อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
พระแก้วมรกต ในมุมมองของข้าพเจ้า

Warning: getimagesize(images/board/3_1176691918.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)

พระพุทธมหามณีรัตน์ปฏิมากร  หรือเรียกเป็นสามัญว่า  พระแก้วมรกต  เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปางสมาธิ  แกะสลักจากหยกสีเขียวบริสุทธ์  ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน์ศาสดาราม  (วัดพระแก้ว)  กรุงเทพมหานครฯ

ประวัติเป็นมาของพระแก้วมรกตมีอยู่หลายฉบับ  เช่น  ฉบับชินกาลมาลีปกรณ์ , ฉบับรัตน์พิมพาวงศ์ , ฉบับภาษาลาว,  ฉบับพงศาวดารเมืองหลวง,  ฉบับพงศาวดารกรุงกัมพูชาฯลฯ  เนื้อความในแต่ละฉบับจะต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของกษัตริย์  ชื่อสถานที่  แต่รวมความแล้วส่วนใหญ่จะมีความว่า  พระแก้วมรกตนั้นสร้างขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานล่วงไปแล้ว  500ปีในประเทพอินเดียที่เมืองปาลีบุตร  ณ  วัดการามโดยเทวดาได้สร้างถวายพระนาคเสนเถระพระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์สำเร็จด้วยอภิญญาพระแก้วมรกตประดิษฐานที่เมืองปาลีบุตรเมื่อถึงคริสต์ศักราช  257  ก็ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่ลังกาเป็นเวลา  200ปีเศษ  ต่อมาก็ไปสถิตออยู่ที่กรุงกัมพูชา  กรุงศรีอยุธยา  ละโว้กำแพงเพชร  เชียงราย

เมื่อมาสถิตที่เมืองเชียงราย  เจ้าเมืองเชียงรายได้นำพระแก้วมรกตไปซ่อนศัตรูด้วยการพอกปูนแล้วลงรักปิดทอง  แล้วนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์  (ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว  อำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงราย)  ต่อมาในปี ค. ศ. 1434  เจดีย์ที่บรรจุพระแก้วมรกตได้ถูกฟ้าผ่าพังทลายลง  ชาวเมืองได้เห็นพระแก้วมรกตในสภาพของพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองทั้งองศ์  ก็สำคัญว่าเป็นพระพุทธรูปสามัญจึงอัญเชิญไปประดิษฐานในวิหารต่อมาปูนที่หุ้มองค์พระแก้วมรกตบริเวณปลายพระนาสิก  (จมูก) ได้กะเทาะออกทำให้เห็นเป็นแก้วสีเขียว  เจ้าอาวาสที่ดูแลพระอารามจึงได้กะเทาะปูนที่หุ้มพระแก้วมรกตออกทั้งองค์  ทำให้เห็นพระพุทธรูปเป็นแก้วสีเขียวบริสุทธ์  ชาวเมืองเชียงรายและเมืองใกล้เคียงต่างก็พากันไปนมัสการเป็นจำนวนมาก 

ความรู้ถึงเจ้าเมืองเชียงราย  เจ้าเมืองเชียงรายจึงนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าสามฝั่งแกนเจ้าเมืองเชียงใหม่ให้ทรงทราบ  พระจ้าสามฝั่งแกนก็โปรดเกล้าฯ  ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่โดยกระบวนช้าง  ครั้นมาถึงทางแยกที่จะไปเมืองลำปางช้างที่รับเสด็จพระแก้วมรกตก็วิ่งตื่นไปทางเมืองลำปาง  เมื่อหมอควาญเล้าโลมช้างให้สงบลงแล้วพาไปทางเมืองเชียงใหม่  ช้างก็ตื่นไปทางเมืองลำปางอีกเป็นอย่างนี้หลายครั้งท้าวพระยาผู้ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตจึงมีใบบอกไปถึงพระเจ้าฝั่งแกน 

พระเจ้าสามฝั่งแกนก็ทรงวิตกว่าผีที่รักษาพระแก้วมรกตคงไม่ยอมให้พระแก้วมรกตประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่เพราะเมืองเชียงใหม่นับถือผีมาก  พระองศ์จึงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่วัดเมืองลำปาง  ปัจจุบันเรียกว่าวัดพระแก้วดอนเต้า  พระแก้วมรกตประดิษฐานที่เมืองลำปางเป็นเวลา 32 ปี คศ  1468  พระเจ้าติโลกราชก็โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่วัดเจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่   



พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ได้  82  ปี  ถึงปี ค. ศ.1550  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเชื้อพระวงศ์แห่งกรุงล้านช้างผู้เป็นพระราชนัดดาของพระเมืองเกษเกล้าพระเจ้ากรุงเชียงใหม่ซึ่งเสด็จจากล้านช้างมาครองเชียงใหม่ได้  2  ปี  ก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่ล้านช้างครั้งแรก  พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่หลวงพระบางเป็นเวลา  12  ปี  ต่อมาเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชย้ายเมืองหลวงพระบางไปอยู่ที่เวียงจันทน์  พระแก้วมรกตก็ไปประดิษฐานอยู่จันทน์เป็นเวลา  214  ปี  ถึงปี ค.ศ. 1778  เมื่อกรุงธนบูรียกทัพไปตีเวียงจันทน์ได้ชัยชนะสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางไปประดิษฐานที่กรุงธนบุรี  โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯให้ปลูกโรงประดิษฐานพระแก้วมรกตและพระบางใกล้กับพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามในบริเวณพระมหาราชวัง  (ปัจจุบันโรงพระแก้วถูกรื้อไปแล้ว)  สมโภช  3  วันแล้วพระราชทานเงิน  100  ชั่งให้ซื้อทองคำมาทำเครื่องทรงประดับองศ์พระแก้วมรกต  ต่อมาเมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชใน ค. ศ. 1782 สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกก็ทรงได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์มีพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชก็โปรดเกล้าฯให้สร้างพระอารามหลวงวัดพระศรีรัตน์ศาสดารามประดิษฐานพระแก้วมรกต  และโปรดเก้าฯให้สร้างเครื่องทรงฤดูร้อนและฤดูฝนถวายเป็นพุทธบูชา

ครั้นถึงปี ค. ศ. 1850 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็โปรดเกล้าฯให้สร้างเครื่องทรงฤดูหนาวถวายเป็นพระพุทธบูชาอีกชุดหนึ่ง  จึงมีพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตทั้ง 3 ฤดูมาจนทุกวันนี้

ศิลปแห่งพุทธานุภาพอันไพศาล

จากการศึกษารวบรวมข้อมูลของข้าพเจ้า      แม้ตำนานพระแก้วมรกตทุกฉบับจะกล่าวว่าพระแก้วมรกตกำเนิดในประเทศอินเดียเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานล่วงไปแล้ว  500  ปี  แต่จากรูปแบบศิลปะที่ปรากฏพระแก้วมรกตไม่ใช่ศิลปะอินเดียและไม่ใช่มีอายุเก่าถึง  2000  ปี 

เนื่องจากพุทธลักษณะพระแก้วมรกตที่มีพระรัศมีเป็นต่อม พระพักตร์ (ใบหน้า) กลมพระขนง (คิ้ว) โก่ง พระเนตร (ตา) เหลือบต่ำ  หลังพระเนตรอูม พระนาสิก (จมูก) โด่ง พระโอษฐ์  (ปาก) บาง สลักเป็นขอบสองชั้น พระหนุ (คาง)เป็นปมพระวรกาย  (ลำตัว)  อวบอ้วนตั้งตรง  พระอังสา (บ่า) กว้าง บั้นพระองศ์  (เอว)  คอดแล้วค่อยๆผายออกที่พระโสณี (สะโพก)พระเพลา  (ตัก)  แคบชายสังฆาฏิยาวมีชายขอบจีวรคาดพระชานุทั้งสองข้าง ประทับนั่งขัดสมาธิราบปางสมาธิบนฐานเขียง  แสดงให้เห็นว่าพระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนาสกุลช่างเชียงใหม่ ตอนที่มีการสร้างพระแก้วมรกตน่าจะเป็นสมัยที่อาณาจักรล้านนาที่กำลังได้รับอิทธิพลจากศิลปะลังกาสุโขทัย ซึ่งก็มีปรากฏในองค์พระแก้วมรกตชัดเจน

กล่าวคือรายละเอียดโดยรวมเป็นศิลปะล้านนาสกุลช่างเชียงใหม่ตอนต้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 คือลักษณะการประทับนั่งและส่วนที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยคือชายจีวรที่คาดพระชานุทั้งสองข้าง ชายสังฆาฏิที่ยาวส่วนการประทับนั่งขัดสมาธิราบแสดงปางสมาธิน่าจะได้รับอิทธิพลจากลังกา แต่ในความเห็นของข้าพเจ้ามีความเข้าใจว่า พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนาสกุลช่างเชียงใหม่ที่ได้รับอิทธิพลศิลปะลังกาสมัยสมัยโปโลนนรุวะ สังเกตจากเกตุมาลา (พระรัศมีที่เปล่งอยู่เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า) รูปพระพักตร์ การครองจีวร  การแสดงปางสมาธิ แต่อิทธิพลของศิลปะลังกานี้อาจจะรับผ่านทางศิลปะสุโขทัยและส่งต่อไปยังศิลปะล้านนาสกุลช่างเชียงใหม่ก็ได้อย่างไรก็ตามผลสรุปที่ได้ก็คือ

"พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนาสกุลช่างเชียงใหม่ที่ได้รับอิทธิพลศิลปะลังกาและสุโขทัย"  มีอายุก่อนการพบพระแก้วมรกตในเจดีย์เมืองเชียงรายในปี ค.ศ.1434 โดยอาจจะมีอายุอยู่ในระหว่างกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่ศิลปะลังกาและสุโขทัยแผ่อิทธิพลมาที่ล้านนามาก

บทสรุป  จากที่กล่าวมา พระแก้วมรกตจึงสร้างขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้สร้างขึ้นในประเทศอินเดียหรือลังกาอย่างที่ตำนานกล่าวไว้ และด้วยดวงเมืองของประเทศไทยพระแก้วมรกตจึงได้พัดพรากไปอยู่ในแว่นแคว้นอื่นนานถึง 200 ปี



เนื้อหาและที่มาบางส่วน    จาก หนังสือพระพุทธรูปศิลปล้านช้าง เขียนโดย อาจารย์ สมเกียรติ โล่ห์เพชรรัตน์  ทริปสำรวจศิลปพื้นบ้าน งานวิจัยเชิงอรรถ วัฒนธรรมพื้นบ้านล้านช้าง  ชนก หล้านามวงศ์

เนื้อหาคำบอกเล่าพื้นบ้าน  จากท้าวคำไส คำลือ  คุณลุงหนานทา แม่ข้าวต้ม ลุงหนานหล้า แม่คำหลักเจ็ด


ผู้โพสต์ : เมืองเก่า   วันที่ : 16 - เม.ย. - 50  เวลา 09:51:58   , ip : 124.157.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   


อ่านกันเพลินๆๆๆในงานวันสรงน้ำพระ วันพญาวันวันนี้ครับ  ขอให้เพื่อนๆพี่ๆทุกท่านโชคดีในวันสงกรานต์นี้ครับ
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : เมืองเก่า วันที่ : 16 - เม.ย. - 50  เวลา 09:53:16  ,ip :124.157.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอขอบคุณในบทวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งมีเหตุผลจากการศึกษาประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลป์
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : apuse วันที่ : 16 - เม.ย. - 50  เวลา 18:28:42  ,ip :124.120.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.