เป็นป่าใหญ่และหุบเหวลึกหลายต่อหลายแห่ง การที่จะสร้างถนนได้นั้นต้องสำรวจทางแผนที่ จัดทำรายละเอียด เส้นทางที่จะสร้างและอื่นๆอีมากหลวงศรีประกาศได้รับเป็นธุระเรื่องนี้ การสำรวจเส็นทางถนนสายนี้ใช้เวลาเป็นเดือนเลยทีเดียว ในที่สุดก็สำเร็จ หลวงศรีประกาศได้นำเอาแผนที่เสนอให้พระครูบาศรีวิไชย ดูแนวการสร้างถนนซึ่งครูบาก็เห็นด้วย รวมระยะทางจากเชิงดอยสุเทพถึงบันไดนาควัดพระธาตุดอยสุเทพทั้งหมด 11 กิโลเมตร 530 เมตร
ข่าวเรื่องครูบาศรีวิไชยจะสร้างถนนได้แพร่ออกไปเรื่อยๆเป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วเห็นว่า การสร้างถนนสายนี้ทำได้ยากแต่บรรดาสานุศิษย์และผู้ใกล้ชิดพระครูทั้ง หลายต่างเชื่อว่าท่านสามารถทำได้อย่างแน่นอน ในจำนวนนั้นก็มีเจ๊กโหงวรวมอยู่ด้วย ทันทีที่เจ็กโหงวรู้ข่าวก็รีบไปหาครูบาศรีวิไชยอย่างเคยถึงแม้จะถูกลอบยิงปางตายมาแล้วก็ตาม ความช่วยเหลือสิ่งแรกของเจ็กโหงวก็คือการพิมพ์ใบปลิวบอกข่าวเรื่องพระครูจะสร้างถนนโดยใช้เงินส่วนตัวพิมพ์ขึ้น 5 พันแผ่น แจกจ่ายทั่วไป ต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ก็มีศรัทธาช่วยพิมพ์อีก 5 พันแผ่นเช่นเดียวกัน ทำให้ข่าวแพร่ไปอย่างรวดเร็ว
        ครูบาศรีวิไชยได้กำหนดฤกษ์ที่จะลงมือขุดจอบแรกสำหรับการ สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2477 และพิธีทางประวัติศาสตร์อันจารึกไว้คู่นครเชียงใหม่ก็เริ่มขึ้น ท่ามกลางประชาชนชาวเชียงใหม่และลำพูนเป็นจำนวนมาก เวลา 01.00น. ของวันที่ 9 พระครูบาเถิ้มประกอบพิธีชุมนุม เทวดาบวงสรวงอันเชิญเทวดาทั้ง 4 ทิศ เวลา 10.00น.จึงเริ่มลงจอบแรก เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทรงเป็นผู้ขุดจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ เริ่มต้นงานอันยิ่วใหญ่ครั้งนี้ท่ามกลางเสียงสวด ชยันโตชัยมงคลคาถา จากภิกษุสานุศิษย์ของท่านพระครูบาศรีวิไชย การสร้างทางในระยะแรกๆ นั้นมีประชาชนไปช่วยท่านเพียงประมาณ 20 กว่าคนเท่านั้น เพราะตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวข้าว แต่พอหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็ได้มีประชาชนจากทุกทั่วสารทิศมาช่วยกันสร้างถนน ร่วมเป็นอานิสงส์พร้อมกับนมัสการท่านครูบาศรีวิไชยเป็นจำนวนมากจนถึงกับต้องแบ่งพื้นที่การสร้างเป็นระยะๆ ในตอนเช้าก็ได้มีประชาชนนำเอาข้าวสารอาหารพืชผักและอาหารคาวหวาน มาทำบุญกันอย่างล้นหลาม ยิ่งนานวันคนยิ่งทวีมากขึ้น ผลงานรุดหน้าในแต่ละวัน เป็นที่น่าอัศจรรย์ ต่างก็อยากทำบุญกุศลและชมบุญญาธิการบารมีของครูบาศรีวิไชย ในที่สุดถนนที่ทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นก็สำเร็จลง ภายในระยะเวลา 5 เดือน 22 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมากโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ แผ่นดินเลยแม้แต่บาทเดียว นี่คือบารมีของครูบาศรีวิไชยโดยแท้
          30 เมษายน 2478 คือวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งของนครเชียงใหม่ เพราะเป็นวันเปิดถนนให้รถขึ้นดอยสุเทพเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ ครูบาศรีวิไชย ครูบาเถิ้ง หลวงศรีประกาศ เถ้าแก่โหงวและบุคคลอื่นๆ ซึ่งมีส่วนร่วมในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ มาชุมนุมอยู่กันอย่าพร้อมพรั่งเพื่อรอเวลา ที่เจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จะมาทำพิธีเปิดถนนขึ้นดอยสุเทพ และประดับรถยนต์ขึ้นดอยสุเทพเป็นคันแรก ครั้นได้เวลา รถยนต์ของเจ้าแก้วนวรัฐก็แล่นมาถึง ปะรำพิธีที่เชิงดอยสุเทพ ทรงจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย และก็ประทับรถยนต์เรื่อยขึ้นไปตามถนนที่เพิ่งสร้างเสร็จ จนกระทั่งถึงเชิงบันไดนาควัดพระบรมธาตุวัดดอยสุเทพ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษตามสภาพถนนที่เป็นเพียงดินในครั้งนั้น เจ้าแก้วนวรัฐเสด็จขึ้นไปทรงนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ แล้วประทับรถยนต์เสด็จสู่นครเชียงใหม่ดอยสุเทพก็มีถนนสำหรับรถยนต์ขึ้นไป นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ถนนสายนั้นเมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ มีชื่อว่า ถนนดอยสุเทพ ครั้นต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นถนนศรีวิชัย เพื่อเป็นเกียรติแก่ครูบาศรีวิไชย นักบุญแห่งลานนาไทยซึ่งเป็นประธานในการสร้างถนนสายนี้
          ในการก่อสร้างต่าง ๆ นับแต่ พ.ศ.๒๔๖๓ ถึง ๒๔๗๑ มีผู้ได้บริจาคเงินทำบุญกับท่าน ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ รูปี คิดเป็นเงินไม่น้อยกว่าสามหมื่นห้าพันบาท รวมค่าก่อสร้างชั่วชีวิตของท่านประมาณสองล้านบาท นอกจากนั้นท่านยังได้สร้างคัมภีร์ต่าง ๆ อีกไม่น้อยกว่า ๓๐๐๐ ผูก คิดค่าจารเป็นเงิน ๔,๓๒๑ รูปี(รูปีละ ๘๐ สตางค์) ทั้งนี้ แม้ครูบาศรีวิไชยจะมีงานก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และมากมาย แต่บิดามารดาคือนายควายและนางอุสาก็ยังคงอยู่ในกระท่อมอย่างเดิมสืบมาตราบจนสิ้นอายุ
   ความเห็นที่ 8 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:31:23  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ความเศร้าโศกของชาวล้านนา
เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2480 ครูบาศรีวิไชยอาพาธหนัก สั่งให้บรรดาลูกศิษย์นำท่านกลับไปยังวัดบ้านปางซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของท่าน
เดือนสิงหาคม อาการยิ่งหนักขึ้น เจ้าคณะนครลำพูน ข้าหลวงลำพูน ข้าราชการ คหบดีทั้งเมือง รวมทั้งเจ้าคณะจังหวัดลำพูน จัดขบวนช้างม้าและผู้คนหลายร้อยคน แห่กันมานิมนต์ครูบาศรีวิไชยให้ไปรักษาตัวที่วัดจามเทวี ที่เมืองลำพูน รวมทั้งระดมทั้งหมอไทยและหมอฝรั่งดูแลรักษาพยาบาลอย่างเข้มงวด
เดือนมกราคม พ.ศ.2481 อาการของครูบาศรีวิไชยยังไม่ดีขึ้น ท่านขอให้นำท่านกับไปส่งยังวัดบ้านปาง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านเคยอุปสมบทและสร้างขึ้นมาเองอีกครั้ง
20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2481 เวลา 22.00 น. รอบกายของครูบาศรีวิไชยห้อมล้อมไปด้วยสานุศิษย์พร้อมหน้า ครูบาศรีวิไชยฝืนยิ้ม แล้วพูด “อย่าเสียใจเลย หากชีวิตเราสิ้นสุดลง เราขอย้ำอีกครั้ง…ขอให้พวกท่านตั้งหน้าสร้างสิ่งที่เรายังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย แลอย่าลืมหลังจากที่เราสิ้นชีวิตพวกท่านจงเอาน้ำผึ้งหนึ่งขวดกรอกปากเราไว้ เพื่อกันเน่าเปื่อยของศพ เพราะเรารู้ดีว่าพวกท่านจะเก็บศพเราไว้นานปี จงจำและทำตามเรา…”
เวลา 00.05 น. พระคุณเจ้า นักบุญแห่งล้านนาไทยก็มรณภาพลง คำนวณอายุของท่านได้ 60 ปีบริบูรณ์ ท่านครองความเป็นสมณะเพศอยู่ทั้งสิ้น 42 พรรษา ฟ้าตั้งเค้าทะมึน ฝนโปรยลงมา พายุเกรี้ยวกราด ประกายสายฟ้าแปลบปลาบ เกิดตายราวกับฟ้ายินดีและอาลัย….
ศพของครูบาศรีวิไชยไม่เน่าเปื่อย และเก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านปางถึง 3 ปี จนเกือบมีศึกชิงศพระหว่างชาวลำพูนกับชาวเชียงใหม่ ที่ต่างก็เสนอจะขอศพไปทำพิธีฌาปนกิจ ที่สุดจึงได้ตกลงกันด้วยสัจจะวาจาของครูบาศรีวิไชยว่า “แม่น้ำปิงไม่ไหลกลับฉันใด ฉันนั้นอาตมาจะไม่คืนกลับนครเชียงใหม่” ต่อมาจนถึงเดือนมีนาคม ปี พ.ศ.2484 คณะสงฆ์และข้าราชการจังหวัดลำพูนจึงเคลื่อนย้ายศพของครูบาศรีวิไชยไปไว้ที่วัดจามเทวีเมืองลำพูนเพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล งานฌาปนกิจศพจัดขึ้น 15 วัน 15 คืน เพื่อรอสานุศิษย์ที่อยู่ห่างไกล และในงานฌาปนกิจศพครั้งนี้ก็ต้องใช้เงินไปในงานถึง 35,000 บาท ชาวล้านนาหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศรวมไปถึงชาวป่าชาวเขาอีกมากมาย ในขณะประกอบพิธีประชุมเพลิงได้เกิดเหตุมหัศจรรย์ยิ่งคือขณะที่ท้องฟ้าโปร่งแสงอยู่นั้น พลับกลับมืดมิดเมื่อกลุ่มเมฆเคลื่อนมาบดบังแสงอาทิตย์พระพิรุณได้โปรยปรายลงมาทั้งๆ ที่มิใช้ฤดูฝน เป็นเหตุให้บริเวณประกอบพิธีซึ่งคราคร่ำไปด้วยฝูงชนที่ได้รับความร้อนจากแดดอันแผดกล้าได้รับความชุ่มชื้นไปทั่วหน้า เมื่อเสร็จแล้วสานุศิษย์ได้จัดแบ่งอัฐิของครูบาศรีวิไชยออกเป็น 4 ส่วน
- ส่วนหนึ่งให้กับพวกอำเภอลี้นำไปบรรจุที่วัดบ้านปาง
- ส่วนที่สองบรรจุวไว้ที่วัดจามเทวี
- ส่วนที่สามบรรจุไว้ที่วัดสวนดอกเมืองเชียงใหม่
- ส่วนที่สี่ได้มอบให้กับศิษย์ที่ใกล้ชิดไว้ แต่ต่อมาภายหลังศิษย์ได้น้ำไปบรรจุไว้ที่ดอยงุ้ม ระหว่างทางอำเภอสันกำแพงกับเชียงใหม่ เพื่อให้สาธุชนที่เคารพนับถือครูบาศรีวิไชยได้นมัสการกราบไหว้
   ความเห็นที่ 9 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:32:03  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


คำสั่งสอนของครูบาศรีวิไชย
          เครื่องประดับขัตติยะนารีทั้งหลาย มีแก้วแหวนเงินทอง เป็นตัณหากามคุณ เหมือนดั่งน้ำผึ้งแช่ยาพิษ สำหรับนำความทุกข์มาใส่ตัวโดยบ่มีประโยชน์สิ่งใดเลย แม่น้ำคงคา ยมนา อิรวดี มหิ มหาสรพู ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ทั้ง 5 แม่น้ำนี้ แม้นจักเอามาอาบให้หมดทั้ง 5 แม่นี้ ก็บ่ อาจจะล้างบาป คือความเดือดร้อนภายในให้หายได้ ลมฝนลูกเห็บ แม้นจะตกลงมาหลายห่า เย็นและหนาวสักปานใด ก็บ่อาจเย็นเข้าไปถึงภายในให้หายจากความทุกขเวทนาได้ ศีล 5 เป็นอริยทรัพย์ เป็นต้นเหตุแห่งความบริสุทธิ์ เป็นน้ำทิพย์สำหรับล้างบาป คือความเดือดร้อนภายในให้หายได้ เมื่อศีลบริสุทธิ์แล้ว สมาธิ ความตั้งมั่นก็จะมีมา แล้วให้ปลุกปัญญา ปัญญาก็จักเกิดมีขึ้นได้ คือ ให้หมั่นรำลึกถึงตัวตนอยู่เสมอ ว่า บ่ใช่ตัว บ่ใช่ตน จนเห็นแจ้งด้วย ปัญญาของตน จึงเป็นสมุทเฉทประหารกิเลส หมดแล้ว จิตเป็นวิมุติ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวลได้
   ความเห็นที่ 10 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:33:01  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1170225250.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

รวบรวมและเรียบเรียงโดย...พันธ์ชัย...
   ความเห็นที่ 11 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:34:10  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/3_1170225291.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

วัดบ้านปาง
   ความเห็นที่ 12 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:34:51  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


สำหรับผม...สะเทือนใจที่สุดกับคำกล่าวของท่านที่ว่า “อาตมาต้องอธิกรณ์ที่เมืองเชียงใหม่มาสองครั้งแล้ว คราวนี้เห็นทีจะไม่ขอกลับมาเชียงใหม่อีก นอกเสียจากน้ำแม่ปิงจะไหลย้อยขึ้นเหนือได้เท่านั้น”    น้ำตาถึงกับซึมขึ้นมาทันที
   ความเห็นที่ 13 โดยคุณ : Punchai วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:38:02  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ดีใจ ที่ได้อ่านเรื่องของครูบาครับ
   ความเห็นที่ 14 โดยคุณ : ประพนธ์ วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 13:42:53  ,ip :202.28.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอบคุณครับอ.พันธ์ชัย ที่นำประวัติของครูบาศรีวิชัยมาให้ได้ศึกษากันครับ
   ความเห็นที่ 15 โดยคุณ : da_p05 วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 14:02:43  ,ip :58.147.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



                ขอบคุณก๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
   ความเห็นที่ 16 โดยคุณ : niwat วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 15:27:37  ,ip :58.136.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


  ทุกครั้งที่ผมขึ้นดอยสุเทพ จักต้องแวะคารวะรูปปั้นท่านครูบาเจ้าศรีวิไชยเสมอ ถึงแม้ว่าผมจะเคยได้อ่านเรื่องราวประวัติของท่านมาหลายครั้ง ผมก็ยังอ่านอีกครั้งด้วยความประทับใจ
  ขอบคุณคุณPunchai มากครับ
   ความเห็นที่ 17 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 15:28:09  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอขอบคุณคุณPunchai อีกคนครับที่นำความรู้มาเผยแพร่ให้ทราบครับ
   ความเห็นที่ 18 โดยคุณ : เก้าเฮ วันที่ : 31 - ม.ค. - 50  เวลา 20:26:59  ,ip :202.5.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


เมื่อคืนกลับไปอ่านประวัติ ของครูบาศรีวิชีย ที่ผมมีอยู่อีกรอบครับ

เดี๋ยวต้องนำเหรียญครูบา ที่มี มาติดตัวบ้างครับ
   ความเห็นที่ 19 โดยคุณ : ประพนธ์ วันที่ : 01 - ก.พ. - 50  เวลา 09:11:43  ,ip :202.28.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขออบคุณอย่างยิ่งครับ
   ความเห็นที่ 20 โดยคุณ : Monthiarn วันที่ : 01 - ก.พ. - 50  เวลา 10:52:36  ,ip :210.86.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอบคุณครับ เป็นประโยชน์ดีครับ...
   ความเห็นที่ 21 โดยคุณ : poskorn วันที่ : 02 - ก.พ. - 50  เวลา 10:21:55  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


  น่าอายจังเลยพึ่งมารู้ประวัติของท่านวันนี้เอง  เด็กเหนือแต้ๆ  ขอบคุณ พี่พันชัยมากคร๊าบบบ        แฮ่ๆ แล้วพี่อยู่ส่วนไหนของเยงใหม่เนี่ยเผื่อไปเยี่ยมเยือน
   ความเห็นที่ 22 โดยคุณ : Xx_xhunterx_xX วันที่ : 04 - ก.พ. - 50  เวลา 15:51:23  ,ip :125.24.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


จริงไม่ครับที่มีคนเล่าว่าคนที่ช่วยท่านสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพนั้น ท่านจะให้เหรียญของท่านกับมือท่านเลยเพื่อเอาให้ใว้บูชาและถ้าจริงแล้วผมอยากรู่ว่าเป็นรุ่นอะไรครับ ขอความรู้จากผู้รู้หน่อยครับ
   ความเห็นที่ 23 โดยคุณ : คมวรรณ วันที่ : 04 - ก.ย. - 50  เวลา 10:55:48  ,ip :192.168.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.