อ่านทั้งหมดประชาสัมพันธ์ถาม-ตอบความรู้-วิชาการมีดีมาโชว์ซื้อ-ขาย-ประมูลสัพเพเหระกิจกรรม 2U
เด็กไม่มีศาสนา ฤๅจะเป็นทางออกยุค...หมดศรัทรา

Warning: getimagesize(images/board/7_1180448112.jpg) [function.getimagesize]: failed to open stream: No such file or directory in /home/amulet2u/domains/amulet2u.com/public_html/includes/functions.php on line 124

ลองอ่านบทความเรื่องนี้ดู ผมไปอ่านเจอในมติชน ฉบับวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

...หากจะขึ้นต้นด้วยคำว่า "ศาสนา" ในช่วงที่กระแสการผลักดันให้ "พระพุทธศาสนา" ต้องปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นประเด็น "ร้อนแรง" ไม่น้อยหน้าประเด็นข่าวอื่น ทั้งฝ่าย "หนุน", "ค้าน" หรือ "กลาง" คงเริ่มขมวดคิ้วกันบ้าง

...ขณะที่ฝ่าย "อนุรักษ์" ทั้งผลักทั้งดันปลุกกระแสให้ทุกคนหันเข้าหาศาสนา แต่อีกมุมหนึ่งของ "วัยรุ่น" กลับมีแง่มุมแง่คิดที่แตกต่าง (แต่ไม่แตกแยก) ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

เยาวชนกลุ่มนี้ ขอเรียกตัวเองกันว่า "เด็กไม่มีศาสนา"

ตูน สาววัย 23 ปี พนักงานฝ่ายข้อมูลบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ยอมรับว่า ตัวเองไม่มีศาสนา

"เวลากรอกเอกสารต่างๆ ตูนก็ยังใส่ว่าเราศาสนาพุทธอยู่นะ เพราะคิดว่า ถ้าใส่ว่าเราไม่มีศาสนา เดี๋ยวเรื่องยุ่งวุ่นวายมีคำถามมากมายเข้ามาอีก จริงๆ ตอนเด็กก็ยังนับถือศาสนาพุทธ เข้าวัดก็ทำบุญ ทำสังฆทาน กับแม่กับครอบครัว แต่พอเริ่มเข้าสู่ ม.ปลาย ตูนเริ่มรู้สึกว่าจะนับถือไปทำไม"

ครั้นถามถึงสาเหตุ เธอตอบว่า ถ้าจะพูดว่าไม่ได้นับถือเลย ก็อาจจะไม่ถูกนัก เพียงแต่ว่า เธอไม่สามารถทุ่มเทให้กับศาสนาใดศาสนาหนึ่งได้ เพราะไม่รู้สึกเกิดความศรัทธาในศาสนาใดเป็นพิเศษ

"พูดแบบนี้อาจเหมือนกับว่าตูนบอยคอตหรือแอนตี้ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่คนแบบนั้น ตูนไม่เชื่อเรื่องบุญ บาป กรรม คือไม่เชื่อว่า เราไปทำบุญแล้วเราจะได้บุญ ตูนเลือกทำทานมากกว่า เพราะมันเห็นผลชัดเจน เห็นเป็นรูปธรรมว่าเขาได้เอาเงินไปใช้จริงๆ หรือถ้าสมมุติว่าตูนไปฆ่าคน ตูนก็ไม่ถือว่าการฆ่าคนมันบาป แต่ตูนต้องเข้าคุก ได้รับบทลงโทษตามกฎหมาย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมีหลักเหตุผลอยู่แล้ว"

คนทั่วไปใช้ศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่สำหรับสาวตูนคนนี้ เธอบอกว่า เมื่อมีปัญหาเธอไม่ไหว้พระ ไม่สวดอ้อนวอนพระเจ้า แต่เธอเลือกที่จะปรึกษาจิตแพทย์ ปรึกษาเพื่อน หรือพี่ หรือคนที่คิดว่าจะให้คำตอบได้ และบางครั้งเธอก็ใช้วิธีการอ่านหนังสือ

"มีเหมือนกันค่ะ ที่ตูนรู้สึกว่าเราดวงตก เจอแต่ปัญหา หรือเรื่องแย่ๆ แต่พอย้อนกลับไปมองปัญหา เช่น ล้มบ่อย ถูกรถเฉี่ยว นั่นก็เพราะว่าเราประมาทเอง ไม่มองทาง ไม่ระวังรถ หรือง่วง ไม่ใช่มีใครมาผลัก"

ตูนยังบอกปิดท้ายให้คิดด้วยว่า จริงๆ แล้ว ทุกศาสนาดีแตกต่างกันไป เวลาที่เข้าวัดเธอรู้สึกได้ถึงความร่มเย็น ขณะที่เมื่อเธอก้าวเข้าไปในโบสถ์เธอก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น

"แล้วทำไมตูนต้องเลือกด้วยว่า จะรับความอบอุ่น หรือร่มเย็น"

อีกคน หนุ่มน้อยวัย 22 ปี "เบิร์ด" นักศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ที่เปิดอกคุยว่า "ผมไม่มีศาสนาครับ"

เบิร์ดขยายความต่อถึงที่มาที่ไปและความคิดที่ทำให้เขาอยู่ในกลุ่มนี้ว่า ในโลกนี้มีศาสนาหลายศาสนา รวมถึงลัทธิต่างๆ ถ้าเรานับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง นั่นหมายความว่า ศาสนาที่เหลือไม่ดีหรืออย่างไร

นั่นจึงทำให้เบิร์ดคิดว่า ศาสนาก็เป็นเพียงวัฒนธรรมหนึ่ง เป็นเพียงหลักปรัชญาในการดำเนินชีวิต ที่ช่วยให้คนเราสามารถดำรงอยู่ภายใต้ความถูกต้องของสังคม

"ผมเข้าได้ทุกศาสนานะ ไม่ได้แอนตี้ศาสนา อะไรที่เขาบอกว่าดีงาม ก็ทำได้หมด เพราะจริงๆ แล้วเราไม่มีทางรู้หรอกว่า สิ่งที่ศาสนาแต่ละศาสนาบอก เรื่องไหนจริง เรื่องไหนหลอก และหากมองลึกๆ ศาสนาเหมือนกันหมด เช่น เรื่องทำบุญ บริจาค พุทธก็มี คริสต์ก็มี อิสลามก็มี ก็บริจาคเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะเลือกนับถืออย่างใดอย่างหนึ่งได้ไปทำไม แต่ผมไม่เชื่อเรื่องบุญบาปนะ เพราะไม่คิดว่าทำอะไรแล้วจะได้ผลตอบแทนกลับมา"

รับรู้อีกด้านหนึ่ง ทำให้นึกย้อนได้ว่า "ปรัชญากลาง" ของคนมีทั้ง "สังกัด" และไม่มี คือ "จะดีหรือชั่ว อยู่ที่ตัวเราเอง"
ผู้โพสต์ : กิตติ   วันที่ : 29 - พ.ค. - 50  เวลา 21:15:12   , ip : 203.188.xxx.xxx    แจ้งลบทั้งกระทู้   



   ความเห็นที่ 1 โดยคุณ : Mr.Polpol วันที่ : 29 - พ.ค. - 50  เวลา 22:19:13  ,ip :203.146.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน
(ที่ป้ายรถเมล์)
ตอนแรกคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ตอนนี้คิดถึงบทกวีของคนคนนี้ครับ...จ่าง แซ่ตั้ง
   ความเห็นที่ 2 โดยคุณ : Mr.Polpol วันที่ : 29 - พ.ค. - 50  เวลา 22:23:01  ,ip :203.146.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ผมคิดว่าเราเกิดเป็นคนมีหัวคิด มีความกตัญญูต่อสิ่งที่สมควร

ถูก ไม่เถียงเรื่องทุกศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี

แต่สิ่งที่สมควรต้องยึดเหนี่ยวนั้นเรียกว่าศาสนา แตกต่างไปตามสถานที่ ภูมิประเทศ

ผมว่าศาสนาเป็นกุสโลบายในการสอนคนให้มีทิศทางในการดำเนินชีวิต เพราะคนเราทุกคนมีพื้นฐานไม่เหมือนกัน

ถ้าเราต้องการให้ชนรุ่นหลังทำดี ต้องทำเป็นแบบอย่าง จะศาสนาใดก็ได้ แต่ควรมี เพื่อเป็นทิศทางในการดำเนิน

เด็กก็คือเด็ก มีแนวคิดเป็นของตน ไม่ว่ากัน.....
   ความเห็นที่ 3 โดยคุณ : มังกร วันที่ : 29 - พ.ค. - 50  เวลา 22:49:23  ,ip :124.121.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น



                  แล้วศาสนาใดดีที่สุดล่ะครับ  ทุกศาสนามีทั้งข้อดี และ ข้อด้อย  ใครว่าศาสนาพุทธดี100%  ผมก็ว่าไม่ใช่    แต่อย่างไรผมก็ต้องมีศาสนา  ไม่งั้นจะเกิดมาทำไม  ถ้าไร้ศาสนา
   ความเห็นที่ 4 โดยคุณ : niwat วันที่ : 30 - พ.ค. - 50  เวลา 10:07:59  ,ip :58.136.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ศาสนาเป็นสิ่งจรรโลงจิตใจ จำเป็นต้องมีครับ ผมเองก็คงต้องเลือกศาสนา ที่ผมศรัทธา.. ส่วนด็กๆๆอาจจะยังไม่ถึงเวลาหรือยังไม่เข้าใจ ยังเข้าไม่ถึง  ส่วนมากนับถือตามบิดามารดา เมื่อโตขึ้น ก็อาจจะเปลี่ยนได้ ครับ เคยเห็นเพื่อนหลายคน เปลี่ยนจากพุทธเป็นคริสต์/อิสลาม(ตามภรรยา).บางคนเคร่งกว่าต้นตำรับอีก
 
   ความเห็นที่ 5 โดยคุณ : nui วันที่ : 30 - พ.ค. - 50  เวลา 11:24:32  ,ip :203.188.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


      การเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนั้น สามารถเป็นไปได้ในหลายวิธีครับ บางคนเลือกรถไฟ บางคนเลือกเครื่องบิน บางคนเลือกเรือ ซึ่งแต่ละพาหนะก็มีข้อดี-ข้อเสียที่เฉพาะตัวแตกต่างกันไป และต้องยอมรับว่า ไม่มีวิธีใดที่ปลอดภัย หรือสมบูรณ์ 100% หรอกครับ อันเนื่องมาจาก'องค์ประกอบ' ต่างๆนานาที่ย่อมมีการสึกหรอ หรือเป็นชิ้นส่วนเทียม และอุบัติเหตุที่แตกต่างกัน  บางคนก็อาจเลือกที่จะเดินเท้า ก็เป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่ง ก็เป็นสิทธิของแต่ละคน เพียงแต่ว่า มีถนนให้เดินตลอดไหม ? ถ้าเจอภูเขาสูงขนาดหิมาลัย หรือแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวขวางหน้าอยู่ จะเดินเท้าต่อไปได้อย่างไร ?

   ความเห็นที่ 6 โดยคุณ : รัตน์ วันที่ : 30 - พ.ค. - 50  เวลา 11:50:05  ,ip :58.9.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


...ผมกำลังเป็นห่วงเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาในภาวะที่สังคมกำลังบิดเบี้ยว ไร้ต้นแบบให้ดู ดำรงอยู่ในสังคมที่เร่งเร้าด้วยภาวะสุขนิยมและอัตตนิยม เป็นผลพวงจากสังคมที่ขับดันด้วยลัทธิบริโภคนิยม.....พ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ใช้วิธีทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองก้าวไปสู้สถานะที่สังคมยอมรับ พ่อแม่ขาดเวลาในการอบรม ขาดเวลาในการให้ลูกซึมซับตัวอย่างที่ดี(พ่อแม่ก็เป็นตัวอย่างแบบบกพร่อง)..............ผมรู้สึกอึ้งตรงที่เด็กคนแรกบอกว่า การฆ่าคนไม่เป็นบาป แต่มีความผิดต้องติดคุก..........ผมแทบจะนึกไม่ออกเลยว่า เด็กคนนี้เติบโตมาท่ามกลางสังคมแบบไหน....ส่วนเด็กคนที่สอง นี่ตอนแรกก็เหมือนจะดูดี แต่ก็เผยไต๋ให้เห็นว่า....มิจฉาทิฐิ....การไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ

ในสัมมาทิฐิ---ในพระไตรปิฎก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน
ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ
ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี
โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี
มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี
สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกไม่มี
นี้มิจฉาทิฐิ ฯ

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้แล้วว่า..บ่อเกิดแห่งอกุศลกรรมนั้นมาจากมิจฉาทิฐิ
ส่วนอกุศลกรรมนั้นหมายถึง...อกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อยากได้ของผู้อื่น ปองร้ายเขา เห็นผิด อันนี้เรียกว่า อกุศล.....ตามสัมมาทิฏฐิสูตรในพระไตรปิฎก


   ความเห็นที่ 7 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 30 - พ.ค. - 50  เวลา 12:14:53  ,ip :203.188.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


ผมยังกลัวว่า..เด็กยุคใหม่เข้าใจคำว่า...ความดี...อย่างไร ต่างจากที่เราเข้าใจไปอย่างไร
พระพุทธองค์ทรงตรัสแล้วว่า....บุคคลผู้มีมิจฉาทิฐิ จะไม่ทำอกุศลกรรมนั้นย่อมไม่มี...คือ บุคคลที่มีมิจฉาทิฐิย่อมทำอกุศลกรรม อกุศลกรรมนำไปสู่อบายภูมิ
อบายภูมิ 4  เรียกว่า ”ทุคคติภูมิ” เป็นที่เกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายที่ทุกข์ยากลำบาก  ประกอบไปด้วย

·        นิรยภูมิ                                  โลกนรก

·        เปตติวิสยภูมิ                            โลกเปรต

·        อสุรกายภูมิ                              โลกอสุรกาย

·        ติรัจฉานภูมิ                              โลกเดียรัจฉาน

ผมรู้สึกสงสารเด็กสองคนที่ให้สัมภาษณ์จริงๆ...ผมเชื่อว่า...คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง ชีวิตไม่ควรติดลบ ติดลบเพราะมีอบายภูมิเป็นที่ไป ถ้ายังมีมิจฉาทิฐิอยู่...แต่ก็นึกถึงเรื่องที่หลวงพ่อจรัลเล่าให้ฟังว่า...สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ตอนที่กรรมมาสนองผล...ใครจะอธิบายอย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจ พอผลกรรมสนองแล้ว อธิบายเหมือนเดิมกลับเข้าใจได้ตามเนื้อแท้.....
   ความเห็นที่ 8 โดยคุณ : กิตติ วันที่ : 30 - พ.ค. - 50  เวลา 12:42:52  ,ip :203.188.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


หลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านเคยกล่าวว่า  " วัวของใครก็เข้าคอกคนนั้น " 
   ความเห็นที่ 9 โดยคุณ : เชวง ( prosth ) วันที่ : 30 - พ.ค. - 50  เวลา 16:08:29  ,ip :203.150.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น


คนไร้แล้วซึ่งศาสนาย่อมเป็นกรรมเก่าของคนคนนัน.
   ความเห็นที่ 10 โดยคุณ : maxxx555 วันที่ : 30 - พ.ค. - 50  เวลา 20:52:53  ,ip :58.8.xxx.xxx  แจ้งลบความเห็น
เชิญ Login เพื่อร่วมแสดงความเห็น
  Username :   
  Password :   
    







Copyright©2004 Amulet2U.com. All rights reserved. Develop by NetworkDD.com.