อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
พลังรังษีธรรมและพลังดุริยมนตรา ตอนที่ 1
      ในวันงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิต ครั้งที่ 11 ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ เมื่อต้นเดือนธันวาคม ปลายปี 2549 มีหลายหัวข้อบรรยายที่มีประโยชน์และน่าสนใจ ผู้เขียนได้เลือกไปฟังหัวข้อการบรรยายจากวิทยากร ซึ่งเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง ฉายาของท่านคือ ดร.พระอาจารย์สิงห์ทน นราสโภ ท่านมาบรรยายในเรื่องของพลังรังสีธรรมและพลังดุริยมนตรา ผู้อ่านหลายท่านอาจไม่รู้จัก และคงต้องการจะทราบว่าพลังดังกล่าวเป็นอย่างไร

        จากชื่อเสียงที่เคยปรากฏตามสื่อของพระอาจารย์สิงห์ทน ท่านเคยมีข่าวโด่งดังว่าสามารถช่วยชีวิตผู้ที่แพทย์แผนปัจจุบันหมดทางที่จะช่วยให้ฟื้น ให้กลับมามีชีวิตอยู่อย่างธรรมดาได้ ท่านมีส่วนสร้างปาฏิหาริย์ให้แก่ บิ๊กดีทูบีŽ นักร้องวัยรุ่นชื่อดัง ท่านเคยช่วยลูกของเอกอัครราชทูต กระทรวงการต่างประเทศที่สลบไป เนื่องจากศีรษะล้มฟาดคอนกรีต จนฟื้นขึ้นมาได้ ขณะอยู่ใน ไอ.ซี.ยู. นอกจากนั้นท่านยังเคยช่วยผู้ป่วยหนักหลายคนให้หาย หรือบรรเทาจากโรคร้าย โดยเฉพาะโรคมะเร็ง หลายคนอยู่รอดได้ก็ด้วยพลังเมตตาของท่าน จึงมีลูกศิษย์และผู้ที่ศรัทธาในตัวพระอาจารย์รูปนี้ ยกให้ท่านเป็นพระสงฆ์ผู้มีพลังมหัศจรรย์ อีกทั้งผู้ปฏิบัติที่มีสมาธิจิตสูง หลายคนยังยอมรับว่าท่านเป็นพระสงฆ์ที่บำเพ็ญบารมีในทางธรรมมาอย่างเต็มเปี่ยม เล่ากันว่าขณะที่ท่านสวดมนต์หรือทำสมาธิ ผู้มี ตาใน บางคนเคยมีโอกาสเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระสงฆ์รูปนี้

        วันงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิต พระอาจารย์สิงห์ทนได้มาบรรยายในเรื่องของพลังรังสีธรรม และพลัง ดุริยมนตรา (พลังจากเสียงสวดมนต์) พลังรังสีธรรมคือพลังธรรมะที่สามารถเอาชนะโรคร้ายได้ เป็นการรักษาโรคด้วยพลังปรมาณูโดยอาศัย สมาธิŽ เป็นตัวช่วย ส่วนพลังดุริยมนตรา คือ การสวดมนต์ ซึ่งทำให้เกิดพลังอย่างไร และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง รายละเอียดที่น่าสนใจต่างๆ ผู้เขียนเรียบเรียงมาจากคำบรรยายของพระอาจารย์สิงห์ทน ดังนี้
        ในหัวข้อเรื่อง พลังรังสีธรรม เรื่องนี้พูดมาหลายปี แล้วก็มีเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่เรียกว่า ดุริยมนตรา พลังรังสีธรรม คือ พลังที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม ใครก็ตามถ้าปฏิบัติธรรมตามหลักที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
 
          ธรรมจักร เราคงคุ้นกันในภาษาบาลี แต่ถ้าเป็นภาษาสันสกฤต ก็คือ จักระ พระพุทธเจ้า หลังจากตรัสรู้ พระองค์ได้ตรัสว่า ไม่มีใครที่จะทำได้เหมือนพระองค์ ไม่ว่าพรหม เทพ พระยามาร ไม่สามารถจะทำได้ที่ทำให้รังสีเป็น ฉัพพรรณรังสีŽ คือเมื่อพระองค์ได้ค้นพบทางสายกลาง และทำมรรคมีองค์แปดให้เกิดขึ้น รังสีของพระองค์ก็กลายเป็น ฉัพพรรณรังสีŽ รังสีของคนทั่วไปเป็นรังสีสีรุ้ง คือ ที่กระหม่อมสีม่วง หน้าผากสีน้ำเงิน คอสีฟ้า หัวใจสีเขียว ลิ้นปี่สีเหลือง สะดือสีส้ม ก้นกบสีแดง อันนี้เป็นที่รู้กันทั่วๆไป แต่ของพระพุทธเจ้าเหลือรังสีเพียง 6 ทำไม...น่าจะมากกว่าคนธรรมดา แต่ของพระองค์กลับน้อยกว่า

        ที่กระหม่อมคนเป็นสีม่วง แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นสีประภัสสร สีนี้เป็นสีที่กระจายไปถึงพรหมโลกในวันตรัสรู้ ทำให้พระพรหมเทพพากันมาเฝ้า โลกสะเทือนสะท้าน สั่นไหว ที่หน้าผากแทนที่จะเป็นสีน้ำเงิน ของพระพุทธองค์กลับเป็นสีขาว คอก็เป็นสีขาว ไม่ใช่สีฟ้า ทำไม...อันนี้ถ้าเราใช้กล้องออร่าถ่าย ถ้าใครที่กระหม่อมมีสีขาว ก็หมายถึงสื่อกับบรรดาวิญญาณหรือเทพ พรหมได้ แต่ถ้าหน้าผากมีสีขาวก็เรียกว่าเป็นผู้ที่ได้หูทิพย์ ตาทิพย์ อย่างพระพุทธเจ้า พระองค์ได้วิชชา 8 มีทั้งตาทิพย์ หูทิพย์ ถ้าคอเป็นสีขาวก็สามารถพูดกับสัตว์รู้เรื่อง ในปัจจุบันท่านที่เพิ่งมรณะไปเช่น หลวงปู่โง่นโสรโย วัดพระพุทธบาท เขารวก ท่านก็พูดกับสัตว์รู้เรื่อง ฉัพพรรณรังสี คือ รังสีของคนที่มีอิทธิฤทธิ์หรือได้ อภิญญา

        มักจะมีการถามกันว่า พระพุทธศาสนามีด้วยหรือที่สอนเรื่อง พลัง ขอชี้แจงให้ทราบว่า อย่าสนใจเรื่องปาฏิหาริย์หรือการแสดงฤทธิ์ พระพุทธเจ้าว่าการแสดงอาเทศนาปาฏิหาริย์ด้วยการดักใจ หรือเดาใจคนอื่น รู้จิตรู้ใจคนอื่นพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคนเรามีน้ำใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ถ้าเราคิดอย่างไร เราจะเป็นอย่างนั้น ถ้าใจเราฝึกมาเป็นสัมมาทิฐิ จะคิดก็คิดดี พูดก็พูดดี ทำก็ทำดี แต่ตรงกันข้ามถ้าใจไม่ได้ฝึกให้เป็นสัมมาทิฐิ จะคิดก็คิดในทางที่ชั่ว ทำชั่ว ฉะนั้น พลังรังสีธรรมจะว่าไปโดยย่อมีอย่างนี้

        และพลังรังสีธรรมนี้มันก็เป็นเหตุให้เกิดดุริยมนตราขึ้นมา มีอยู่วันหนึ่งคุณหมอบรรจบ ชุณหสวัสดิกุล เจ้าของสถาบันบัลวี (ศูนย์ธรรมชาติบำบัด ซอยระนอง 1 ถ.พระราม 6) นิมนต์อาหมอไปสอนเรื่องสวดมนต์รักษาโรค พอพูดถึงเรื่องนี้บางท่านก็สงสัย เอ๊! สวดมนต์รักษาโรคได้อย่างไร แล้วอย่างนั้นจะมีโรงพยาบาลไปทำไม ใครก็สวดได้แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า โรคบางโรครักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน รักษาจากโรงพยาบาลใหญ่ๆไม่หาย แต่มาหายได้ด้วยการสวดมนต์ เมื่ออาตมารับอาราธนาไปสอนเรื่อง สวดมนต์รักษาโรคŽ บังเอิญตอนนั้นคุณแนบ โสตถิพันธุ์ ใครๆก็รู้จักศิลปินแห่งชาติ ท่านเป็นมะเร็ง อาตมาก็ไปสอนว่าโรคต่างๆนี้รักษาไม่ยากหรอกถ้าเราใจเข้าธรรมชาติ อาตมาก็เป็นมะเร็งตอนอายุ 53 พ่อก็ตายด้วยมะเร็งอายุ 55 แม่ตายด้วยมะเร็งอายุ 60 อาตมาก็นึกว่า 56 ก็พอมากกว่าพ่อไปปีนึง เพราะเราเป็นผู้ชายก็เตรียมงานศพของตัวเองเสร็จ แต่แล้วก็ยังไม่ตาย เพราะอะไรก็เพราะการสวดมนต์นี่แหล่ะ นั่นคือกฎธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิสสัย 4 ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติ ซึ่งทำให้เกิดพลังรังสีธรรม และการสวดมนต์ก็ต้องสวดด้วยปีติ คือ ขณะที่สวดมนต์นั้นต้องทำจิตให้เกิดปีติเหมือนกับเรานั่งฟังธรรมะจากพระพุทธเจ้า
ผู้โพสต์ : รัตน์   วันที่ : 02 - มี.ค. - 50  เวลา 00:20:41   , ip : 58.9.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   


              ประวัติ ดร.พระอาจารย์สิงห์ทน นราสโภ

          นามเดิม สิงห์ทน คำซาว เป็นบุตร นายผึ้ง นางเขี้ยว คำซาว เกิดเมื่อ 30 พฤษภาคม 2479 ณ บ้านเลขที่ 176 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ 13 ขวบ ณ วัดอินทาราม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2493 แล้วย้ายไปศึกษาต่อด้านภาษาบาลี และนักธรรม จบ น.ธ.เอก และ ป.ธ.4 แล้วย้ายไปเรียนต่อ ณ กรุงเทพมหานคร พักอยู่ที่วัดราชวรินทร์ จากนั้นได้ย้ายไปอยู่ ณ วัดพระเชตุพนฯ

        ต่อมาท่านได้อุปสมบทเป็นพระโดย สมเด็จพระสังฆราช ป๋า (ปุ่น ปุณฺณสิริ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ณ พัทธสีมาวัดพระเชตุพนฯ แล้วเรียนต่อจนจบ ป.ธ.7 พม. พธ.บ. M.A. และ PH.D. ทางปรัชญาจากมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์ วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ และจากมหาวิทยาลัยวิศวภารตี ศานตินิเกตัน ประเทศอินเดีย

        ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระปิฎกโกศลและพระทักษิณคณาธิกร พระปลัดขวาของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริ) วัดพระเชตุพนฯ เมื่อสมเด็จพระสังฆราช ป๋า (ปุ่น ปุณฺณสิริ) สิ้นพระชนม์ ได้ลาสิกขา เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2518 อยู่เป็นฆราวาสเป็นเวลา 19 ปี ใช้ชีวิตเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาและศาสนา ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนจะลาออกจากราชการก่อนเกษียณ กลับมาบวชอีกครั้ง ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2537 และได้ทำหน้าที่เป็นพระธรรมทูตจนกระทั่งปัจจุบัน
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 02 - มี.ค. - 50  เวลา 00:22:35  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


  บทความ โดย สายทิพย์
จาก นิตยสาร "หญิงไทย" ฉบับที่ 752 ปีที่ 32 ปักษ์แรก เดือนมกราคม พ.ศ. 2550
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 02 - มี.ค. - 50  เวลา 00:24:05  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



            ขอบคุณครับพี่รัตน์
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : niwat วันที่ : 02 - มี.ค. - 50  เวลา 10:03:42  ,ip :58.136.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.