[an error occurred while processing this directive]

3  พระเครื่องเมืองกำแพงเพชร-ศรีสัชนาลัย-สุโขทัย
พระกำแพงสิบทัศน์,พระพิจิตรข้างเม็ด  และพระกลีบขนุนหรือพระซุ้มปรางค์
โดย...สรพล  โศภิตกุล

             เนื้อหาของพระเครื่องเป็นดินผสมว่านที่ละเอียด และแกร่ง มีความหนึกนุ่มน้อยกว่าพระกรุอื่นในเมืองกำแพงเพชร เป็นพระเครื่องที่แตกกรุจากฝั่งทุ่งเศรษฐี และฝั่งตัว จังหวัด ขนาดขององค์พระเครื่องโดยประมาณสูง 3.2 เซนติเมตร กว้าง 3 เซนติเมตร  พุทธลักษณะของพระกำแพงสิบทัศน์นั้น เนื่องจากประกอบด้วยองค์พระพุทธปฏิมากร ๑0 องค์ เรียงรายกันอยู่ ในหยดน้ำจึงมีรายละเอียดขององค์พระที่ไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็ยังปรากฏรายละเอียดบ่งบอกได้ว่าเป็นส่วนใดบ้าง พระเกศ  มีปลายแหลมเล็กน้อย และขมวดเข้าหากันแบบพระเกศ ๒ ชั้น หรือ ๓ ชั้น  แบบก้นหอย พระพักต์กลืนหายไปกับพิมพ์ทรง ไม่ปรากฏรายละเอียดของพระเนตร พระขนง พระนาสิก  พระโอษฐ์ และพระศอ แต่ประการใด แต่พระกรรณก็ยังปรากฏให้เห็น แต่ไม่เด่นชัด  จะเห็นเพียงรางๆซึ่งจะมีลักษณะเป็นแนวยื่นออกมาจากพระพักต์ทั้งในด้านซ้ายและด้านขวา โดยเฉพาะในด้านขวาของ องค์พระจะยาวกว่าทางด้านซ้าย
           พระอุระอูมนูนเล็กน้อยเท่านั้น  อาจเป็นเพราะพระกำแพงสิบทัศน์เป็นพระเครื่องที่แตกกรุออกมาเป็นเวลาช้านานแล้วทั้งยังมีนักสะสมพระเครื่องนำไปคล้องคอ  มีการสึกกร่อนจากการเสียดสีจะเห็นว่าพระกำแพงสิบทัศน์โดยมากมักสึกและลางเลือนเสียเป็นส่วนใหญ่  พระเพลาอยู่ในลักษณะการขัดสมาธิแบบราบ พระอาสนะเป็นฐานเขียง ด้านหลังพระจะปรากฏรอยนิ้วมือ  และมีลักษณะด้านหลังเรียบไม่อูมนูน อีกพิมพ์ทรงหนึ่งของพระเครื่องเมืองกำแพงเพชร
             พระพิจิตรข้างเม็ด กรุเขาพนมเพลิง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย "พระเครื่องตระกูลพิจิตร"
           พระพิจิตร เป็นพระเครื่องที่พบพานในจังหวัดพิจิตรมาก่อนเป็นปฐม แต่เมื่อพบพานในท้องที่จังหวัดอื่นๆแต่มีพุทธ ลักษณะของพิมพ์ทรงที่คล้ายคลึงกันหรือเหมือนกัน ก็เรียกขานนำหน้าว่า"พระพิจิตร"  ไม่ต่างไปจาก"พระกำแพง" แต่ประการใดทั้งที่บางครั้งแตกกรุออกมาโดยมิใช่ท้องที่ของชื่อเรียก พิมพ์ทรงนั้นเลย เช่นเดียวกับพระพิจิตรข้างเม็ด แห่งกรุเขาพนมเพลิง จังหวัดสุโขทัย ขึ้นชื่อว่าพระพิจิตรแล้วนั้น จัดเป็นพระเครื่องชุดเล็ก ประเภท"จิ๋วแต่แจ๋ว" อันเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่นักสะสมพระ เครื่องทั้งหลาย
          พระพิจิตรข้างเม็ด แตกกรุออกมาจากวัดเขาพนมเพลิง ซึ่งตั้งอยู่บนเขาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เจดีย์ประธานของวัดเขาพนมเพลิงนี้เป็นเจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลงบนฐานรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวด้านละ ๑๑ เมตร ด้านหน้าของเจดีย์มีอาคารศิลาแลง ฐานวิหารก่อด้วย แลง ภายในวิหารมีพระประธานประทับนั่งหันพระพักต์ไปทางทิศตะวันออก มีมณฑปศิลาฐานสี่เหลี่ยมยกพื้นสูงภายใน มณฑปเป็นที่สักการะของชาวบ้าน ซึ่งเรียกศาสนสถานนี้ว่า"ศาลเจ้าแม่ละอองสำลี"  นอกจากนี้มีฐานเจดีย์รายก่อด้วยศิลาแลงจำนวน ๖ องค์ บันไดขึ้นเขาอยู่ทางด้านหน้าวัดเป็นบันไดศิลาแลงกว้างขวาง
          ประมาณปี พ.ศ.๒๕0๗ มือขุดล่า สมบัติที่บรรจุกรุตามพระเจดีย์ได้ลักลอบขุดเจาะผนังเจดีย์พบพระพุทธรุปและพระเครื่องมากมายหลายพิมพ์ทรง พระพุทธรูปบูชานั้น โดยมากเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นเป็นศิลปะอู่ทองผสมเกือบทั้งสิ้นทำให้เข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในยุคหลังมากกว่า  ส่วนพระเครื่องที่พบมากมายหลายพิมพ์นั้น อาทิ พระพิมพ์อู่ทอง พระศาสดา พระชินสีห์ พระชินราช  พระพิมพ์ขุนแผนเนื้อชิน พระร่วงหลังลิ่ม พระพิมพ์ข้างเม็ดบัวสองชั้น พระลายกาบหมาก  พระร่วงทิ้งดิ่ง พระพิมพ์เปิดโลก พระพิมพ์สุโขทัยบัวสองชั้น พระเชตุพนบัวสองชั้น พระพิมพ์พิจิตรบ้านกล้วย  พระซุ้มกอ พระพิมพ์พิจิตรข้าวเม่า พระพิมพ์พิจิตรข้างเม็ด พระสังกัจจายน์ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังพบพระแผงพิมพ์ต่างๆอีก อย่างไรก็ตามพระเครื่องที่พบในครั้งนี้โดยมากเป็นพระเครื่องที่สร้างด้วยเนื้อชินเป็นส่วนใหญ่  ส่วนพระเครื่องเนื้อดินพบเห็นน้อยมาก
          กล่าวสำหรับเขาพนมเพลิงนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สำหรับประกอบพิธีบูชาไฟดังปรากฏข้อความในพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงฤาษีสัชนาลัยสั่งสอนบาธรรมราชว่า "สูเจ้าจงเอาพนมเพลิงเข้าไว้ในเมือง เป็นที่สร้างพรตบูชากูณฑ์ผู้เฒ่าจะสั่งสอน จงทำตามคำ"  ซึ่งหมายถึงใช้เขาพนมเพลิงเป็นแหล่งประกอบพิธีบำเพ็ญพรต แล้วจุดอัคคีบูชาเทวะเป็นเจ้า วัดเขาพนมเพลิง เป็นวัดที่ ตั้งอยู่กลางเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งชัยภูมิของการสร้างเมืองนั้นเป็นการสร้าง้มืองโอบล้อมภูเขาไว้กลางเมือง ขณะเดียวกันก็สร้าง เมืองให้ภูเขาล้อมรอบไว้ อันเป็นการสร้างเมืองโดยเลือกเอาชัยภูมิอันเหมาะสมยิ่ง กล่าวสำหรับความเป็นมาของเมืองศรีสัชนาลัย  จากหนังสือมรดกโลก จัดพิมพ์เนื่องในโอกาส ๘๑ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร วันที่  ๒๗ มีนาคม พ.ศ.2535 กล่าวว่า เดิมเรียกว่า เมืองเชลียง จากการ ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีสันนิษฐานว่าได้มีกลุ่มชุมชนตั้งถิ่นฐานบริเวณที่เรียกว่า เมืองเชลียงมาแล้วตั้งแต่ประมาณต้นพุทธ ศตวรรษที่ ๑๕ เป็นเวลากว่า ๑,000 ปีล่วงมาแล้ว ตัวเมืองเชลียงเดิมตั้งอยู่ทางตอนใต้ของบริเวณที่ ตั้งเมืองศรีสัชนาลัยปัจจุบันซึ่งอยู่บนที่ราบริมฝั่งแม่น้ำยมฝั่งตะวันตกในเขตอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และได้ย้ายจากเมือง เชลียงเดิมมาตั้งอยู่ที่เมืองศรีสัชนาลัย ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เมืองศรีสัชนาลัยมีความสำคัญควบคู่กับเมือง สุโขทัยมาโดยตลอด ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒0 กรุงศรีอยุธยามีกำลังเข้มแข็งขึ้นและได้แผ่ขยายอำนาจขึ้นมาทางเหนือ และยึดครองกรุงสุโขทัยไว้ได้ สถานะของเมืองศรีสัชนาลัยในขณะนั้นเป็นเพียงเมืองกันชนระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนา  และจากสถานะที่อยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาเพื่อต้านศึกจากล้านนาหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้เมืองสรีสัชนาลัยจึงเป็นที่รู้จักของชาว ล้านนา โดยชาวเมืองเหนือได้เรียกเมืองศรีสัชนาลัยอีกชื่อหนึ่งว่าเมืองเชียงชื่น ขณะที่ทางกรุงศรีอยุธยาเองกลับเรียกเมือง ศรีสัชนาลัยว่าเป็นสวรรคโลกจากการอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาและผลของสงครามหลายครั้งทำให้สถานะของเมืองศรีสัชนาลัย เป็นเพียงเมืองชั้นโท และได้ถูกทิ้งร้างในเวลาต่อมา
          เมืองศรีสัชนาลัยได้ปรากฏชื่ออีกครั้งในสมัยสมเด็จ พระเจ้ากรุงธนบุรี หลังจากได้กอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าแล้ว ในคราวเสด็จไปปราบศึกพระเจ้าฝาง พระองค์ ได้เสด็จไปสักการะพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองสวรรคโลกต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ราวปีพุทธศักราช ๒๓๒๘ สมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้ย้ายสถานที่ตั้งเมืองศรีสัชนาลัยไปตั้งอยู่ที่ตำบลวังไม้ขอน เขตอำเภอสวรรคโลก  ปัจจุบัน และได้เรียกสถานที่แห่งนั้นว่า เมืองสวรรคโลกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เชลียง เชียงชื่น  สวรรคโลก ศรีสัชนาลัย จึงเป็นชื่อที่ใช้เรียกเมืองๆเดียวกัน คือเมืองศรีสัชนาลัยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว"
          ในหนังสือ เที่ยวเมืองพระร่วง  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒๑ พ.ศ.๒๕๒๖ องค์การค้าคุรุสภา) ทรงกล่าวถึงเมืองสวรรคโลกและเขาพนมเพลิงอย่างน่าสนใจว่า
          "ภายในกำแพงเมืองสวรรคโลก ก็มี สถานที่ซึ่งควรดูอยู่หลายแห่งแต่ถ้าจะเปรียบกับที่ในเมืองสุโขทัยแล้วก็สู้กันไม่ได้เลยถึงกระนั้นก็พอจะดูได้สนุกบ้าง ที่ซึ่งข้าพเจ้า ได้ดูก่อนแห่งอื่นคือ เขาพนมเพลิง ซึ่งหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่า"สูเจ้าจงเอาพนมเพลิงเข้าไว้ในเมือง  เป็นที่สร้างพรตบูชากูณฑ์"เขาพนมเพลิงนี้อยู่ภายในเมืองจริง อยู่ติดกับกำแพงด้านตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะฉนั้นมี ความยินดีที่จะกล่าวได่ว่า ครั้งนี้พงศาวดารเหนือไม่เหลวแต่เขานั้นเป็นสองลูกแฝด เรียกชื่อว่า สุวรรณคีรียอดหนึ่ง


back          menu          next

[an error occurred while processing this directive]