อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
สืบเนื่อจากกระทู้ เรื่องจริงผ่านจอ........ด้านมืดจตุคาม
สืบเนื่อจากกระทู้ เรื่องจริงผ่านจอ........ด้านมืดจตุคาม ของพี่รัตน์ ที่กระทู้นี้ครับ http://www.amulet2u.com/board/q_view.php?c_id=7&q_id=8208&PHPSESSID=d6c739ec6d71d4bdd3828908b9447c0e
ทำให้มีความคิดที่อยากนำเสนอข้อมูลในด้านอื่นเพิ่มเติมครับ
----------------------------------------------------------------------------------
จตุคามรามเทพ-ค้นหาตำนาน
จากบล๊อก http://www.poakpong.com/?display=blog&id=911 น่าสนใจมากครับ เพราะเขาไปเอาบทความจากไมเคิล ไร้ท์ นักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับไทยเป็นอย่างดี ถ้าใครรู้จักก็จะรู้ว่า ดีกว่าคนไทยซะอีกครับ คือ แกรู้ในหลายๆ เรื่องจนน่าตกใจ ลองมาอ่านบทความกันดูครับ
----------------------------------------------------------------------------------
ข้อความต่อไปนี้คัดลอกทั้งหมดมาจาก
"จตุคามรามเทพ-ค้นหาตำนาน Catugamaramadeva-In Search of Origins"
คอลัมน์ ฝรั่งมองไทย โดย ไมเคิล ไรท นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4-10 พฤษภาคม 2550

- - - - -

คำนำ

"จตุคามรามเทพ" เป็นชื่อเทพองค์หนึ่งที่ต้องขนานนามขึ้นใหม่ เพราะไม่เคยปรากฎในคัมภีร์ใดๆ หรือตำนานเก่าแก่ ไม่ว่าพุทธหรือพราหมณ์ ผู้ผลิตพระเครื่องนี้โฆษณาสรรพคุณโดยอ้างคำของร่างทรงหรือ "ตำนานเก่าแก่" โดยไม่ระบุชื่อหรือที่มาของตำนาน

ผู้ที่ศึกษาสังคมและศาสนาอย่างเป็นวิชาการย่อมไม่สนใจว่า องค์จตุคามรามเทพมีจริงหรือไม่จริง เพราะมันเป็นเรื่องศรัทธา ผู้ศรัทธาจตุคามรามเทพย่อมเชื่อว่ามีจริงตามสิทธิ์ของเขา นักวิชาการจึงไม่ท้าทายหรือลบหลู่ศรัทธา แต่มีสิทธิ์และหน้าที่ค้นคว้าว่า จตุคามรามเทพมีความเป็นมาอย่างไร? มีเอกสารโบราณรองรับไหม?

ผลเบื้องต้นคือ จตุคามรามเทพไม่ได้อุปโลกน์ขึ้นมาจากความว่างเปล่า มีเค้ามูลอยู่ในวรรณคดีโบราณจริง แต่วรรณคดีชิ้นนั้นๆ อยู่ในความทรงจำคลาดเคลื่อนจนได้ชื่อ "จตุคามรามเทพ" ออกมาอย่างผิดเพี้ยน จากคำในตำนานเดิม

ปริศนาพระนาม

"จตุคามรามเทพ" ไม่เคยปรากฎในเอกสารโบราณดังว่ามาแล้ว "ราม" ก็คือพระราม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของชื่อกษัตริย์หลายองค์ในโลกมอญ-ไทย แต่ "รามเทพ" น่าจะหมายเฉพาะพระรามในรามายณะ ส่วน "จตุคาม" แปลว่า "สี่บ้าน" พระนามรวมหมายความว่า "พระรามสี่บ้าน" ที่ไม่เคยปรากฎในตำนานประวัติศาสตร์หรือเทพปกรณัม ไม่ว่าเป็นฝ่ายพุทธหรือฝ่ายฮินดู จึงอธิบายไม่ได้และเป็นที่น่าสงสัย

เป็นไปได้ไหมว่าคำว่า "จตุคาม" เพี้ยนมาจากคำอื่นที่คนไม่ถนัด บาลี สันสกฤต จำมาผิดๆ ?

หลักฐานชิ้นที่ 1

จากตำนานพระธาตุนครศรีธรรมราช (ที่มีต้นฉบับเก่าแก่ เคยพิมพ์เผยแพร่และใครๆ อ้างอิงได้) เราทราบว่า พระธาตุนครฯ มีความผูกพันกับลังกาอย่างใกล้ชิด เช่น "พลิติและพลิมุย สองเศรษฐีชาวลังกาได้รับคำสั่งพระเจ้าลังกาให้มาช่วยสร้างพระบรมธาตุที่เมืองนคร แต่เดินทางถ้งช้าจึงสร้างวิหารนี้ขึ้น" (วิหารนี้หมายถึงวิหารพระม้า)

ในบทสัมภาษณ์ (ข่าวสด 7 มี.ค. 2550) น.พ.บัญชา พงษ์พานิช อธิบายเรื่องเทพรักษาพระธาตุว่า "โดยที่ยอดบันไดเป็นคู่ของ ท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ นั่งพิทักษ์อยู่"

เทพปูนปั้นที่นั่งชันเข่าสองข้างหัวบันไดจะเป็นท้าวขัตตุคาม และท้าวรามเทพ ตามที่เชื่อกันนั้น ยังไม่มีหลักฐานโบราณรองรับ แต่เทวรูปสลักนั้นสูงบนปานประตูไม้ทางเข้าลานประทักษิณยังเป็นปริศนาที่น่าสนใจ

บานหนึ่งเป็นรูปพระนารายณ์ทรงจักรและธนู ซึ่งสมควรจะเป็น รามเทพ จริง แต่อีกบานหนึ่งเป็นใคร? ใครๆ มักนับพระพักตร์ที่มองเห็นเป็นสี่แล้วสรุปว่าเป็น พระพรหม แต่ท่านถือเทพาวุธ (ค้อน? หอก?) ผิดพระพรหม แต่ตรงกับ ขันธกุมาร (สกันทะ) ที่นับถือว่าเป็น เทวเสนาบดี ยิ่งกว่านั้น หากนับพระพักตร์ที่มองไม่เห็น (เพราะอยู่ด้านหลังรูปนูน) ก็เป็น หกเศียร (ฉมุข) ตรงกับขันธกุมารที่เป็นลูกบุญธรรมแม่นมทั้งหกในนักษัตร์กฤตติกา

เทวรูปองค์ไหนในวิหารพระม้าจะเป็นท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ ยังไม่เป็นที่ตกลงแต่ที่สรุปได้คือ

1. สองชื่อนี้หมายถึงเทพสององค์ จะเหมาเป็นองค์เดียวไม่ได้
2. หลักฐานดังกล่าวน่าจะรับรองความสัมพันธ์ระหว่างพระบรมธาตุนครฯ กับศรีลังกาและ
3. ชวนให้สงสัยว่า ชื่อ ขัตตุคาม และ รามเทพ ต่างสืบทอดมาจากตำนานเอกสารโบราณฉบับใดแน่?

เรื่องนี้นำไปสู่หลักฐานชิ้นที่สอง

หลักฐานชิ้นที่ 2

ในเรื่องนี้ท่านอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลาฯ แนะนำให้ผมกลับไปอ่าน ตำราพระพุทธสิหิงค์ (สิหลพุทธรูปนิทาน) และตำนาน ชินกาลบาลีปกรณ์ ทั้งสองฉบับมีความว่า :-

ครั้นหนึ่งพระร่วงสุโขทัยได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธรูปในลังกาว่าศักดิ์สิทธิ์นัก จึงส่งทูตไปเจรจาพระเจ้าเมืองนครฯ ว่าทำอย่างไรถึงจะได้มา พระยานครฯ ตอบว่า "ไปเอามาบ่มิได้ เพราะลังกามีเทพารักษ์สี่องค์ (จตุเทวรักขา) คือ พระราม พระลักษมณ์ สุมนเทพ และ ขัตตคามเทพ"

เทพเหล่านี้คือใคร?

ปัจจุบันนี้พระรามยังสถิตอยู่ที่เมืองเทพนคร (Dondra) ครองภาคตะวันตกเฉียงใต้ในนาม "อุบลวรรณ" พระลักษมณ์หายไป มีพิเภก (Vibhishana) มาขึ้นครองแทนที่วัดกัลยาณีสีมา กรุงโคลัมโบ สุมนเทพยังครองสุมนกูฏ (เขาพระพุทธบาทกลางเกาะ) ส่วนขัตตคามเทพ ได้แก่ ขันธกุมาร (บุตรพระอิศวร) ที่สถิตอยู่ที่กฎรคาม (Kataragama) ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ขันธกุมารได้ชื่อในลังกาตาที่สถิต Kataragama ซึ่งเขียนเป็นบาลีว่า ขัตตุคาม และคนไม่ถนัดภาษาย่อมดัดแปลงเป็น จตุคาม ตามใจนึกคิดโดยไม่นึกถึงความหมายหรือหลักภาษา

ความสรุป

ว่าโดยสรุป "จตุคามรามเทพ" แต่เดิมน่าจะเป็นเทพฮินดูสององค์ที่ชาวลังกานับถือเป็นเทพารักษ์พระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อชาวนครฯ รับพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามา เทพทั้งสองก็ตามาด้วยในฐานะเทพารักษ์พระบรมธาตุนครฯ

ต่อมาในสมัยหลังนี้ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์เสื่อมและเอกสารโบราณถูกลืมหรือถูกอำพราง บรรดาผู้มีศรัทธาบางคนจึงรู้สึกแปลกแยกหมดที่พึ่งแล้วขวนขวายสร้างที่พึ่งขึ้นมาใหม่โดยผนวกชื่อ "ขัตตุคามเทพ" กับ "รามเทพ" แล้วอุปโลกน์เทพองค์ใหม่ชื่อ "จตุคามรามเทพ" ขึ้นมาจากความว่างเปล่าโดยไม่มีหลักฐานใดๆ รองรับ

ความส่งท้าย

ในเรื่องนี้เห็นจะโทษใครไม่ได้ คนที่คิด จตุคามรามเทพ ขึ้นมาคงเป็นคนอนาถาทางการศึกษา ไม่รู้ประวัติศาสตร์ เข้าไม่ถึงเอกสารโบราณ และขาดออกจากหลักพุทธศาสนาขนานแท้ จนหลงงมงายกับเครื่องอัปมงคลชนิดเรียก "เงินไหลเข้ามา"

ในที่สุดผมได้แต่โทษระบอบสังคมและการศึกษาที่ผูกวัฒนธรรมและความรู้ดีๆ ไว้เป็นสมบัติเฉพาะของชนชั้นผู้ดี แล้วทิ้งประชาชนจำนวนมากเป็นอนาถาให้งมงายขวนขวายหาที่พึ่งกับผีสางเทวดาที่ไม่มี(และไม่เคยมี) ในโลกแห่งความเป็นจริง
ผู้โพสต์ : vut   วันที่ : 23 - พ.ค. - 50  เวลา 01:22:49   , ip : 58.9.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   


ส่วนนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จาก กระทู้นี้ครับ http://www.chiangmainews.co.th/viewnews.php?id=12414&lyo=1
-----------------------------------------------------------------
มรดกแผ่นดิน ๒๐ พค.ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์
ปริศนานาม “จตุคามรามเทพ”

          นามของ “จตุคามรามเทพ” ยังคงเป็นปริศนาอยู่ท่ามกลางสังคมไทย เราต่างก็ไม่มีใครทราบความเป็นมาแน่ชัด มีแต่ข้อสันนิษฐานร้อยแปดพันเก้าของผู้พยายามแกะรอย ซึ่งเรื่องราวที่เขียนกันเป็นตุเป็นตะนั้น มีทั้งการถอดรหัสคำบอกเล่าของขุนพันธรักษ์ราชเดชแล้วนำไปขยายความต่อ มีทั้งความมุ่งมั่นค้นหาความจริงเชิงวิชาการ ผิดบ้างถูกบ้างไม่ว่ากัน และมีทั้งพวกโหนกระแสหากินกับการขายเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของจตุคามรามเทพให้ดูเร้าใจยิ่งขึ้น
รายที่บอกว่า “จตุคามรามเทพ” เป็นปฐมกษัตริย์หรือพระเจ้าจันทรภาณุนั้น เหตุเพราะพิจารณาจากชื่อเดิมของจตุคามที่มาจาก “ขัตตุคาม” คำว่า “ขัตต” หรือ “ขัตติยะ” หมายถึงกษัตริย์ จึงเชื่อมโยงไปสู่พระเจ้าจันทรภาณุ ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวทางนำเสนอที่พอเข้าเค้าอยู่บ้าง

          ส่วนกรณีที่บอกว่าหมายถึงเทวดาสี่ทิศ หรือท้าวทั้งสี่ ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงสององค์จนกลายเป็นทวารบาล ก็คงพิจารณาจากรูปปั้น ณ บานประตูทางขึ้นพระธาตุนครศรีธรรมราช ของ “ท้าวขัตตุคาม” และ “ท้าวรามเทพ” ที่ทำหน้าที่พิทักษ์โบราณสถานสำคัญ แต่คนที่เชื่อทฤษฎีนี้คงลืมไปแล้วว่าโดยปกติท้าวทั้งสี่หรือท้าวจตุโลกบาลนั้น ก็มีกลุ่มเทพของเขาอยู่แล้วสี่ตน
ในขณะที่ นักวิชาการจากสำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช เคยนำเสนอว่า “อาจ” หมายถึงการรวมตัวกันระหว่าง “พระพรหม” กับ “พระนารายณ์” เนื่องจาก “จตุ” หมายถึงสี่ อาจเป็นสัญลักษณ์ของพระพรหม และ “รามเทพ” ก็คือพระนารายณ์ ซึ่งทฤษฎีนี้ก็ถือว่าผู้วิเคราะห์พยายามใช้ความรู้ทางโบราณคดีเข้ามาประกอบมิใช่น้อย แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้อิงกับความรู้ทางด้านภาษาศาสตร์ถึงชื่อดั้งเดิมว่าจตุคามนั้นเคยเขียนว่าขัตตุคามมาก่อน ฉะนั้นการตีความของคำว่า “จตุ” จึงแทบไม่มีน้ำหนักอันใดเพราะเป็นคำที่เพิ่งนำมาใช้ใหม่ ในช่วงไม่นานมานี้

          ส่วนนิยามที่ว่าจตุคามรามเทพ ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ หรือทรงเป็นราชันย์ดำแห่งท้องทะเลใต้ โดยโยงไปหาอาณาจักรศรีวิชัยนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิด เพราะผู้นำเสนอทฤษฎีเหล่านั้นก็คงต้องการหาคำตอบให้สังคมกันอย่างสุดๆ จึงพยายามสืบเสาะหาเค้าเงื่อนสารพัดสารเพที่ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์มาโยงใยกันให้ดูอลังการ

          สรุปแล้ว สังคมไทยตกอยู่ภายใต้กระแสความสับสนงุนงงเรื่องนิยามและความหมายของ “จตุคามรามเทพ” อยู่นาน แทบไม่มีทฤษฎีไหนที่น่าเชื่อถือได้จริง ๑๐๐ % จนกระทั่ง อ.วิธูร บัวแดง นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แนวคติชนวิทยา ได้ให้ความกระจ่างชัดแก่ดิฉันเมื่อสองเดือนก่อนว่า คำว่า “ขัตตุคาม” หรือ “ฃัตตคาม” แท้จริงแล้วเป็นคำเดียวกันกับมหาเทพฮินดูโบราณองค์หนึ่งชื่อ “ขันธกุมาร” เทพแห่งสงครามผู้ทรงนกยูงเป็นสัญลักษณ์ มีศักดิ์เป็นโอรสของพระอิศวร (ศิวะ)

          เท่านั้นไม่พอ ไมเคิล ไรท ผู้เชี่ยวชาญด้านลังกาศึกษา ยังได้ฟันธงในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๔-๑๑ พค. สำทับซ้ำอีกว่า จตุคามรามเทพ มาจากเทพสององค์คือ “ขัตตุคาม” หรือขันธกุมาร กับ “รามเทพ” ซึ่งเป็นเทพที่แยกออกจากกัน
ดิฉันจึงได้ดำเนินการศึกษาต่อยอดไปถึงลัทธิการบูชา “ขัตตุคาม-รามเทพ” ที่เริ่มจากชาวทมิฬในอินเดียใต้และลังกา สู่ชาวลัวะในดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมองว่า แต่เดิมนั้นประชาชนเคยนับถือสองมหาเทพนี้มาก่อนที่จะมีศาสนาพุทธ แต่ในหลายๆ เมืองความเชื่อนี้ได้เลือนหายไปหมดแล้ว ยังคงเหลือจารึกชื่อของเทพทั้งสองปรากฏไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น
และเมื่อได้มีการฟื้นฟูเสื้อเมืองหรือศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น จึงได้มีการอัญเชิญเทพสององค์มาสถิตรวมเป็นหนึ่ง จาก “ขัตตุคาม-รามเทพ” จึงแผลงกลายมาเป็น “จตุคามรามเทพ”

          ถ้ากระแส “จตุคามรามเทพ” ไม่ดัง ก็คงไม่มีใครสนใจว่าเทพองค์นี้คือใครมาจากไหน สำคัญอย่างไร เผอิญดังเกินความคาดหมาย จึงเลี้ยงไม่ได้ที่สังคมไทยจะเกิดกระบวนการสืบเสาะค้นหานิยามของ “จตุคามรามเทพ” กันไม่เว้นแต่ละวัน
มองมุมหนึ่ง นี่คือความงดงามของยุคสมัย ที่ชาวบ้านทุกคนอยากมีส่วนร่วมในการนิยามบัญญัติศัพท์ขององค์เทพที่ตนศรัทธา หากความหมายของ “จตุคามรามเทพ” ถูกค้นพบและจบลงง่ายๆ ด้วยฉันทามติเพียงหนึ่งเดียว ไฉนเลยจะกลายเป็นเทพที่มีเสน่ห์ดึงดูดชาวโลกให้ลุ่มหลงและอยากสัมผัสได้ถึงเพียงนี้
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : vut วันที่ : 23 - พ.ค. - 50  เวลา 01:31:58  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


  เข้ามาศึกษาข้อมูลจากบทความต่างๆที่คุณvut นำมาให้อ่านแล้ว ก็ต้องเปิดใจให้กว้างๆครับ และขอบคุณคุณvutมากครับ 
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 23 - พ.ค. - 50  เวลา 02:22:38  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลทางวิชาการ ที่ให้อ่านเพิ่มการศึกษา มีประโยชน์มากครับ ปัจจุบันสังคมไทนเราขาดที่พึ่งทางจิตใจ จึงหลงงมงายกับอะไรใหม่ ๆ ได้ง่ายโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องและก็เชื่อตาม ๆ กันไปตามคำบอกเล่าและสื่อที่พยายามยัดเยียดให้เชื่อโดยไม่ได้พิจารณาให้ดีเสียก่อน
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : da_p05 วันที่ : 23 - พ.ค. - 50  เวลา 09:02:30  ,ip :58.147.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



            ขอบคุณครับพีวุฒิ  สำหรับข้อมูลดีๆ  ที่ผมก็พยายามค้นหา  แต่หาอย่างไรก็ยังไม่พอ  พอได้อ่านบทความนี้แล้ว  ทำให้เรารู้อะไรมากขึ้นอีกเยอะครับ
   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : niwat วันที่ : 23 - พ.ค. - 50  เวลา 15:31:47  ,ip :58.136.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ผมก็พยายามศึกษาหาข้อมูล ครับ อ่านของคนที่บอกว่าศึกษามานาน  อ่านจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์    ก็คงเหมือนที่พี่รัตน์ว่า รู้ข้อมูล ขึ้นเยอะ
แต่ข้อเท็จจริงจุดเริ่มต้น มาจากร่างทรงใช่ไหมครับ    แต่ณ ปัจจุบัน ทำให้คนเราค้นหาสู่ประวัติศาสตร์ นับพันปี  ตามคำบอกกล่าวของร่างทรง 
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : nui วันที่ : 24 - พ.ค. - 50  เวลา 05:18:25  ,ip :203.188.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


จตุคามรามเทพคือใคร?
“จตุคามรามเทพ” คือเทวราชาโพธิสัตว์?

กลุ่มที่บอกว่า “จตุคามรามเทพ” เกี่ยวข้องกับองค์ปฐมกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าพระเจ้าศรีธรรมโศกราช หรือบ้างก็ว่าพระเจ้าจันทรภาณุนั้น เหตุเพราะพิจารณาจากชื่อเดิมของ “จตุคาม” ที่มาจาก “ขัตตุคาม” แล้วทำการตีความคำว่า “ขัตต” หรือ “ขัตติยะ” หมายถึงกษัตริย์ จึงเชื่อมโยงไปสู่กษัตริย์แห่งเมืองนครศรีธรรมราชในอดีต ทั้งนี้ผนวกเข้ากับคำกล่าวของขุนพันธรักษ์ราชเดชที่ระบุว่า องค์จตุคามรามเทพนั้นเป็นผู้ทรงธรรมที่ทำหน้าที่พิทักษ์เมืองนครศรีธรรมราชมาช้านาน ทำให้มีการสันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงพระบูรพมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งซึ่งภายหลังจากทรงสวรรคตแล้วได้ไปบำเพ็ญเพียรเป็นพระโพธิสัตว์คอยเฝ้าปกปักดูแลเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งคนส่วนใหญ่เห็นว่า ถ้าไม่ใช่พระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๑ ก็ควรเป็นพระเจ้าจันทรภาณุ หรือศรีธรรมโศกราชที่ ๒
ในกรณีของผู้ที่เชื่อว่าหมายถึงพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๑ ปฐมกษัตริย์นั้น ได้มีการเขียนอธิบายในเวบไซต์ว่า องค์จตุคามรามเทพ ทรงมีพระนามเดิมว่าเจ้าชายรามเทพ ต่อมาได้สำเร็จวิชา “จตุคามศาสตร์” จากสำนักเขาอ้อ อันเป็นวิชาที่ว่าด้วยไสยศาสตร์ในการต่อสู้กับพวกพราหมณ์ ทั้งยังระบุว่าเจ้าชายรามเทพ มีบริวารเป็นทหารกล้า ๔ นาย คือ พญาชิงชัย (พระราชโอรส) พญาหลวงเมือง พญาสุขุม และพญาโหรา ทั้งสี่เป็นกำลังหลักในการปราบพราหมณ์ที่เคยปกครองเมืองอยู่ก่อน เมื่อได้บ้านเมืองแล้วก็ได้สร้างพระบรมธาตุ สถาปนาเมือง ๑๒ นักษัตร หรือกรุงศรีธรรมาโศกราช ฝังรากฐานพระพุทธศาสนาอย่างถาวร จนได้รับเทิดพระเกียรติว่า พญาศรีธรรมาโศกราช ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่เคยมีการระบุชื่อเดิมของพญาศรีธรรมโศกราชว่าเคยชื่อเจ้าชายรามเทพ และเรียนจบวิชาจตุคามศาสตร์แต่อย่างใด อีกทั้งอดีตของพระเจ้าศรีธรรมโศกราชเองก็เคยเป็นพราหมณ์มาก่อน ภายหลังหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงไม่น่าจะมีความจำเป็นต้องกำราบพวกพราหมณ์แต่อย่างใด
ส่วนผู้ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นพระเจ้าจันทรภาณุ หรือพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ ๒ นั้น เนื่องจากเห็นว่าพระองค์ทรงปลดแอกหรือประกาศอิสรภาพให้แก่เมืองนครศรีธรรมราชทั้งจากละโว้และอาณาจักรศรีวิชัย ซ้ำยังทำการแผ่แสนยานุภาพไปไกลถึงลังกาทวีปถิ่นทมิฬดำจบทะเลอันดามันและมหาสมุทรแปซิฟิก จึงได้สมัญญานามว่าทรงเป็น ราชันย์ดำแห่งท้องทะเลใต้  เพราะจากคำบรรยายของร่างทรง (โกผ่อง) อธิบายว่า “องค์จตุคามรามเทพ” เป็นกษัตริย์นักรบที่แกร่งกล้ามีพระวรกายเป็นสีเข้ม
เกี่ยวกับประเด็นของพระเจ้าจันทรภาณุนั้น มีผู้พยายามโยงข้อความในจารึกหลักที่ ๒๓ ของอาณาจักรศรีวิชัยซึ่งจารด้วยอักษรปัลลวะผสมมอญโบราณ ปัจจุบันอยู่ที่วัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่หลักฐานดั้งเดิมค้นพบที่ตำบลเวียงสระ อำเภอบ้านนา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จารึกว่า พระเจ้าแห่งกรุงศรีวิชัย (มิได้ระบุชื่อว่าจันทรภาณุ) "เป็นผู้ตั้งฟ้าตั้งดิน ทรงเดชานุภาพดุจดังพระอาทิตย์ ทรงบำบัดความมืดมัว รูปสัณฐานของพระองค์งามราวกับพระจันทร์ อันปราศจากมลทิน”
สันนิษฐานว่า จากข้อความในจารึกหลักนี้เองทำให้เกิดการโยงว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยที่อ้างถึงนั้นน่าจะเป็นพระเจ้าจันทรภาณุ? ทำให้ต่อมาได้กลายเป็นที่มาของการปลุกเสกวัตถุมงคลจตุคามรามเทพรุ่นแรก คือรุ่น “สุริยันจันทรา” ในปี ๒๕๓๐ อย่างไรก็ดี เรื่องนี้มีนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์จำนวนมากคัดค้าน เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า อาณาจักรศรีวิชัยนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่ไชยา สุราษฎร์ธานี หรือไม่ก็ที่ชวาแถบบุโรพุทโธมิใช่ที่นครศรีธรรมราช ศรีวิชัยเป็นอีกอาณาจักรหนึ่งที่ยิ่งใหญ่เคยปกครองเมืองนครศรีธรรมราชด้วยซ้ำ ในอดีตนครศรีธรรมราชมีนามเดิมว่าอาณาจักรตามพรลิงค์ อีกทั้งพระเจ้าจันทรภาณุนั้น ชีวิตจริงมิได้มีอภินิหารอะไรมากมายนัก โดยเฉพาะบั้นปลายชีวิตทรงสวรรคตด้วยอหิวาตกโรค (ในตำนานใช้คำว่าไข้ห่า) จนต้องอพยพผู้คนย้ายเมืองหนีโรคระบาด
องค์จตุคามรามเทพยังมีอีกสมัญญานามว่า "พญาพังพกาฬ"  ซึ่งเรื่องราวของ “พังพกาฬ” นั้น มีความเป็นมาค่อนข้างพิศดาร กล่าวคือแรกเกิดเป็นลูกคนเข็ญใจ แต่มีอิทธิฤทธิ์ภินิหารก็เพราะได้มีงูคาบเอาแก้วมณีมาใส่ไว้ในเปลตั้งแต่ยังเป็นทารก ผู้คนเลื่องลือทำให้พญานครได้นำไปเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม เมื่อพญาชวา (น่าจะหมายถึงศรีวิชัย) มาตีเมือง พังพกาฬได้ล่องหนหายตัวออกไปสังหารชาวชวาอยู่เนืองๆ พญานครจึงตอบแทนคุณความดีด้วยการยกเมืองให้ปกครองครึ่งหนึ่ง ดาบที่พญาพังพกาฬใช้คือดาบไม้ภาเข แต่ตำนานก็ลงท้ายตอนจบว่าเมืองที่พญาพังพกาฬปกครองนั้นมีไข้ห่าระบาด ทำให้เมืองร้างไปอีกครั้งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าฉากสุดท้ายของพระเจ้าจันทรภาณุและพญาพังพกาฬจบลงด้วยโศกนาฏกรรมเดียวกัน
ในขณะเดียวกันก็มีการระบุว่าองค์จตุคามรามเทพคือ พระโพธิสัตว์ หากวิเคราะห์ถึงคำว่า “พระโพธิสัตว์” ในศาสนาพุทธสายวัชรยาน (มหายาน) นั้นอาจเชื่อมโยงจตุคามรามเทพไปสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์ได้เช่นกัน เนื่องจากนิกายนี้มีพระโพธิสัตว์จำนวนมากมาย ถ้าเช่นนั้นองค์จตุคามรามเทพก็ควรจะถูกเรียกว่า “เทวราชาโพธิสัตว์“ ในฐานะผู้ปกครองอาณาจักรรัฐโบราณ ดังเช่นองค์จักรพรรดิหลายพระองค์ในประวัติศาสตร์ที่เราเชื่อกันว่าดวงพระวิญญาณหลังความตายนั้นได้ไปสถิตเสถียรเป็นเทพบำเพ็ญศีลภาวนาเพื่อรอคอยการกลับมากำเนิดใหม่ในฐานะพระจักรพรรดิราชอีกครั้ง กษัตริย์ที่ประกาศตนเป็นจักรพรรดิราชา และมีคนเชื่อว่าอยู่ในสถานะของเทวราชาโพธิสัตว์ได้แก่ พระเจ้าอโศกมหาราช พระนางจามเทวี พญาอาทิตยราช พระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระเจ้าจันทรภาณุ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พระญาติโลกราช พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ พระมหาจักรพรรดิ พระนเรศวร พระเจ้าอลองพญา ฯลฯ ความเชื่อของพุทธศาสนาในสายหนึ่งที่นับถือพระเจ้าอโศกมหาราชเรียกว่าสาย “ศรีธรรมโศก” เชื่อว่าพระโพธิสัตว์คือผู้ปกครองโลก (ทวีปทั้งสี่) ในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้า (ศากยมุนี)ถือกำเนิด ศรีธรรมโศกราช ก็คือกษัตริย์ในร่างของเทวราชาโพธิสัตว์ผู้ปกครองโลกในจักรพรรดิราชา เรื่องนี้สามารถศึกษาได้ในไตรภูมิกถา 

   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : Mr.Polpol วันที่ : 15 - มิ.ย. - 50  เวลา 22:16:36  ,ip :203.150.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


สุดยอดเลยครับคุณvut
ขอบคุณจริงๆ
   ความเห็นที่ 7 โดยคุณ : ศิวเทพ วันที่ : 27 - มิ.ย. - 50  เวลา 15:20:06  ,ip :203.118.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ข้อมูล คุณpolpol ก็น่าสนใจครับ

ขอแบ่งปันประสบการณ์นะครับ  ปัจจุบันส่วนตัวแล้วผมได้แต่อ่านศึกษาว่าองค์ท่าน เป็นมายังไง      นานแล้วหลายปีก่อนเคยอ่านที่ท่านสรรเพ็ชร พูดถึง  เกี่ยวกับความเป็นมา จนถึงความมุ่งมั่นที่ท่านจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับ  สถานการณ์ของเมืองนคร ช่วงก่อนปี๓๐  จนท่านตั้งหลักเมืององค์ใหม่สำเร็จ  ก็รู้สึกศรัทธา  ตรงที่ท่านดูเอาจริงเอาจัง    แต่ไม่เคยสนใจองค์ท่าน  ได้ยินบ่อยมากๆ  ตอนหลังเริ่มมีweb พระเครื่องยุคแรก  ผมก็เริ่มติดต่อถามเพื่อนๆสายใต้ทางnet ที่เล่น เฝ้าดูราคาปรากฎว่า  เร็ว  แรง  จริงๆ  เพื่อนท่านหนึ่งยังส่งเหรียญนักษัตรปีฉลูรุ่นแรกมาให้เก็บไว้หลายปีแล้วครับ  ตอนนั้นไม่มีราคา  ผมก็เฉยๆ มาตลอด  พอสองปีก่อนได้ยินว่า ท่านสรรเพ็ชรไปสร้างรุ่นสองที่  เพชรบูรณ์  ก็งง  มาอ่านเจอใน pantip เมื่อปีที่แล้วเรื่องของท่านสรรเพ็ชร  โกผ่อ  หลวงหนุ่ย ยาวเหยียด(ท่านสรรเพ็ชร  ให้ข้อมูลเรื่อง ความเป็นมา เรื่องฟ้องร้องลิขสิทธิ์ซึ่งดำเนินการมานานแล้วเรื่องการขโมยจตุคามปี๓๐ไปขาย)  มีการพูดถึง  หลักจารึก อาณาจักรศรีวิชัย ที่ค้นพบที่ จ.นครสวรรค์  ซึ่งภายหลังบางท่านว่าไม่ใช่ศรีวิชัย  นอกจากนี้ร่างทรงก็บอกว่า โน่นแน่ะถึงเพชรบูรณ์เลยครับ  อ่านแล้วงงบ้าง สนุกบ้าง

ผมเรียนEngineering แต่ศึกษาเรื่อง  ญาณ การผูกดวง ดูดวง ดูโหงวเฮ้ง  ฮวงจุ้ย มาหลายปี  ได้รู้จักพี่ท่านหนึ่งชำนาญด้านนี้ เขาก็เรียนวิศวเหมือนกัน  ปีที่แล้ว ๔๙แนะนำให้เช่าจตุคาม รุ่น สรงน้ำราชาโชค ในราคาไม่แพงมาก ผมดูแล้วพิธืดีมากก็เลยเช่า เนื้อดำปัดทองมา ๑ องค์    สมัยผมบวชพระ(ปี๒๕๒๗)  ผมก็เคยได้ยินเรื่องเทพมาบ้าง ว่าการนับถือไม่ต้องเคร่งครัดมาก และพี่เขาว่าเทพองค์นี้เป็น  เทพของเราเอง  ให้อธิษฐานขอ ก็เลยอธิษฐานขอลาภ  โดยถ้าสัมฤทธิ์ผลผมจะเผยแพร่เรื่องปาฏิหารย์นี้ต่อไป  ปรากฎว่าถูกหวยบนดิน สองหมื่น  ก็แปลกใจ เล่าให้เพื่อนๆคนรู้จักฟัง  ตอนหลังก็ได้ เช่าเนื่อขาวปัดเงินมาอีกองค์    ขอแบบเดิมครับ  ตั้งใจไว้ว่าถ้าถูกอีกก็จะทำแบบเดิม    ครั้งหลังถูกหวยบนดินอีกหมื่นห้าครับ  ก็แปลกดี  เลยหาเก็บเอาไว้บ้างสี่ห้าองค์ครับ 

เรื่องนี้แค่เล่าให้ฟังนะครับ  เป็นประสบการณ์กับความเชื่อส่วนตัวของผม    โปรดใช้วิจารณญาณด้วย
   ความเห็นที่ 8 โดยคุณ : ศิวเทพ วันที่ : 27 - มิ.ย. - 50  เวลา 16:22:36  ,ip :203.118.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ความเชื่อส่วนตัวนะครับ
หากไม่สมควร  ผิดพลาด  ก็ ขออภัยด้วย

   ความเห็นที่ 9 โดยคุณ : ศิวเทพ วันที่ : 29 - มิ.ย. - 50  เวลา 12:45:01  ,ip :203.118.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.