อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
วิถีชีวิตที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมตั้งแต่ 700 ปีก่อนในสมัยพระเจ้า กือนา ปฐมกษัต

Warning: getimagesize(images/board/7_1188956659.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

พม่า นับเป็นประเทศที่ลึกลับ ประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าที่ล้วนแต่ดั้งเดิมประหนึ่งหยุดกาลเวลาไว้


เมืองเชียงตุงตั้งอยู่ในละติจูดที่ ๒๑ องศา ๑๗ ลิปดา ๔๘ ฟิลิปดาเหนือ และลองติจูดที่ ๙๙ องศา ๔๐ลิปดาตะวันออก สูงจากระดับทะเลปานกลางประมาณ ๒,๗๐๐ ฟุต ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๗๓๕ กิโลเมตร ห่างจากพรมแดนไทยที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประมาณ ๑๐๒ กิโลเมตร

เมืองเชียงตุงเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐฉาน อันเป็นเขตปกครองที่กว้างขวางที่สุดของสหภาพเมียนมาร์ มีเนื้อที่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ตารางไมล์ โดยแบ่งด้วยแม่น้ำสาละวินออกเป็นสองส่วน คือรัฐฉานฝั่งตะวันตก มีเมืองตองยีเป็นเมืองหลัก และรัฐฉานฝั่งตะวันออก มีเมืองเชียงตุงเป็นเมืองหลัก
ผู้โพสต์ : เมืองเก่า   วันที่ : 05 - ก.ย. - 50  เวลา 08:44:19   , ip : 222.123.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   



Warning: getimagesize(images/board/7_1188956749.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ชุมชนบ้านแสนตั้งอยู่ห่างจากเมืองเชียงตุงไปทางเหนือ บนเส้นทางระหว่างเมืองเชียงตุงไปเมืองลา อันเป็นเมืองชายแดนที่ติดต่อไปยังเมืองเชียงรุ่ง ประมาณไมล์ที่ ๔๐ จะมีทางแยกเข้าเส้นทางที่เชื่อมต่อไปเมืองยาง ซึ่งจะผ่านหมู่บ้านแสน เป็นเส้นทชุมชนบ้านแสนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ เรียกตนเองว่า ไทดอย ออกเสียงว่า ไตหลอย หรือ ตำมิละ หรือ หลอยตำมิละ และมีประวัติศาสตร์มุขปาฐะของชุมชนว่า

“บรรพบุรุษของตนคือหลอยตำมิละ อาศัยอยู่ที่เวียงเชียงเหล็กมาตั้งแต่โบราณ จนกระทั่งพระยามังรายตามล่าฟานทองมายังบริเวณดังกล่าว เห็นว่าเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมต่อการตั้งบ้านเมือง จึงส่งคนมารบกับหลอยตำมิละที่อยู่เดิม หลอยตำมิละรบแพ้ จึงอพยพหนีขึ้นมาตั้งถิ่นฐานยังบ้านแสนและบ้านแง่ก”
ประวัติศาสตร์มุขปาฐะดังกล่าวสอดคล้องกับประวัติศาสตร์การขยายอำนาจของพญามังรายเข้ามาในพื้นที่ ตามที่บันทึกไว้ในเอกสารต่างๆ

เมื่อศาสนาพุทธเผยแพร่เข้ามา เกิดการผสมกลมกลืนกับความเชื่อดั้งเดิมกลายเป็นศาสนาที่เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิต การเมืองการปกครอง และได้รับการยอมรับในวงกว้าง จนกลายเป็นแบบแผนวัฒนธรรมใหม่ขึ้น แต่ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติก็ยังคงอยู่

จากการศึกษาสันนิษฐานว่า วัดบ้านแสนสร้างขึ้นในช่วงสมัยพญากือนาลงมา เนื่องจากในช่วงดังกล่าวมีการเผยแพร่ศาสนาจากเมืองเชียงตุงไปยังเมืองเชียงรุ่ง ทำให้ชุมชนชาวไทดอยซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางการค้าและการติดต่อระหว่างเมืองดังกล่าวรับเอาพุทธศาสนามาประดิษฐานยังชุมชนของตน อีกทั้งคงได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้าฟ้าผู้ปกครองพื้นที่ จนสามารถสร้างสถาปัตยกรรมงดงามดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : เมืองเก่า วันที่ : 05 - ก.ย. - 50  เวลา 08:45:49  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/7_1188956822.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ชาวบ้านแสนดำเนินชีวิตแบบชุมชนบุพกาล ใกล้ชิดและเคารพธรรมชาติ มีระบบเครือญาติเหนียวแน่น

ชุมชนบ้านแสนแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นส่วนๆ คือ พื้นที่เกษตรกรรม แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ไฮ่ข้าว (ไร่ข้าว) ดังสุภาษิตล้านนาว่า “ลัวะเยี้ยะไร่ ไทใส่นา” ระหว่างทางเข้าชุมชนมีการตัดต้นไม้ใหญ่ลงเพื่อเปิดพื้นที่ปลูกข้าวไร่ซึ่งไม่ต้องการน้ำมาก จึงไม่ต้องทำกระทงนา เปิดพื้นที่ป่าไม้ออกด้วยการถางและเผา (Slash and Burn) ในลักษณะไร่หมุนเวียน (Shifting Cultivation) และ ป่าเมี่ยง (ไร่ชา) อยู่โดยรอบหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ลาดชันมาก การทำป่าเมี่ยงจึงเป็นการอนุรักษ์หน้าดินไปในตัว อีกทั้งระยะระหว่างต้นและความสูงของต้นชามีไม่มาก จึงมองเห็นพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไปตอนในได้ ป่าเมี่ยงจึงเป็นพื้นที่กันชนระหว่างหมู่บ้านกับป่าไม้ ป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าหรือศัตรูมาซุ่มตัวอยู่ในระยะประชิดหมู่บ้าน
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : เมืองเก่า วันที่ : 05 - ก.ย. - 50  เวลา 08:47:02  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/7_1188956857.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ในป่าเมี่ยงมี ไม้หลวง (ต้นไม้ขนาดใหญ่) เพราะเชื่อว่าต้นไม้ใหญ่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ การตัดต้นไม้ใหญ่จะก่อความวิบัติกับผู้กระทำและชุมชน

แต่อย่างไรก็ดี พันธุ์ไม้เหล่านี้เป็นไม้เนื้ออ่อนที่ไม่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นไทร ต้นงิ้ว เป็นต้น ถัดจากป่าเมี่ยงเป็นป่าไม้ เป็นแหล่งอาหาร เชื้อเพลิง ยารักษาโรค และใช้สอยต่างๆ

เรือนที่อยู่อาศัยของชาวลัวะบ้านแสนมีลักษณะเป็น เรือนยาว (Long House) มีอยู่แปดหลัง แต่ละหลังมีผู้อยู่อาศัยประมาณสี่สิบคนขึ้นไป หรือประมาณสิบครอบครัว ตัวเรือนวางตัวเกาะอยู่บนที่ลาดเชิงเขาที่ปรับพื้นที่ให้กว้างเพียงพอสำหรับวางเรือน ปลูกเรือนหันด้านสีข้างเข้าหาเส้นแนวระดับ (เนื่องจากความยาวของเรือนมีมาก หากหันด้านสกัดเข้าหาเส้นแนวระดับจะต้องมีการตัดพื้นที่มากกว่า สิ้นเปลืองแรงงานโดยใช่เหตุ) และเว้นพื้นที่โล่งด้านหัวและท้ายของเรือนไว้เป็นลานกิจกรรมอเนกประสงค์ เรือนยาวแต่ละหลังจึงวางตัวอยู่ในแนวระดับลดหลั่นกันลงไป

จากการปรับพื้นที่ลาดเชิงเขาด้วยการขุดตัดดินและปรับพื้นที่เพื่อสร้างเรือน จึงต้องมีระบบการจัดการน้ำผิวดินยามฤดูฝน โดยขุดร่องระบายน้ำล้อมรอบบ้าน ป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลเข้าพื้นใต้ถุนเรือน และระบายน้ำออกไปยังลานตะพักชั้นต่อไป นอกจากนี้ยังนำหินมาก่อซ้อนเป็นกำแพงกันดินพังทลายด้วย

ใต้ถุนเรือนเป็นพื้นดินอัดแน่น ใช้เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ, หลัว (ฟืน) และเลี้ยงสัตว์

เรือนยาวทั้งแปดหลัง มีทั้งเป็นเรือนแบบดั้งเดิม และที่เปลี่ยนแปลงไปในแง่วัสดุก่อสร้าง เช่น ใช้สังกะสีหรือกระเบื้องมุงหลังคา แต่อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตกับพื้นที่ใช้สอยในเรือนยังคงเป็นไปตามแบบเดิม



 
ศาลาพักหน้าวัดบ้านแสน


ตัวเรือนยกพื้นสูงประมาณ ๑.๕ – ๒.๐ เมตร โครงสร้างหลักของอาคาร คือเสา พื้น ผนัง ทำด้วยไม้จริง โครงสร้างหลังคาใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก มุงหลังคาด้วยตับแฝก โดยมุงต่ำลงมาจนแทบมองไม่เห็นผนังเรือน มีบันไดทางขึ้นสู่เรือนที่ด้านสกัดทั้งสองด้าน ด้านละสองบันได ตรงตำแหน่งระเบียงมีหลังคาค้อมลงมาบังแดดฝน

พื้นที่ส่วนระเบียงหน้าเรือนนี้คงเป็นพื้นที่รับแขกแปลกหน้า เพราะตามธรรมเนียมเดิมมักจะไม่เชื้อเชิญคนนอกเข้าไปภายในเรือน (ธรรมเนียมนี้ยังคงตกค้างให้เห็นจากที่มีตาแหลวแขวนไว้เหนือประตูทางเข้าเรือน แสดงถึงอาณาเขตส่วนตัวนั่นเอง) อีกทั้งยังเป็นตำแหน่งเปลี่ยนผ่านจากภายนอกสู่ภายในเรือน เนื่องจากภายในมืดมาก หากไม่ปรับสภาพดวงตาก่อนจะมองไม่เห็นได้ในทันที

เหนือประตูทางเข้าเรือนขึ้นไปจนถึงอกไก่กรุด้วยไม้ไผ่สานตาห่างๆ เพื่อระบายควันไฟจากในตัวเรือน และแขวนตาแหลวไม้ไผ่เพื่อป้องกันสิ่งอัปมงคลเข้าไปภายในเรือน

ภายในเรือนแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองฟากด้วยไม้แผ่นที่ปูยาวตลอดเรือน และมีกระบะแม่เตาไฟเรียงขนาบทางเดินกลางเรือน ในกระบะมีขาเส้าวางอยู่สอง - สามอัน จำนวนเส้าทั้งหมดภายในเรือนหมายถึงจำนวนครัวเรือนที่อยู่อาศัยภายในเรือนยาวแต่ละหลัง เหนือกระบะเตาไฟเป็นหิ้งวางของ จำนวนชั้นของหิ้งจะสัมพันธ์กับจำนวนเส้าที่วางอยู่ในแต่ละกระบะด้วยเช่นกัน



 
ชาวบ้านแสนกับล่อต่างสัมภาระไปยังเมืองยางเดินผ่านหน้าวิหารวัดบ้านแสน


สำหรับวัดบ้านแสนซึ่งเป็นวัดประจำชุมชนตั้งอยู่บนยอดเนินถัดไปจากหมู่บ้าน ด้านหน้าวัดติดเส้นทางสัญจรโบราณที่เชื่อมต่อไปเมืองยาง และมีข่วงดินที่เกิดจากการปรับพื้นที่ลาดชันให้เป็นลานดินอเนกประสงค์อย่างกว้างขวาง เปิดมุมมองไปยังหน้าวัดซึ่งมีกระบะก่ออิฐปลูกต้นโพธิ์ตามธรรมเนียมการบูชาต้นโพธิ์ในพุทธศาสนา ถัดไปเป็นกำแพงแก้วก่ออิฐสูงประมาณหนึ่งเมตรเล่นระดับคดเคี้ยวไปตามเส้นแนวระดับของพื้นที่ ประตูเข้าวัดมีสองช่อง คือประตูเข้าสู่เขตพุทธาวาสตรงกับวิหารหลวง และประตูเข้าสู่เขตสังฆาวาสซึ่งเป็นที่ตั้งหมู่กุฏิ เสาประตูรั้วเป็นไม้จริงเจาะรูสองต้นตั้งประกับอยู่กับช่องประตูทั้งสองข้าง แล้วใช้ลำไม้ไผ่สอดกั้นเพื่อไม่ให้สัตว์เข้าไปในบริเวณวัด



 
การแบ่งเขตสังฆาวาสออกจากเขตพุทธาวาสโดยใช้ระดับเป็นแนวเขต ทางขวาของภาพคือเขตพุทธาวาสซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าเขตสังฆาวาส


ผังบริเวณของวัดบ้านแสนแบ่งแยกเขตพุทธาวาสออกจากเขตสังฆาวาสอย่างชัดเจน โดยใช้ระดับพื้นที่เป็นตัวแยกพื้นที่ออกเป็นส่วน นับว่าเป็นการปรับสภาพภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์ต่อการวางผังใช้พื้นที่อย่างน่าสนใจ ระดับพื้นที่สูงที่สุดของผังบริเวณคือเขตพุทธาวาส ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารหลวง วิหารอื่นๆ และอุโบสถ ระดับพื้นที่ต่ำลงไปเป็นเขตสังฆาวาส ประกอบด้วย กุฏิ เว็จกุฎี โรงครัว โรงจงกรม เป็นต้น

อาคารที่สำคัญที่สุดและอยู่ในตำแหน่งประธานของเขตพุทธาวาส คือ วิหารโหลง (วิหารหลวง) ใช้ประกอบพิธีกรรมร่วมกันระหว่างพระสงฆ์และฆราวาส เป็นอาคารหลังเดียววางตัวตั้งฉากกับเส้นแนวระดับของพื้นที่ (Contour line) จึงต้องปรับพื้นที่ลาดชันให้เป็นที่ราบกว้างและลึกเพียงพอกับความยาวของวิหาร ในขณะที่อาคารหลังอื่นๆ สำคัญน้อยกว่าจึงสร้างขนานไปตามเส้นแนวระดับเพื่อจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงงานปรับสภาพพื้นที่

เขตสังฆาวาสของวัดประกอบด้วยอาคารหลายประเภทหลายหลัง อาทิ กะดี (กุฏิพระสงฆ์) ด้านหลังของกุฏิทุกหลังมี เว็จ (ห้องส้วมของพระ) ถัดไปเป็นกำแพงที่กั้นเขตวัดออกจากป่าที่โอบล้อมอยู่เบื้องหลัง

สถาปัตยกรรมภายในเขตพุทธาวาสวัดบ้านแสน


--------------------------------------------------------------------------------

 
แบบสถาปัตยกรรมของวิหารหลวงวัดบ้านแสนในปัจจุบัน ซ้ายคือวิหารพระเจ้าตนหลวง และขวาคืออาคารอเนกประสงค์สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา (แบบสถาปัตยกรรม: ตะวัน วีระกุล)


สถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่ภายในเขตพุทธาวาสประกอบด้วยวิหารสามหลัง คือ วิหารหลวง วิหารพระเจ้าไม้จันทน์ และวิหารพระเจ้าตนหลวง

วิหารหลวงมีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางผังบริเวณ วิหารหลังอื่นๆ จะเรียกชื่อตามพระประธานที่ประดิษฐานในวิหารนั้นๆ

ในล้านนา สุโขทัย และอยุธยาตอนต้น วิหารมีความสำคัญมากในฐานะเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาร่วมกันของพระภิกษุและฆราวาส ส่วนอุโบสถเป็นเพียงที่ประกอบสังฆกรรมของพระภิกษุเท่านั้น ทำให้วิหารมีขนาดใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับอุโบสถ

นอกจากนี้ วิหารยังเป็นพื้นที่สาธารณะส่วนกลางของชุมชนด้วย

๑. วิหารหลวง
วิหารหลวงวัดบ้านแสนมีรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกับวิหารล้านนา – สิมล้านช้าง เป็นประจักษ์หลักฐานยืนยันความสัมพันธ์อย่างเข้มข้นของล้านนากับพื้นที่ฉาน ในที่นี้จึงเรียกรูปแบบของวิหารหลังนี้ว่า “วิหารร่วมแบบล้านนา”

สันนิษฐานว่าในอดีตคงมีวิหารร่วมแบบล้านนาอีกหลายหลัง แต่ถูกทำลายลงด้วยกาลเวลาและการปฏิสังขรณ์ใหม่ที่มีขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวเชียงตุงที่ไม่อาจปล่อยปละละเลยให้อาคารทางศาสนาเศร้าหมองทรุดโทรมได้ อีกทั้งการขยายอำนาจของพม่าเข้ามายังพื้นที่ฉานทำให้ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติระหว่างเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงตุงสิ้นสุดลง

มูลเหตุดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การถ่ายเทซึ่งกันและกันของแนวความคิด รูปแบบสถาปัตยกรรม ตลอดจนช่างฝีมือ ยุติลงโดยปริยาย รูปแบบทางศิลปะและสถาปัตยกรรมของเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงตุงจึงวิวัฒนาการแยกสายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สันนิษฐานว่าวัดบ้านแสนคงสร้างอย่างเร็วที่สุดไม่เกินสมัยพญากือนา ช่วงดังกล่าว เชียงใหม่ได้ขยายอำนาจอย่างกว้างขวางทั้งในแง่ของการเมืองและศาสนา ด้วยการอุปถัมภ์ศาสนาและการบวชพระสงฆ์จากเมืองต่างๆ ตลอดจนส่งผ่านการใช้ตัวอักษรสุโขทัยไปยังเมืองเชียงตุงด้วย

วิหารหลวงระยะแรกเป็นวิหารโถง มีการบูรณะต่อเติมมาโดยตลอด และการสร้างผนังเช่นปัจจุบันก็เกิดจากอาคารหลังอื่นๆ ที่ถูกสร้างเข้ามาต่อเชื่อมและก่อผนังล้อมบางส่วนแบบไม่เป็นระบบ การเจาะช่องทางเข้าสู่วิหารหลายช่องทางก็สะท้อนให้เห็นว่าแต่เดิมเป็นวิหารโถง

สาเหตุของการสร้างวิหารโถงอาจเป็นผลมาจากการจัดการทางสังคมที่ให้ความสำคัญแก่เพศสภาวะแตกต่างกันออกไป ฉะนั้นไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าสู่พื้นที่ตอนในของวิหารอันถือว่าเป็นปริมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่ในทางกลับกัน ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ได้ เนื่องจากไม่มีผนังอาคารกั้นขวาง การทอดชายคาตับล่างลงต่ำมากคงเพื่อป้องกันแดดฝนและลมหนาว เนื่องจากไม่มีผนังทำหน้าที่ดังกล่าว

วิหารในยุคแรกเป็นอาคารขนาดเล็ก เนื่องมาจากข้อจำกัดทางเทคนิควิศวกรรมและวัสดุก่อสร้าง อีกทั้งจำนวนแรงงานภายในชุมชนที่จำกัด การดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหญ่โตเกินประโยชน์ใช้สอย

วิหารหลวงวัดบ้านแสนมีพัฒนาการเรื่อยมาหลายร้อยปีจนกระทั่งปัจจุบันเป็นอาคารขนาดเก้าห้อง โครงสร้างไม้ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินขอ หลังคาทรงจั่วซ้อนหลังคาสองตับ ลดมุขด้านหน้าและด้านหลังสามชั้น ลักษณะโดยรวมของวิหารคล้ายคลึงกับวิหารล้านนา - สิมล้านช้าง มากกว่าแบบแผนวิหารในเมืองเชียงตุงและเชียงรุ่งที่ปรากฏอยู่ในเมืองเชียงตุงในปัจจุบัน

วัสดุมุงหลังคาวิหารเป็น ดินขอ (กระเบื้องดินเผาไม่เคลือบผิว) ในประวัติศาสตร์มุขปาฐะของชุมชน กล่าวว่า ในอดีต เคยใช้ จืน (กระเบื้องดีบุก) มุงหลังคา และใช้เครื่องเคลือบดินเผาตกแต่งหลังคา ซึ่งเป็นลักษณะตกแต่งแบบโบราณ

เครื่องเคลือบดินเผาที่ประดับตกแต่งบนหลังคาวิหารวัดบ้านแสนมีหลายประเภท อาทิ ผาสาด (ปราสาท) จ้อฟ้า (ช่อฟ้า) เนกตั้ง (เมฆตั้ง) เนกไหล (เมฆไหล) ตัวลวง (พญานาค) และรูปสัตว์ในเทพนิยายอื่นๆ เครื่องเคลือบดินเผาเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อลดความแข็งกระด้างของหลบปูนบนหลังคาด้วย

   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : เมืองเก่า วันที่ : 05 - ก.ย. - 50  เวลา 08:47:37  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



Warning: getimagesize(images/board/7_1188957042.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ผนังด้านสกัดหน้าของวิหารตั้งแต่พื้นจนไปถึงอกไก่เรียก หน้าทวาร ออกแบบเป็นซุ้มประตูทรงปราสาทไม้แกะสลักปิดทอง แสดงสัญลักษณ์ของการผ่านพ้นไปยังมิติที่สูงขึ้นไปสู่สวรรค์วิมานและพระนิพพาน หรือแสดงถึงซุ้มสุวรรณคูหาอันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ ซุ้มประตูนี้คล้ายกับรูปปราสาทพระอินทร์ในรอยพระพุทธบาทประดับมุกที่สร้างในสมัยพญาติโลกราชมาก



 
หน้าทวารวิหารหลวงวัดบ้านแสน


ซุ้มโขงประตูแบ่งออกเป็นสองส่วน คือตัวเรือนและส่วนยอดซุ้ม โดยรูปแบบศิลปกรรมของซุ้มโขงทางเข้าวิหารหลังนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับล้านนามาก เช่น เสาประกอบซุ้มแบบ เสาขอมปากแล (ปากนกแก้ว) เช่นเดียวกับล้านนา เหนือช่องประตูเป็น หำยนต์ ลักษณะแบบโก่งคิ้ว สะท้อนถึงการตกแต่งอาคารทางศาสนาของล้านนา - ล้านช้าง เรือนยอดเป็นมณฑปซ้อนสี่ชั้นสูงจากพื้นจนจรดอกไก่ ลักษณะสำคัญของเรือนยอดชั้นแรกคือเส้นบัวคว่ำที่เป็นนัยแสดงถึงความลาดของหลังคา แต่ทว่าเส้นดังกล่าวไม่ลาดลงมาบรรจบกับท้องไม้โดยตรง แต่สะบัดปลายพลิ้วแล้วจึงหักเข้ามาบรรจบกับท้องไม้ และแกะสลักลายนูนต่ำเป็นเกล็ดเต่าซึ่งมีนัยถึงการมุงหลังคาด้วยกระเบื้อง

กึ่งกลางเป็นซุ้มบันแถลงกรอบหน้านางแบบล้านนาซึ่งรับต่อมาจากสุโขทัย ปลายซุ้มโค้งเป็นเหงาหางวันแบบล้านนา แต่สะบัดปลายหางพลิ้ว ในซุ้มบรรจุรูป กบกินเดือน (ราหูอมจันทร์) ซึ่งเป็นความเชื่อท้องถิ่นของเชียงตุง



 
ภาพลายเส้นหน้าทวารวิหารหลวงวัดบ้านแสน


เรือนยอดชั้นถัดไปตกแต่งด้วยไม้แกะสลักรูปทรงสามเหลี่ยมมุมฉากหันด้านลาดเข้ากลางซุ้ม ลักษณะเช่นเดียวกับการตกแต่งตำแหน่งย่อมุมของมณฑปและเจดีย์ในล้านนา ลักษณะดังกล่าวคงคลี่คลายมาจากกลีบขนุนนั่นเอง

ยอดชั้นสูงขึ้นไปมีไวยากรณ์การออกแบบคล้ายกับชั้นล่าง เพียงแต่ย่อส่วนลงตามความจำกัดของพื้นที่ จุดเหนือสุดของซุ้มโขงเป็นรูปกระพุ่มแบบดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสูงสุด ความดีงามทั้งปวง เช่นเดียวกับลูกแก้วบนยอดสุดของสถูปเจดีย์

การตกแต่งส่วนอื่นๆ เป็นงานแกะสลักไม้ปิด คำ (ทองคำเปลว) เดินเส้นด้วย หาง (ชาด) และตกแต่งด้วยไม้สลักปิดทองรูปสัตว์ บางส่วนตกแต่งด้วยการปิดทองลายฉลุเป็นลายเครือเถาซึ่งมีกลิ่นอายอิทธิพลจีนค่อนข้างมาก

ผนังสกัดหลังของวิหารหลวงไม่มีการตกแต่งใดๆ แต่โครงสร้างแตกต่างจากผนังสกัดหน้า กล่าวคือ มีการตั้งเสาดั้งลวดที่กึ่งกลางด้านสกัด โครงสร้างเช่นนี้พบมากในวิหารสกุลช่างไตลื้อ

ภายในวิหารใช้ประกอบพิธีกรรมร่วมกันระหว่างพระสงฆ์และฆราวาส มีพระพุทธรูปประธานเปรียบประดุจองค์ประธานแห่งมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ การนี้แบ่งพื้นที่ตามสถานะทางศาสนาของผู้ใช้สอยพื้นที่ได้เป็นสามส่วน คือ พื้นที่สำหรับพระพุทธ พื้นที่สำหรับพระสงฆ์ และ พื้นที่สำหรับฆราวาส

๒. วิหารพระเจ้าตนโหลง


 
วิหารพระเจ้าตนโหลง


วิหารพระเจ้าตนโหลง (พระพุทธรูปองค์ใหญ่) เป็นวิหารหลังคาทรงจั่วขนาดเล็ก มีชายคาปีกนกล้อมทั้งสี่ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองของพระมหามัยมุนี ซึ่งคงสร้างขึ้นหลังจากการสร้างวัดพระเจ้าตนโหลงในเมืองเชียงตุงตามนัยทางการเมืองถึงการประกาศอำนาจของพม่าเหนือเมืองเชียงตุง ซึ่งเปรียบได้กับเมืองหลวงของรัฐฉาน และส่งอิทธิพลต่อมายังพื้นที่ข้างเคียง

วิหารหลังนี้สร้างบนพื้นที่ที่จำกัดด้วยประชิดกับแนวระดับพื้นที่ใช้แบ่งระหว่างเขตพุทธาวาสกับเขตสังฆาวาส จึงไม่ได้วางตัวขนานกับตัววิหารหลวง แต่เฉียงไปจากแกนประมาณ ๔๕ องศา และมีการรื้อชายคาวิหารหลวงห้องที่ ๖ - ๘ ลงเพื่อสร้างวิหารนี้ด้วย

๓. วิหารพระเจ้าไม้จันทน์
หากหันหน้าเข้าวิหารหลวง วิหารพระเจ้าไม้จันทน์อยู่ที่มุมทางขวาของวัด ตามประวัติศาสตร์มุขปาฐะของวัดกล่าวว่าเป็นวิหารที่มีอายุเก่าแก่กว่า ๗๐๐ ปี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้จันทน์หอม

ในดินแดนล้านนามีคติการนับถือพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้จันทน์ด้วย เช่น มีการสร้างกู่ประดิษฐานพระเจ้าไม้จันทน์ในวัดมหาโพธาราม เมืองเชียงใหม่

อาคารหลังนี้ถูกบูรณะใหม่ทั้งหลังในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ แม้การบูรณะครั้งนี้จะทำลายคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของอาคารลงจนหมดสิ้น แต่ก็สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลบูรณะวัดประจำชุมชนของตนตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน

๔. โบสถ (อุโบสถ)


 
อุโบสถโถง


โบสถ (อุโบสถ) เป็นอาคารโถงขนาดเล็ก ตั้งอยู่ด้านหน้าวิหารหลวง เป็นตัวอย่างที่หาได้ยากยิ่งของอุโบสถโถงซึ่งไม่พบที่ใดเลย ตัวอาคารยกฐานปัทม์ มีบันไดขนาดเล็กเป็นทางขึ้นอยู่ตรงด้านที่ประชิดกับวิหารหลวง ราวบันไดแกะสลักเป็นรูป ตัวลวง (พญานาค) อย่างวิจิตร หมากหินสีมา (หลักเสมา) ของอุโบสถเป็นหลักหินรูปทรงอิสระ

หลังคาอาคารเป็นทรงจั่วมีเส้นประกอบสามหลี่ยมหน้าจั่วที่อ่อนหวาน ถัดลงมาเป็นชายคาปีกนกล้อมรอบทั้งสี่ทิศ หลังคาประดับเครื่องเคลือบดินเผาเช่นเดียวกับวิหาร ต่างไปที่กลางหลังคาประดิษฐานสถูปสีทองแทนการตกแต่งด้วยผาสาด ซึ่งมีนัยแสดงความใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้ามากกว่าผาสาดอันมีนัยแสดงถึงปราสาทที่สถิตของพระอินทร์

ความที่เป็นอาคารโถงขนาดเล็กจึงไม่ได้ประดิษฐานพระประธานอย่างถาวร เพียงแต่ตั้งธรรมาสน์ขนาดเล็กไว้ สันนิษฐานว่าเมื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาคงอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานยังธรรมาสน์นี้

อาคารหลังนี้มีการซ่อมแซมและเปลี่ยนหลังคาจากกระเบื้องดินขอมาเป็นกระเบื้องลอนสีแดง ทำให้ความงดงามของอาคารลดลง แต่ทว่าการซ่อมแซมนั้นยังพยายามรักษารูปทรงดั้งเดิมของอาคารไว้

เนื่องจากวัดบ้านแสนเป็นวัดใหญ่ ตั้งอยู่กลางป่า ห่างไกลจากชุมชนอื่นๆ จึงจำเป็นต้องมีอุโบสถของวัดเองเพื่อใช้ประกอบสังฆกรรม จากการศึกษาพบว่า วัดในเมืองเชียงตุงไม่ได้มีอุโบสถประจำทุกวัด สำหรับวัดที่ไม่มีอุโบสถจะทำสังฆกรรมในอุโบสถของวัดใน เค้าโหโบสถ เดียวกัน

๕. อาคารอเนกประสงค์ประกอบพิธีกรรม
อาคารหลังนี้สร้างประกบอยู่ทางขวามือของวิหารหลวง ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ คงเป็นผลสืบเนื่องมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในวิหารหลวงมีไม่เพียงพอ และคงสร้างขึ้นเมื่อพม่าเข้ามามีบทบาทเหนือดินแดนแถบนี้แล้ว เนื่องจากรูปทรงของอาคารเหมือนกับสถาปัตยกรรมแบบพม่า คือเป็นอาคารหลังคาทรงจั่วซ้อนสองชั้น ชักชายคาปีกนกตับที่สองลงมาทั้งสี่ด้าน เส้นจั่วหลังคาไม่อ่อนช้อยเหมือนวิหารหลวง ภายในอาคารมีเสารับน้ำหนักโครงสร้างหลังคาเพียงแนวเดียว อีกข้างหนึ่งก่อผนังขึ้นไปรับน้ำหนักแทน มีการเจาะประตูทางเข้าที่ด้านสกัดหน้าและหลังด้านละหนึ่งช่อง และที่ด้านขวามือของอาคารอีกสองช่อง

การก่อสร้างประกบติดด้านข้างของวิหารหลวงทำให้พื้นที่ภายในถูกปิดล้อมจนมืดมาก จึงต้องเจาะช่องรูปกลีบบัวบนผนังอาคารเพื่อวาง ผางประตี้ป (ตะคันดินเผาบรรจุเทียนไข) จุดให้แสงสว่าง




อ่าน... ศิลปกรรมในเขต สังฆาวาส ที่สัญนิฐานว่าสร้างมาตั้งแต่รัชสมัยของ พญาติโลกราช ได้ที่นี่ครับ http://www.dvthai2.com/travel3.htm
   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : เมืองเก่า วันที่ : 05 - ก.ย. - 50  เวลา 08:50:42  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ที่ยังไม่เคยได้เข้าไปเห็นด้วยตาตนเองมาก่อน ชวนให้อยากไปเห็นด้วยตาตนเอง  และขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่ค้นคว้าหามาเล่าสู่กันฟังครับ
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : อาทิตย์ วันที่ : 05 - ก.ย. - 50  เวลา 14:10:45  ,ip :203.172.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


รายการส่องโลก  ออกอากาศทางช่อง 5 เย็นวาน เหมือนกันเปี๋ยบ  สงสัยคุณเมืองเก่าเป็นทีมงานส่องโลกหรือครับ จึงเอาเรื่องเดียวกัน Post มาตั้งแต่เช้า
   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : อาทิตย์ วันที่ : 06 - ก.ย. - 50  เวลา 13:52:40  ,ip :203.172.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ดีครับ
   ความเห็นที่ 7 โดยคุณ : wanbunk วันที่ : 06 - ก.ย. - 50  เวลา 15:42:43  ,ip :125.25.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


เปล่าครับ 1 ในทีมที่ไปรู้จักกันจึงมาเล่าให้ผมฟังครับคุณอาทิตย์ ผมได้ฟังจึงสนใจมาก นี่กำลังจัดทริปไปน่ะครับ  ว่าจะไปถ่ายภาพ พระเจ้าต๋นโหลงด้วย อีกอย่างผม สะสมพระไม้แกะ  และปั๊บเก่า (ตำราหรือหนังสือโบราณ) น่ะครับ ที่ที่จะหาได้มักเป็นที่แบบนี้แหละครับ
   ความเห็นที่ 8 โดยคุณ : เมืองเก่า วันที่ : 07 - ก.ย. - 50  เวลา 08:37:50  ,ip :222.123.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.